“ความหวัง” ใครๆ ก็มีได้อย่างอิสระ

-A +A

          ห้องรับแขกฉบับนี้รอคอยนานกว่าทุกครั้ง แต่ความรู้สึกนั้นดีใจค่ะ ที่ได้รับคำตอบรับการให้สัมภาษณ์จาก คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ     ผู้บริหารบริษัททีวีบูรพา ผู้ดำเนินรายการ และนักเขียน  . . . ผู้ที่ชีวิตการทำงานต้องสัมผัสกับชีวิตผู้คนที่แตกต่างหลากหลายเรื่องราวและแง่มุม เราลองมาค้นบางความคิด ความเชื่อของเขาจากบางคำถามเหล่านี้ค่ะ

 

ในฐานะที่คุณเป็นผู้ผลิตรายการสารคดีที่เกี่ยวกับการขุดค้นเรื่องราวชีวิตมนุษย์ คุณมีแนวคิดในการผลิตรายการอย่างไร?

คุณสุทธิพงษ์ : รายการหลักๆ ที่ทางทีวีบูรพาผลิตขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นรายการสารคดี มีรายการที่ไม่ใช่สารคดีเป็นส่วนน้อย รายการที่ผลิตขึ้นจะแยกได้สองอย่างก็คือ สารคดีเกี่ยวกับความรู้และการสร้างแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดมุมมอง ซึ่งทั้งสองอย่างก็จะเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ชม ไม่ได้ให้แต่ความบันเทิง การเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้เป็นแค่ให้รู้ ให้จำ แต่จะนำไปสู่การครุ่นคิด และทำให้เกิดปัญญาในการใช้ชีวิตได้ เพราะว่าสิ่งที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในสารคดีที่เป็นเรื่องแรงบันดาลใจ ก็จะเป็นต้นแบบที่มีเรื่องของการที่จะพยายามบอกมนุษย์ว่า เราเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย อยู่ลำพังไม่ได้ เราต้องไม่เอาประโยชน์สุขแก่ตนเอง ต้องคิดถึงผู้อื่นด้วย ต้องช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันกัน ที่สำคัญก็คือ ในฐานะที่ผมเป็นพุทธบริษัทก็จะมีการสอดแทรกเรื่องของธรรมะ เรื่องคุณงามความดี หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนเราอยู่ในเนื้อหาของรายการด้วย

 

อยากให้คุณแบ่งปันเรื่องราวชีวิตที่ได้ค้นพบจากการทำรายการ เพื่อเป็นการสร้างความหวังสำหรับผู้อ่านนิตยสารเพื่อนรักษ์ฯ?

คุณสุทธิพงษ์ :รายการคนค้นฅน ถึงปีนี้ก็เป็นปีที่ 10 ย่างปีที่ 11 แล้ว เรื่องราวของคนต้นเรื่องที่เราไปนำมาเสนออย่างน้อย 400-500 คน ก็มีคนหลากหลายประเภท ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ผู้หญิงผู้ชาย คนรวยคนจน ในความแตกต่างกันเหล่านี้ มีความเหมือนกันคือ ทุกคนเป็นมนุษย์ที่รักสุขเกลียดทุกข์ ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่ตนเองออกแบบได้ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการหรือปรารถนาเสมอไป ต้องเจอต้องอยู่กับสภาวะที่ตนเองไม่ต้องการ แต่ความอยากความต้องการของชีวิตก็ยังมีอยู่ ชีวิตของคนก็จะคละเคล้ากันไประหว่างสุขกับทุกข์

          แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า บนความแตกต่างที่มากมายเหล่านี้ ประการแรกก็คือ ทุกคนมีคุณค่า หลายครั้งที่รายการนำเสนอเรื่องราวของคนคนหนึ่ง คนใกล้ชิดกลับไม่เคยรู้เรื่องราวนั้นๆ นั่นก็เป็นเพราะว่าเวลาที่คนเราสัมผัสผู้อื่น ก็สัมผัสแต่เพียงแค่สิ่งที่เขาเลือกที่จะสัมผัส ไม่ได้เป็นการสัมผัสโดยการที่จะไปรับรู้ในมิติที่หลงเหลือ และนี่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ทุกคนมีคุณค่า มีความหมายที่คนอื่นสามารถที่จะเก็บรับหรือเรียนรู้ และทำให้เกิดความงอกงามในชีวิตได้ โดยที่คนอื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะพาตัวเองเข้าไปในประสบการณ์ชีวิตนั้นๆ ได้ เช่น ผมเองก็ไม่สามารถที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในประสบการณ์ของการอยู่กับผู้ป่วยจิตเวช แต่ผมก็สามารถที่จะเรียนรู้และเข้าใจในชีวิตที่ผมไม่สามารถพาตัวเองเดินทางเข้าไปจากผู้อื่นได้ ถ้าใครรู้สึกท้อแท้ ไม่มีกำลังใจ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมเราไม่เห็นมีค่าอะไรเลย นี่ไม่จริงเลย ถ้าเรามองกลับเข้าไปในชีวิตทุกคน ล้วนมีแง่มุมที่มีคุณค่า

          อีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ผมพบว่าความแตกต่างของวัย อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจหรือการศึกษา บางครั้งไม่ได้มีผลในเรื่องของความสุข คนที่เป็นดารานักแสดงมีชื่อเสียง กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ อย่างยายยิ้มที่อยู่ในป่าคนเดียว ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายบนความขาดแคลน กลับมีความสุขอย่างเหลือล้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นคำตอบหรือบทสรุปของชีวิตได้เป็นอย่างดีว่า ชีวิตของคนเรานั้นเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นต่อใคร เป็นอิสระ จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่คนคนนั้น อยู่ที่ใจของคนคนนั้น สิ่งที่เป็นเปลือกกายภายนอก อาจจะเป็นผลแต่ก็เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ ที่สำคัญก็คือ พอถึงจุดหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีผล คนที่มีเงินสิบล้านหรือร้อยล้าน รับรองได้เลย ความสุขไม่ต่างกัน นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่มีเงินร้อยล้านจะมีความสุขกว่าคนที่มีเงินสิบล้านเป็นสิบเท่า

          เพราะฉะนั้น ในการพยายามที่จะดิ้นรนหาความสุขของชีวิต มนุษย์จึงไม่ควรที่จะลอกเลียนกัน  และไม่ควรที่จะวิ่งหากิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่หลอกลวงเรา คนเราเกิดมาก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเราอยากเหมือนคนอื่น การที่จะได้ความสุขกลับได้ความทุกข์แทนก็ได้ สิ่งเหล่านี้จะพบได้จากรายการ จากชีวิตคน ไม่มีใครที่ดีหมดหรือเลวหมด มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด เข้มแข็งและอ่อนแอ แล้วแต่ว่าเราจะไปเลือกมองที่มุมไหนของเขา

 

รายการของทีวีบูรพา เคยถ่ายทอดชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชมาบ้างแล้ว คุณมีมุมมองเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชอย่างไร?

คุณสุทธิพงษ์ :ทางการแพทย์จะจัดพวกเขาอยู่ในหมวดหมู่ใด ผมเองไม่ขัดข้องอะไร แต่ผมมีความรู้สึกว่า พวกเขาก็คือ เพื่อนมนุษย์  ในบางแง่มุมผมคิดว่าพวกเขาอาจจะโชคดีกว่าเราด้วยซ้ำ ผมเคยมองดูคนที่สังคมเรียกว่า “คนบ้า” ที่เดินอยู่ตามถนน เขายิ้มตลอดเวลาเลย มนุษย์ถ้าโกรธจะยิ้มไม่ได้ หดหู่ยิ้มไม่ได้ เศร้ายิ้มไม่ได้ ทุกข์ก็ยิ้มไม่ได้ คนที่ยิ้มก็คือ คนที่มีความสุข

          ถ้าเราย้อนกลับไปดูว่า มนุษย์เรารักสุขเกลียดทุกข์ คนเราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตามที่ต้องการ แต่ความสุขก็เหมือนจะหนีเราไปเรื่อยๆ พวกเขาเหล่านั้น ไม่ต้องทำงานอะไร ไม่ต้องถูกการให้คุณค่าโดยคนอื่น แต่ก็สามารถสร้างมิติที่เป็นความสุขขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

          อย่างขณะนี้ สังคมเต็มไปด้วยการเจ็บป่วย ดูเหมือนปกติแต่ไม่รู้ตัวว่าป่วย จริงๆ แล้วก็คือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่สังคมโลกออกแบบ แล้วเราก็เคลื่อนไปตามในฐานะของกลไกเล็กๆ ที่อยู่ในสังคมโลก ทำให้เราป่วยทั้งกาย ป่วยทั้งใจ ถ้าพูดถึงกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน หรือมิจฉาทิฐิทั้งหลาย ที่เกรอะกรังอยู่ในใจเราเหมือนสนิม แสดงว่าเราป่วยมาก คนที่เราเรียกว่า “คนบ้า” คือ คนที่ไม่ป่วย พวกเขาไม่มีอะไรในใจเลย การป่วยทางกายที่เกิดจากการบริโภค ซึ่งน่าแปลกคนยิ่งรวย คุณภาพชีวิตยิ่งแย่ ยิ่งมีเงินมาก ยิ่งกินดีเท่าไร สารพัดโรค ทั้งเบาหวาน ความดัน คลอเรสเตอรอลยิ่งรุมเร้า

          คนที่ถูกเรียกว่า “คนบ้า” ผมเคยสงสัยว่าพวกเขาคุ้ยอาหารในถังขยะกิน แต่ทำไมเขาไม่เป็นอะไร ถ้าคนทั่วๆ ไป ลองไปกินดู อาจจะออกทั้งทางปาก ทางทวารหนัก ผมเคยสงสัยว่าทำไม แล้ววันหนึ่งผมก็ได้คำตอบ เพราะพวกเขาไม่มีความเครียด การทำงานของตับ ถุงน้ำดีจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่คนเราที่อยู่กับการปรุงแต่งของโลกปัจจุบัน อยู่ด้วยความเครียด จนทำให้ร่างกายเราไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่เรากินเข้าไปได้ ไม่รู้ใครป่วยกว่ากัน หรือโชคดีโชคร้ายกว่ากัน

          ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถูกหรือไม่ ที่เราเอาความคิดของเราไปครอบคนอื่น เช่น การที่เป็นปกติจะต้องเป็นเหมือนเรา ต้องมีมาตรฐานเช่นนี้ อยู่ที่ใครกำหนด ถ้าเรากลับไปถามพวกเขาบ้างหรือสื่อสารกับพวกเขาได้ พวกเขาอาจจะบอกว่า เราเองแหละไม่ปกติ เพราะฉะนั้นในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า “ผู้ป่วยจิตเวช” ที่พบเห็นจำนวนหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเขามีความแตกต่างจากคนทั่วไป คือ ความมีความสุขอย่างล้นเหลือ โดยที่ไม่ต้องดิ้นรน ไขว่คว้า แสวงหามากนัก จากการทำสิ่งง่ายๆ และผมเชื่อว่าพวกเขามีความสุขจริง

          บางคนทำสิ่งซ้ำๆ ตื่นขึ้นมา ไปตลาด ช่วยล้างถ้วยล้างชาม ทำทุกอย่าง ตกเย็นได้สตางค์มาเท่าไรไม่รู้ แต่ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เป็นกิเลสของเขา เขามีความสุขกับการที่ได้ทำสิ่งนั้นๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เห็นคุณค่าของ เงินที่ได้มาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคนทั่วไปที่ปกติ ซึ่งจริงๆไม่รู้ว่าปกติหรือเปล่า ถ้าใช้หลักโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาคิดอย่างแยบคายสักหน่อย ผมคิดว่าไม่ใช่การสงสารหรือเห็นใจ ถ้าเราเคารพในสัตว์โลกที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ร่วมโลกร่วมสุข ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันได้แล้ว ชีวิตของพวกเขายังสอนเราได้ด้วย

          อีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นการสะท้อนปรากฏการณ์ของสังคม คือ เมื่อใดที่คนเราป่วย ย่อมแสดงว่าสังคมก็กำลังป่วยด้วย การที่มีผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มมากขึ้น ทางการแพทย์อาจจะมีการแบ่งเป็นกลุ่มเป็นประเภท แต่ในการป่วยประเภทหนึ่ง ผมคิดว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเป็นการสะท้อนภาวะของสังคม ส่วนหนึ่งถ้าไม่ใช่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ก็น่าจะมาจากภาวะที่ไม่สามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ เช่น เครียดจนทำให้ป่วยไปเลย จึงย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมคนเหล่านั้นจึงไม่สามารถที่จะจัดการกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีภาวะจิตหลุดไปเลย ตัวอย่างเช่น สิ่งของที่มีน้ำหนักเท่ากัน บางคนยกได้ บางคนยกไม่ได้ แต่บางคนหาวิธียกสิ่งของนั้นได้ สิ่งเหล่านี้ คือ การสะท้อนภาวะที่มนุษย์พาตัวเองไปไกลเกินจากสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ หมายความว่า การเรียนรู้ที่จะเข้าใจกระบวนการของการเกิดอารมณ์ ความรู้สึกของสิ่งเร้าต่างๆ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ คนเราไม่เรียนรู้ให้เท่าทัน ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว สุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อของตัวเอง

 

คุณคิดว่าความหวังของผู้ป่วยจิตเวชในสังคมไทยจะเกิดขึ้นได้และดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร?

คุณสุทธิพงษ์ :ผมเองไม่ใช่ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้  ก็คงตอบได้ตามต้นทุนความคิดหรือความรู้สึกของผมเองว่า ในกรณีนี้ จะมีแง่มุมที่น่าสะท้อนใจให้เรา ได้ยินได้ฟังได้เห็นอยู่เสมอ ภาพยนตร์หลายเรื่องก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวช แล้วก็สื่อออกมาแบบไม่รู้ว่าใครป่วยกันแน่ ไม้บรรทัดที่จะไปวัดว่า ใครป่วยหรือไม่ป่วย ใช้ได้จริงหรือ ผมคิดว่า ความจริงที่เป็นความหลอกลวงของโลกปัจจุบัน สิ่งหนึ่งก็คือ โรคจำนวนมากถูกกำหนดขึ้นมาให้เป็นโรค ให้เป็นความเจ็บป่วย ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่ใช่เลย ไม่ว่าจะเป็นวัยทอง คลอเรสเตอรอล ภาวะเครียดหลังคลอด ซึ่งโรคจิตเวชก็เป็นโรคหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องการหาผลประโยชน์ของบริษัทยาทั้งหลาย สิ่งที่เป็นการก่อเวรก่อกรรมก่อบาปมาก ก็คือว่า การหาประโยชน์จากการเจ็บป่วย สมมุติว่า การกินยาลดคลอเรสเตอรอล สามารถลดได้แต่ก็ไปสร้างความเจ็บป่วยอย่างอื่น เป็นผลข้างเคียง มนุษย์ก็ผ่านสิ่งเหล่านี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า มียาไม่รู้กี่ประเภทที่เราต้องเลิกใช้แล้ว เพราะสร้างความเจ็บป่วยให้กับเพื่อนมนุษย์ แล้วเราก็ปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นหรืองานวิจัยผิดๆ ที่ไม่ครบถ้วน ก็ทำหน้าที่ออกมาเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการสมคบคิดกันหมด  ทั้งหน่วยงาน แพทย์ พยาบาล พ่อค้ายา ดีเทลยา อะไรต่อมิอะไร ก็สมคบคิดกันทั้งกระบวนการ เพื่อที่จะให้ได้ผลประโยชน์

          เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า ในฐานะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่ว่าต้นตอความรู้ด้านจิตเวชจะมาจากไหน วิชาการ ความก้าวหน้าทางการรักษา เรื่องยา เมื่อก่อนเราอาจจะได้ยินเรื่องของการช็อตไฟฟ้า เดี๋ยวนี้อาจจะมียาที่สามารถจะควบคุมได้ ผมคิดว่า อนาคตของผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มขึ้นหรือการลดลง การสามารถที่จะจัดการได้ ด้านหนึ่งที่ผมพอจะเห็นอนาคตของผู้ป่วยจิตเวช ทั้งป่วยจริง ป่วยไม่จริง หรือถูกทำให้ป่วย อะไรก็ตามจะดีขึ้น ถ้าหากว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด มีจิตใจที่มีธรรม หมายความว่า ไม่ได้เอาแต่ความรู้ของฝรั่ง ซึ่งบางทีผมคิดว่า แพทย์พยาบาลจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้สงสัยหรือเฉลียวใจ แต่ก็เชื่อตามกันไป เพราะครูบาอาจารย์สอนมาอย่างนี้ แต่ไม่เคยเข้าไปตามหารากเหง้าว่าเป็นมาอย่างไร เรียกว่า ผิด โดยไม่ได้เจตนา ทุจริตโดยสุจริต เพราะฉะนั้นถ้าหากบุคคลที่เกี่ยวข้องลดความอหังการ์ ทิฐิมานะ ว่าฉันเก่ง ฉันเป็นหมอ ฉันเป็นผู้รู้ มองพวกเขาด้วยความเมตตาเป็นมนุษย์เหมือนกัน อย่ามองเฉพาะอาการที่ตำราบอกว่าเป็นการเจ็บป่วย ให้มองไปถึงชีวิตจิตใจ ความรู้สึก สุขทุกข์ นำเรื่องเหล่านี้เข้ามาประกอบกัน เพื่อที่จะพิจารณาว่าทุกคนเป็นมนุษย์ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย  ร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนกับเรา แล้วขณะเดียวกันทุกคน ที่เกี่ยวข้องที่ประกาศว่า ตัวเองเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา รับสิ่งเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในชีวิตจิตใจจริงๆ  การปฏิบัติต่อกันหรือมิติของการมองว่า เขาเป็นผู้เจ็บป่วย เขาเป็นผู้ที่ไม่สามารถกระทำอย่างนั้นอย่างนี้หรือเขาจำเป็นต้องถูกกระทำอย่างนั้นอย่างนี้ ในบางรายละเอียดอาจจะเปลี่ยนไป ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใช่เป็นเพียงอนาคตของผู้ป่วยจิตเวชเท่านั้น แต่จะเป็นอนาคตของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

 

คุณคิดว่าความหวังของคนเราจะถูกยึดติดกับทัศนคติของสังคมหรือไม่?

คุณสุทธิพงษ์ :ผมเชื่อว่า คนจำนวนมากในปัจจุบันนี้ เอาตัวเองไปอยู่ที่ความคาดหวังของคนอื่น แทนที่จะทำความเข้าใจว่า ตัวเราเองมีอิสระจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง จะสุขจะทุกข์อยู่ที่เรา แต่ว่าพอเราตื่นขึ้นมา เปิดทีวี เราก็เปรียบเทียบกับดาราหรือคนที่เป็นข่าวแล้ว เป็นเพราะเราเอาความอยากไม่อยากของตัวเองไปผูกติดกับสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกันเลย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเขาสุขจริงหรือทุกข์จริงหรือเปล่า แต่ในความเป็นจริงไม่มีอะไรคงที่ถาวร ไม่มีอะไรเพียบพร้อม เกิดขึ้นและเสื่อมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ทันก่อน ไม่รอให้ถึงพรุ่งนี้ เราต้องการสุขวันนี้ ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความเป็นจริงของวันนี้ให้ดีที่สุด

          ที่สำคัญจะสุขหรือทุกข์ไม่เป็นไร แต่อยู่ที่เรามีสติ เรียกว่า “รู้ตัวทั่วพร้อม” รับรู้กับสิ่งนั้น ตอนนี้กำลังจะเหนื่อยนะ กำลังจะเครียดนะ ดูความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ทำให้จิตไม่ถูกจูงไป เพราะฉะนั้นอย่างผมทำงานมาถึงปัจจุบัน ผมก็หลงมานานมาก คิดว่าเรากำลังทำดีนะ ทำเพื่อสังคมนะ ซึ่งจริงๆ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องทำด้วยแล้วก็เกิดความบกพร่อง เช่น เรากำลังทำดี ทำเพื่อสังคม แต่เต็มไปด้วยความโกรธ พูดจากับลูกน้องไม่เคยพูดดีเลย เราอยากจะทำให้คนอื่นมีความสุข แต่คนใกล้ตัวกลับทุกข์หมด “สติ” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต

 

คุณมีมุมมองอย่างไรกับชีวิตของ Vincent Van Gogh ที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่ง จากผู้ที่มีความหวังสู่ความสิ้นหวัง แต่สุดท้ายตัวเขากลับเป็นความหวังให้กับอีกหลายคน?

คุณสุทธิพงษ์ :เวลาเรามองคน แล้วแต่ว่าเราเอาแว่นขยายอันไหนไปส่อง ถ้ามองในเรื่องความสามารถ ความเป็นศิลปิน ความคิดริเริ่ม ในสมัยที่ Van Gogh วาดภาพลักษณะนี้ ไม่มีคนยอมรับ แต่ต่อมาภาพวาดลักษณะนี้ก็กลายเป็นศิลปะสกุลหนึ่ง นั่นก็เป็นเพราะว่า กรอบของสังคมสมัยนั้น มองงานศิลปะว่าต้องเป็นงานลักษณะนั้นจึงจะถือว่าสวยงาม ซึ่งก็มีศิลปินคนที่ร่วมยุคร่วมสมัย หรือว่าก่อน Van Gogh สร้างผลงานมาแล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดัง นั่นเป็นเพราะว่าความคับแคบ ความยึดมั่นตัณหา ที่ไม่อยากให้คนอื่นเด่นหรือดังกว่าตนเอง

          สิ่งที่เกิดขึ้นมีพลังทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งก็ทำร้าย Van Gogh ทำให้เขาหดหู่ แปลกแยกจากสังคม แต่นั่น ก็ทำให้เขานำความในใจออกมาสร้างเป็นผลงานที่สุดยอดได้ขนาดนั้น และก็เป็นตัวของตัวเอง ผลงานที่เขาทำและความสุขในชีวิตของเขา ผมว่าเป็นคนละเรื่อง ผลงานสะท้อนภาวะความรู้สึก บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง แต่ตัวศิลปินเองอาจจะไม่มีความสุขเลย ถ้า Van Gogh มีความสุข เขาอาจจะเขียนภาพอีกแบบหนึ่ง  ก็ได้ สมมุติว่า Van Gogh เป็นพุทธบริษัท และเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เขาอาจจะไม่ได้สร้างงานแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ว่า เขาจะไม่ได้เป็นศิลปินเอกของโลก เขาอาจจะนำความอัจฉริยภาพของตนเอง รวมกับการเข้าใจในชีวิตมาสร้างผลงานอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ แต่เนื่องจาก Van Gogh เป็นคนที่มีภาวะจิตที่เต็มไปด้วยโมหะ ความเศร้า เหงา เปล่าเปลี่ยว เพราะทั้งยากจน ผิดหวังสารพัด

          ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับการเลือกหลักในชีวิตอย่างไร  ถ้าเป็นคริสต์หรือมุสลิม เพราะพระเจ้าตรัสอย่างนี้ ต้องศรัทธา ห้ามสงสัย แต่ในขณะเดียวกัน พุทธเป็นเรื่องของการใช้ปัญญา เป็นระบบการเรียนรู้ เข้าไปหาเหตุหาผล หาความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการ ที่สังคมไทยละเลยพุทธศาสนา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ควรจะเรียนรู้อย่างที่สุดไป   และสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด เราไม่ได้เรียนรู้ แล้วเราจะมาเรียนรู้ก็เมื่อเราทุกข์ หรือเมื่อเราก่อกรรมทำเข็ญจนหาทางออกไม่ได้แล้ว ซึ่งความจริงถ้าเราได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กจะวิเศษมาก 

          นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมให้ลูกเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยม ไม่ได้เข้าโรงเรียนในระบบ  ผมว่า ถ้าเขาเริ่มปลูกฝังไปตั้งแต่ตอนนี้ วัยที่เขายังเด็ก เขาอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่เหมือนกับการสะสมต้นทุน  พอเราโตขึ้นมา สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ถูกโปรแกรมไว้ในเมมโมรี่อยู่ในทักษะที่เรามี ก็จะดึงมาใช้ได้

 

สิ่งที่คุณอยากบอกกับผู้ป่วยจิตเวช ผู้ดูแล และผู้ให้บริการด้านจิตเวช?

คุณสุทธิพงษ์ :ผมไม่ได้จะบอกว่า ผมรู้และเข้าใจ มากกว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใครก็ตามที่ต้องทำงานลักษณะนี้ ผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องสนุก บุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาหรือเยียวยาผู้ที่เจ็บป่วย ควรได้รับการยกย่อง ถือได้ว่า เป็นบุคคลที่มีจิตใจที่เสียสละ แต่การทำหน้าที่ที่ไม่มีสัมมาทิฐิ ว่าเรากำลังทำงานเพื่อให้ผู้อื่นมีความทุกข์น้อยลง สิ่งที่ทำก็อาจจะเป็นตรงกันข้ามได้ แทนที่จะทำให้ชีวิตเขากลับมาเป็นปกติสุข กลับทำให้เกิดทุกข์มากขึ้น ก็เป็นการทำหน้าที่ที่ผิดจุดประสงค์ไปเลยก็ได้

          เพราะฉะนั้น นอกจากการให้กำลังใจ ยกย่องในความเสียสละที่มีอยู่มากแล้ว ในการเลือกที่จะทำหน้าที่เช่นนี้ ก็ต้องเคารพในหน้าที่ที่ตนเองได้เลือกมาปฏิบัติด้วยเช่นกัน และที่มากกว่านั้นการทำงานที่มีฉันทะ ความพึงพอใจ ความสุข และเห็นคุณค่าในงานที่ตนเองทำด้วยจิตใจที่มีเมตตา มีคุณธรรม ก็จะส่งผลให้ทั้งผลงาน ชีวิต และสุขภาพจิตของผู้ที่ปฏิบัติงานดีขึ้นด้วย

 

          บทสัมภาษณ์จบลงแล้ว แต่ความคิดยังคงต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่คาดหวังใดๆ ในความคิดของท่านผู้อ่าน สุดแล้วแต่ท่านจะเลือกสัมผัส รับรู้ และให้ค่าในมิติของแต่ละคนค่ะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: