การฟื้นคืน ต้องได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่คิดแทนเขา

-A +A

           ปีใหม่นี้ “ห้องรับแขก” ได้รับเกียรติอย่างสูงและดีใจอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ อ.มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา และ 1 ใน 9 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UN.-United Nations) คือความภาคภูมิใจของคนพิการไทยและคนไทยทั้งประเทศ

 

เนื่องจากอาจารย์เป็นตัวแทนคนพิการที่ทำงานทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อาจารย์มีแนวคิดในการทำงานเพื่อคนพิการอย่างไร?

อ.มณเฑียร :ผมมีแนวคิดว่า ต้องให้คนพิการได้เป็นผู้สะท้อนปัญหาและความต้องการของตนเอง และเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการการกำหนดนโยบาย อีกทั้งต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประเมินผลด้วย เพราะฉะนั้น การเข้าไปมีส่วนร่วมของคนพิการทุกกระบวนการจะเป็นประโยชน์มากที่สุด การทำงานด้านคนพิการควรจะเป็นการทำงานแบบฐานสิทธิ คือ เอาสิทธิของคนพิการเป็นตัวตั้ง ไม่ได้หมายความว่า การมีน้ำใจ การเอื้ออาทรแบบไทยๆ ไม่ดี นั่นเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่มีหลักประกัน สิ่งที่ควรนำมาเป็นหลักก็คือ เรื่องของสิทธิมนุษยชน แล้วก็ใช้เรื่องน้ำใจ ความเอื้ออาทรเป็นส่วนส่งเสริมเข้าไป แต่จะต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานของมนุษยชนก่อน นี่คือแนวคิดโดยทั่วไป

           ระบบตัวแทนจากการรวมตัวของพลเมืองทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการด้วยเป็นเรื่องสำคัญ บุคคลอื่นสามารถเข้าไปช่วยทำงานได้ แต่ไม่สามารถเป็นผู้แทนโดยชอบได้ เพราะ “ผู้แทน” จะต้องมาจากการได้รับมอบหมายอำนาจจากเจ้าของ คือ เจ้าของเท่านั้นที่จะกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้แทนของเขา เพราะฉะนั้น ในการทำงานเพื่อคนพิการเช่นกัน เดิมทีมีแนวคิดว่า บางคนสามารถเป็นผู้แทนคนพิการได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ การจะเป็นผู้แทนจะต้องได้รับมอบหมายจากเจ้าของปัญหา บุคคลอื่นเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุน ผู้ปกครอง ผู้ดูแลก็เป็นผู้ให้การสนับสนุนได้ แต่จะเป็นผู้แทนได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมพร้อมใจจากเจ้าของปัญหาตามศักดิ์และสิทธิของเขา ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เราจึงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ผู้แทนได้มาโดยวิธีใด และให้เจ้าของปัญหาเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางทั้งหมด ส่วนเขาจะให้ใครเป็นผู้แทน หรือจะมีใครสนับสนุนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องแยกเรื่องของผู้ให้การสนับสนุนและผู้แทนออกจากกัน

 

ในการทำงานด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของคนพิการ อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการฟื้นคืน (Recovery) ของคนพิการทั่วไปและผู้ป่วยทางจิต และปัญหาคืออะไร?

อ.มณเฑียร :ในส่วนของสภานิติบัญญัติ มีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับคนพิการไม่ต่ำกว่า 20 ฉบับ แล้วก็เป็นกลไกในการผลักดันเชิงนโยบายอย่างมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในขณะนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการที่ดีที่สุดในอาเซียน แต่ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ในส่วนของนิติบัญญัติ ปัญหาของเรา คือ การบังคับใช้กฎหมาย ระบบราชการของเราไม่ได้จัดสรรงบประมาณหรือทรัพยากรตามเจตนารมณ์หรือตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่จัดสรรทรัพยากรไปตามนโยบายทางการเมือง ในรูปแบบของการตลาด โดยการไปสำรวจมวลชนว่าต้องการอะไร แล้วก็ตอบสนองเรื่องนั้นไป

           คนพิการเป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่สามารถเป็นแรงจูงใจในรูปแบบการตลาดได้เพียงพอ แม้ว่าจะมีกฎหมายที่ดีที่สุดในอาเซียน แต่จำนวนคนพิการที่ถือว่าเป็นลูกค้ามีน้อย จึงต้องรอไว้ก่อน แต่ถ้ามองในรูปแบบการออกแบบที่เป็นสากล ซึ่งไม่ได้มองเรื่องจำนวนเป็นหลัก แต่เป็นการมองแบบทั้งปวง เป็นการบูรณาการเพื่อตอบโจทย์ของสังคมแบบภาพรวมโดยให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด จะต้องเป็นการทำเพื่อประโยชน์แก่คนทั้งปวง ไม่ใช่เพื่อคนหมู่มาก เพราะฉะนั้น การสร้างตึก ถนน ทางเท้า เครื่องมือเครื่องใช้ ถ้าใช้หลักการการออกแบบที่เป็นสากล จะถือว่าเข้าใกล้ความสมบูรณ์หรือเข้าใกล้ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

           เหตุที่งานด้านคนพิการยังไม่ประสบผลสำเร็จ ก็เพราะว่า สังคมไทยยังอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ อย่าง 51% ก็ถือเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้ว ส่วนอีก 49% ไม่ต้องสนใจอะไร คนพิการเองจากการสำรวจสถิติจากสำมะโนประชากร มีอยู่แค่ 3 % แล้วใครจะมาสนใจ ถ้าสังคมไทยยังยึดติดกับแบบจารีตประเพณี ที่เอาเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ไม่ได้คิดแบบบูรณาการ อย่างเช่นการออกแบบสินค้าต้องใช้หลักการออกแบบที่เป็นสากล (universal design) ที่ต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม บางเรื่องคนทั่วไปอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผู้ที่ใช้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา มีตัวอย่างบางคนใช้ยาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันไปหยอดตา ถึงกับทำให้ตาบอดโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่ได้คิดถึงการออกแบบที่เป็นสากล คิดแต่จะตอบสนองต่อเสียงส่วนใหญ่เท่านั้น  ผู้ชนะถูกเสมอ จึงเกิดปัญหาอย่างเช่นทุกวันนี้

           การบังคับใช้กฎหมายของเราไม่ประสบความสำเร็จ สังคมไทยโดยรวมยังเป็นสังคมเวทนานิยม  แต่วงการคนพิการ แกนนำและองค์กรด้านคนพิการพยายามที่จะนำสังคมไทยไปสู่สังคมสิทธิ จะเห็นได้จากกฎหมายด้านคนพิการ จะถูกขับเคลื่อนโดยองค์กรคนพิการ อย่างที่กล่าวมา สังคมไทยยังเป็นสังคมเวทนานิยม คนพิการยังไม่ถูกจัดเป็นพลเมือง แต่คิดกันว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่จะต้องได้รับการดูแลตามยถากรรม คิดว่าคนพิการยังต้องได้รับการดูแล หรือคนพิการจะต้องได้รับการดูแลอย่างไร ในกรอบความคิดของประชาชนทั่วไปและผู้ปกครอง คิดว่า คนพิการไม่ใช่พลเมือง เมื่อใดที่คนพิการถูกจัดว่าเป็นพลเมือง ศักดิ์และสิทธิที่จะได้รับประโยชน์โภชน์ผลจากนโยบายของรัฐทั้งหมด จึงจะถือว่าสมบูรณ์

           เพราะฉะนั้น สังคมไทยจะต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ จากเวทนานิยมไปสู่ฐานสิทธิจึงจะบรรลุผล ก็คือ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยที่ทุกคนจะต้องมีสิทธิเสมอกันก่อน จึงจะเกิดสังคมบูรณาการหรือสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ตราบใดที่บางคนเป็นพลเมือง บางคนไม่ใช่พลเมือง คนหนึ่งเข้าโรงเรียนได้ อีกคนหนึ่งเข้าโรงเรียนไม่ได้ จะเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้อย่างไร แล้วบอกคนที่ไม่มีว่าให้ยอมรับในวาสนา ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอม เพราะฉะนั้น สังคมไทยต้องเลิกคิดแบบสังคมเวทนานิยม คำว่า “สังคมเวทนานิยม” ไม่ได้แปลว่า สังคมสงสาร เพราะคำว่า “เวทนา” ความรู้สึก สังคมไทยยังเป็นสังคมของฐานความรู้สึก คือเราไม่ได้ใช้ความรู้ ในการตัดสินว่า อะไรคืออะไร แต่ใช้ความรู้สึกซึ่งวัดกันที่สัญชาตญาณ เป็นตัวตัดสินมนุษย์ด้วยกัน

           ผมจึงอยากแนะนำว่า พี่น้องผู้ป่วยทางจิตต้องรวมตัวกัน และผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาลจิตเวชต่างๆ ก็ต้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนที่ดี ไม่ได้เป็นผู้ที่คิดแทน ผู้สนับสนุนต่างกับผู้ที่คิดแทนตรงที่หลักการ เพราะการเป็นผู้สนับสนุน จะทำให้เห็นถึงสิทธิของผู้มาใช้บริการ และจะให้บริการและสนับสนุนผู้มาใช้บริการอย่างถึงที่สุด เต็มกำลังความสามารถ แต่ถ้าตราบใด คุณสวมวิญญาณว่า คุณเป็นเจ้าของสิทธิแทนเขา ต่อให้คุณดูแลเขาดีอย่างไร ก็ถือว่าคุณเป็นผู้ใช้สิทธิแทน คุณไม่ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุน สังคมบ้านเรายังแยกความแตกต่างไม่ออกระหว่างการคิดแทนกับการสนับสนุน

           สังคมไม่ได้มองผู้ป่วยทางจิตว่าเป็นผู้ทรงสิทธิ แต่มองว่าผู้ป่วยทางจิตไม่มีสิทธิหรือมีสิทธิก็ใช้ไม่ได้ แต่ผมมองว่าเป็นสิทธิที่สามารถใช้ได้ เพราะถือว่าเป็นเจตจำนงเสรีของมนุษย์ทุกคนที่เป็นผู้ทรงสิทธิ เพียงแต่ว่าบางคนต้องการการสนับสนุนมาก บางคนต้องการการสนับสนุนน้อย แต่ก็เป็นเพียงการสนับสนุน ไม่ใช่การทรงสิทธิแทนหรือใช้สิทธิแทน  ซึ่งยังเป็นเรื่องยากของสังคมไทยที่จะเปลี่ยนจาก  การใช้สิทธิแทนเป็นการสนับสนุน เป็นเรื่องยากมาก มีเครือข่ายผู้ใช้บริการทางจิตเวช เรียกว่า World Network of Users and Survivors of Psychiatry คือ ผู้ใช้บริการไม่ใช่ผู้ดูแล ประเทศไทยยังเน้นอยู่ที่ผู้ดูแล เครือข่ายที่ว่านี้เป็นเครือข่ายของผู้ใช้บริการและเป็นเครือข่ายของผู้ป่วยทางจิตโดยตรง ผมเองยังอยากจะให้เครือข่ายนี้มากระตุ้นเรื่องนี้ในประเทศไทยอย่างมาก จะได้เกิดการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง

 

ทิศทางการดำรงชีวิตอิสระ (IL.- Independent Living) และการฟื้นคืน (Recovery) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทางจิตได้หรือไม่ อย่างไร?

อ.มณเฑียร :ผมเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ ถ้าเราเคารพอำนาจในการตัดสินใจของมนุษย์ หลักการก็คือ ทุกคนมีเจตจำนงค์เสรี มีอิสระในการตัดสินใจและสามารถกำหนดโชคชะตาและวิถีชีวิตของตนเอง แต่เนื่องจากโอกาส ความรู้ความสามารถ การศึกษาของคนเราไม่เท่ากัน พื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นจะต้องมีกลไกสนับสนุนที่เรียกว่า “ผู้สนับสนุน” อย่างที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว ว่า ผู้สนับสนุนไม่ใช่ผู้คิดแทนโดยสิทธิขาด คำว่า “การดำรงชีวิตอิสระ” (Independent Living) แสดงว่า เขาคนนั้นเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง เขาสามารถตัดสินอนาคตของเขา เขาสามารถบอกได้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่เป็นอำนาจของคนอื่นว่า เขาต้องการอะไร แต่การเป็นผู้สนับสนุนถือเป็นความท้าทายของสังคม ที่สังคมจะสนับสนุนให้ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยทางจิตได้รับปัจจัยต่างๆ ตามเจตจำนงค์เสรีของเขาได้อย่างไร ขอแต่เพียงว่า สังคมอย่าไปสำคัญผิด  คิดว่า คิดแทนเขาหรือเป็นเจ้าของคำตอบ เพราะฉะนั้น การดำรงชีวิตอิสระ ก็คือ อำนาจในการตัดสินใจที่จะเลือกวิถีชีวิต ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร อยู่ที่ตัวผู้พิการเอง คนอื่นทำได้เพียงเป็นผู้ให้การสนับสนุน

           โดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ระบบของรัฐก็ไม่คล่องตัว และงบประมาณก็ถูกใช้ไปกับสวัสดิการของบุคลากรและการบริหารจัดการเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรและงบประมาณก็จริง แต่รัฐเองควรเป็นผู้สนับสนุนให้เอกชนหรือภาคประชาชนเข้ามาดำเนินการ แต่ให้อยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม และการประเมินมาตรฐานของรัฐ เพราะคนพิการเป็นพลเมืองของรัฐ และรัฐควรให้ความดูแลเสมอกัน

           อย่างเช่น “ผู้ช่วยคนพิการ” เป็นนวัตกรรม  และวาทกรรมใหม่ และผมขอยืนยันว่าต้องใช้คำว่า “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้ช่วยเหลือ” ผู้ช่วยจะมีความสัมพันธ์กับคนพิการผู้เป็นเจ้าของสิทธิ เหมือนผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องมีผู้ช่วย และผมก็สามารถที่จะเปลี่ยนผู้ช่วยได้ เพราะผู้ช่วยก็เหมือนกับคนที่ไปสมัครงานตามบริษัท คนพิการถือว่าเป็นเจ้านาย ก็สามารถเปลี่ยนผู้ช่วยได้เช่นกัน ผู้สนับสนุนต่างจากผู้ช่วย และผู้ช่วยก็ต่างกับอาสาสมัคร เพราะอาสาสมัครจะทำตามความสามารถ ทำตามศรัทธา ทำตามความสมัครใจ เพราะฉะนั้น ผู้ช่วยคนพิการก็ต้องยอมรับบทบาทตรงนี้ให้ได้ สิทธิการเลือกวิถีชีวิตเป็นของคนพิการ

 

อยากให้อาจารย์แบ่งปันข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่คนพิการและบุคคลทั่วไป?

อ.มณเฑียร :ผมมีแบบอย่างอยู่ 4 ประการ ที่สามารถจะใช้กับคนพิการและบุคคลทั่วไป ประการแรกคือ ปัญหาที่เป็นเบื้องลึกของสังคมไทย จะต้องแก้ด้วยวิธี “ใฝ่รู้” เราจะต้องไม่เป็นชาเต็มแก้ว ต้องเป็นสังคมที่ใฝ่รู้ ในฐานะที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน จึงจำเป็นที่จะต้องใฝ่รู้ เพราะเจ้าชายสิทธัตถะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็เพราะความใฝ่รู้ คำว่า “พุทธ” แปลว่ารู้ ถ้าจะเป็นศิษย์ของตถาคตได้ ก็ต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ รวมถึงคนพิการด้วย

           ประการที่สอง ถือเป็นวาสนาของคนไทยทั้งปวง แม้ว่าจุดกำเนิดจะมาจากคนพิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตาบอดถือว่าโชคดีมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลง “ยิ้มสู้” และได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในปี พ.ศ. 2495 นี่ก็ครบ 60 ปีแล้ว ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง นำหลักการยิ้มสู้มาใช้ได้ทั้งคนพิการและบุคคลทั่วไป เมื่อใฝ่รู้แล้วมีอุปสรรคต่างๆ เราจะต้องยิ้มสู้ไว้ก่อน ถ้ายิ้มเฉยๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีความหมาย แต่ถ้าสู้โดยไม่มีรอยยิ้ม  ก็เหมือนกับสู้แบบซังกะตาย เพราะฉะนั้น สองคำนี้เป็นคำประสมที่มีความหมายอยู่ในตัวเป็นการต่อสู้อย่างมีความหวัง สร้างความหวังอย่างมีพลัง ก็คือ “ยิ้มสู้”

           เมื่อเราใฝ่รู้แล้ว ยิ้มสู้แล้ว เท่ากับเราสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง และเมื่อเราก้าวไปสู่ความสำเร็จระดับหนึ่ง ให้เราลืมคำอวยพรของผู้ใหญ่ที่มักจะพูดว่า ขอให้เป็นเจ้าคนนายคน เพราะที่เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ก็เพราะอยากเป็นเจ้าคนนายคนกันทั้งนั้น มีคำสอนของคริสตศาสนา ซึ่งผมเป็นชาวพุทธก็ได้นำมาประยุกต์ใช้ เพราะไม่ได้รังเกียจที่จะนำ หลักคำสอนของศาสนาอื่นมาใช้ ชาวพุทธพูดถึงการให้ทาน การทำบุญ แต่ฟังแล้วไม่ขนลุกเท่ากับคำว่า “รับใช้” เพราะการรับใช้ คือ การให้แบบอ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุด ไม่ใช่ให้เพราะเรายิ่งใหญ่กว่าเขา แต่การรับใช้คือ การให้เพื่อนมนุษย์ด้วยความนอบน้อม ดูแล้วยิ่งใหญ่กว่าการเป็นเจ้าคนนายคน ยิ่งรับใช้มาก ความยิ่งใหญ่จะปรากฏขึ้นเอง เพราะฉะนั้นคนพิการหรือบุคคลทั่วไป จงทำตนให้เป็นผู้รับใช้เสมอ

           คนเราเมื่อขึ้นสูงได้ก็มีวันลงได้ มีความสำเร็จได้ ก็มีความล้มเหลวได้ มีความสุขก็มีความทุกข์ได้เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นขอตบท้ายด้วยคำว่า “ไม่ยอมจำนน” จะแพ้สักกี่สิบสนาม กี่ศึกก็ตาม ต้องไม่ยอมจำนน นี่ไม่ใช่การดื้อ เพราะเรามีใฝ่รู้ ยิ้มสู้ รับใช้ เป็นฐานกำลังที่ดีของเราแล้ว และเราต้องไม่ยอมจำนน เราถูกสอนให้เชื่อเรื่องกรรม ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมแบบยอมจำนน ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ได้แต่ก้มหน้ารับกรรม แต่ถ้าเรายิ้มสู้และก็สร้างกรรมดี จะดีกว่าก้มหน้ารับกรรมแบบยอมจำนนไหม การเชื่อเรื่องกรรมแบบยอมจำนนกับเชื่อเรื่องกรรมแบบสร้างอนาคต อย่างไหนดีกว่ากัน ก็คือเชื่อเรื่องกรรมเหมือนกัน เพราะผลมาจากเหตุ ถ้าต้องการพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เราก็ต้องทำกรรมดีในวันนี้เพื่อให้เกิดผลในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า นี่คือหลักการเชื่อเรื่องกรรมแบบไม่ยอมจำนน แต่ถ้าเรายอมจำนน ก็คือ เรายอมรับต่อกรรมในอดีต เพราะเชื่อว่าเราสร้างกรรมไม่ดีเมื่อวาน วันนี้จึงได้เป็นแบบนี้ ก้มหน้ารับกรรมไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมแบบเดินหน้า แบบไม่ยอมจำนน เราก็สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้  นี่คือการเชื่อเรื่องกรรมเหมือนกันแต่วิธีคิดต่างกัน

           ผมเชื่อว่า เจ้าชายสิทธัตถะเชื่อเรื่องกรรมแบบไม่ยอมจำนน ท่านจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะท่านเป็นบุคคลธรรมดาแต่ไม่ยอมจำนน จึงพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้าได้ ส่วนเราไม่ต้องคิดถึงการเป็นอรหันต์ ขอเพียงไม่ยอมก้มหน้ารับกรรมแบบยอมจำนน ก็จะก้าวไปสู่สิ่งที่หวังไว้

 

           ช่วงท้ายอาจารย์ยังได้ฝากวลีเด็ดไว้ด้วยว่า “ชีวิตไม่ถึงกับยากลำบาก แต่มันท้าทาย ผมไม่เคยยอมที่จะยอมแพ้” และนี่คือบทพิสูจน์ของการฟื้นคืนอย่างงดงามค่ะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: