ปัญหามีไว้ให้แก้ ถ้ามองปัญหาในเชิงบวก ทุกอย่างก็จะพัฒนาและแก้ไขได้

-A +A

         แขกรับเชิญฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ รองคณบดีฝ่ายการพัสดุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และจิตแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภารกิจต่างๆ ที่คุณหมอได้ทำมาตลอดอย่างทุมเทและจริงจัง เพื่อให้สังคมยอมรับผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยจิตเวชก็ได้รับสิทธิต่างๆ มากขึ้น คุณหมอมีแนวคิดและวิธีการอย่างไร น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ขอเชิญผู้อ่านทุกท่านติดตามจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้เลยค่ะ

 

คุณหมอได้ทำงานเพื่อสังคมในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งเกี่ยวกับบุคคลทั่วไปและผู้ป่วยจิตเวช อยากให้คุณหมอได้กล่าวถึงงานที่ได้ทำไปแล้ว ว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยจิตเวชงานใดที่เรียกได้ว่าสำเร็จแล้ว?

ศ.นพ.รณชัย: ปัญหาของการเจ็บป่วยทางจิตเวชที่ทุกสังคม ทุกประเทศ พบเหมือนกันคือ โรคจิตเวชจะแตกต่างจากโรคทางกายอื่นๆ ผู้ป่วยโรคทางกายจะรับรู้ความเจ็บป่วยของตนเอง แล้วมีความต้องการมาพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษา เช่น โรคหัวใจ ก็ต้องการมาพบแพทย์ทางด้านโรคหัวใจเพื่อรักษาให้หาย โรคความดันก็ต้องการจะรักษากับแพทย์ทางด้านความดัน มีความรู้สึกว่าโรคทางกายนี่เป็นเรื่องปกติมากที่จะมาพบแพทย์ แต่ถ้าเมื่อใดเจ็บป่วยเป็นโรคทางด้านจิตแล้ว ก็จะไม่คิดว่าตนเองป่วยต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่ ผู้ป่วยก็จะคิดว่า เป็นปัญหาทางด้านจิตใจ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันโรคทางจิตเวชเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่โรคทางด้านจิตใจ ความเครียด ความขัดแย้งเท่านั้น แต่เป็นความเจ็บป่วยทางสมอง เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารเคมีต่างๆ นำไปสู่อาการของโรคจิตเวช เกิดจากระดับของสารเคมีในสมอง ซึ่งในจุดนี้ ผู้ป่วยไม่เข้าใจ เข้าใจเพียงแต่ว่า มาพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยปัญหา และที่มากกว่านั้นคือ การที่มาพบจิตแพทย์นั้น บ่งบอกถึงความอ่อนแอทางจิตใจที่ตนเองต้องป่วยไม่เหมือนคนทั่วไป ก็เลยไม่มาพบจิตแพทย์ ยิ่งไม่มาพบแพทย์ ก็ยิ่งเข้าไม่ถึงการรักษา ถ้าไม่มาพบจิตแพทย์ก็ไม่มีการรักษาเกิดขึ้น

         ประเด็นที่สองคือ ผู้ป่วยที่มารับการรักษาแล้ว พบปัญหาคือ ด้วยระบบสาธารณสุขของประเทศไทย มีข้อจำกัด 3 ด้าน ดังนี้ หนึ่ง คือ จำนวนของจิตแพทย์มีอัตราส่วนที่ไม่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย ที่นับวันจะมีมากขึ้น ขณะนี้ในวงการแพทย์ทราบกันดีว่า ความเจ็บป่วยทางด้านจิต มีระดับสูงต้นๆ ของความเจ็บป่วยทั้งหลาย แต่จำนวนจิตแพทย์ไม่ได้มีสัดส่วนเหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย บุคลากรในการให้บริการ ก็มีจำนวนไม่มาก

         สอง คือ การที่ผู้ป่วยมารับการรักษาแล้ว เมื่อในด้านจิตใจคิดว่าไม่ได้ป่วยแล้ว ก็ทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

         สาม คือ กระบวนการรักษาก็ต้องใช้ยาในการรักษา ก็มีข้อจำกัดในการใช้ยา จำนวนยาที่จะใช้รักษาผู้ป่วยจิตเวชก็มีชนิดของยาในระดับต่างๆ ไม่มากพอกับลักษณะการเจ็บป่วยของผู้ป่วยจิตเวช ที่นับวันจะมีความหลากหลายมากขึ้น ยาหลายๆ ตัวที่มีการพัฒนาคุณภาพการรักษาให้ดีขึ้น ก็ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาก็จะได้รับยารุ่นเก่า เพราะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยังเป็นยารุ่นเก่าที่ใช้กันมา 40 กว่าปีแล้ว ซึ่งความเจ็บป่วยในด้านอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง มียารุ่นใหม่ที่จะทำให้กระบวนการรักษาดีขึ้น ถูกบรรจุเข้าไปในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว แต่ด้านจิตเวช ยาที่มีประสิทธิภาพการรักษาดีถูกบรรจุเข้าไปน้อยมาก ทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาทำได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงเข้าถึงยาที่ดีไม่ได้เต็มที่ 

         เมื่อครั้งที่หมอเป็นเลขาธิการ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ทำงานร่วมกับสมาคมสายใยครอบครัวและชมรมญาติผู้ป่วย ได้ร่วมกันผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยโรคจิตเฉียบพลันรับการรักษาได้เพียง 15 วัน หมอก็เลยใช้คำพูดที่ว่า “ประเทศไทย อนุญาตให้บ้าได้แค่ 15 วัน” เป็นคำพูดของหมอเอง ที่พยายามจะสื่อให้สังคมเข้าใจง่ายๆ และเกิดการผลักดันครั้งใหญ่ ที่หลายฝ่ายช่วยกันจนนำไปสู่การยื่นเรื่องให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในเวลานั้น ให้นำไปสู่การปรับปรุงระบบของการประกันสังคม ทำให้การรักษาเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งตรงนั้นเอง หมอก็ได้ทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วย ว่าการจำกัดระยะเวลาในการรับผู้ป่วยเข้ารักษานั้น จะเกี่ยวกับด้านงบประมาณหรือไม่ ผลการวิจัยทำให้รู้ว่า ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย และสามารถที่จะให้ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะเข้ารับการรักษาได้มากกว่า 15 วัน จนนำไปสู่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เกี่ยวกับด้านกระบวนการรักษาที่ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างเต็มที่

         ส่วนประเด็นเรื่องยา ก็ได้ร่วมกันผลักดันยารุ่นใหม่ให้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ได้อีก 2 ตัว แต่อย่างไรก็ยังไม่พอ เพราะยารุ่นใหม่ที่ถูกผลิตออกมาเรื่อยๆ ก็น่าที่จะมีการพิจารณาบรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติให้มากขึ้นเช่นกัน

         ประเด็นที่สาม ที่หมอกำลังทำอยู่คือ หมอเป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและการบริการของ สปสช. ก็พยายามที่จะนำเสนอในฐานะที่หมอเป็นตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตเวช ว่าระบบการดูแลด้านสาธารณสุขจะต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยจิตเวชอย่างเดียว ผู้ป่วยที่ติดสารเสพติด ผู้ป่วยทางกายเรื้อรังแล้วมีปัญหาด้านจิตใจ ก็เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล เช่นเดียวกัน หมอก็ผลักดัน สปสช. ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงการบริการได้เต็มที่ จัดระบบการดูแลให้มีมากขึ้น หมอเข้าใจว่า ในอนาคตโรงพยาบาลศูนย์ทั้งหลายจะมีจิตแพทย์เข้าไปอยู่มากขึ้น และยังสามารถขยายประสิทธิภาพการดูแลให้มีเตียงสำหรับผู้ป่วยจิตเวชตามโรงพยาบาลต่างๆ มากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยไม่ถูกกีดกันว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชจะต้องส่งไปยังโรงพยาบาลด้านจิตเวชเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ดีว่า เขาป่วยแค่นี้ต้องมาอยู่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชด้วยหรือ แต่ให้เข้าใจร่วมกันว่าผู้ป่วยจิตเวชสามารถเข้าไปรักษาได้ตามโรงพยาบาลศูนย์เช่นเดียวกับโรคทางกายอื่นๆ ก็เกิดการยอมรับมากขึ้น เข้าถึงบริการมากขึ้น นั่นคือ สิ่งที่หมอกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นที่ สปสช.

 

เรื่องใดที่คุณหมอเห็นว่ายังจะต้องได้รับการปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถเข้าถึงระบบการบริการได้มากขึ้น?

ศ.นพ.รณชัย: เรื่องที่หมอผลักดันมา ก็ยังต้องผลักดันต่อไป ส่วนเรื่องที่จะต้องปรับปรุง แก้ไข ในความคิดของหมอ จะมีอยู่ 4 เรื่องที่สำคัญมาก คือ เรื่องที่หนึ่ง นโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย จะต้องเห็นความสำคัญของผู้ป่วยจิตเวชที่นับวันจะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้ องค์การอนามัยโลกได้ชี้ชัดแล้วว่า ความเจ็บป่วยด้านจิตเวชมีภาระโรคระดับสูงขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของความเจ็บป่วยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น นโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศไทยจะต้องเห็นถึงปัญหานี้ นโยบายจะต้องมีการเปิดให้ดูแลผู้ป่วยทางด้านนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น

         เรื่องที่สอง ระบบการให้บริการ ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบให้ชัดเจน เพื่อตอบสนองผู้ป่วยจิตเวชที่มีจำนวนมากขึ้นในสถานให้บริการระดับต่างๆ เช่น ตั้งแต่ รพ.สต. รพ.ชุมชน รพ.ทั่วไป รพ.ศูนย์ จนถึงระดับ รพ.ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

         เรื่องที่สาม จะต้องมีการพูดถึงเรื่องชนิดของยาทางจิตเวช มีการทบทวนรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่จะทำให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่

         เรื่องที่สี่ บุคลากรทางการแพทย์ หรือบุคลากรที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ จะต้องมีการพัฒนาระบบเพื่อตอบรับกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชให้เป็นแบบองค์รวม (Holistic approach) มากขึ้น

 

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ คุณหมอก็ได้ทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องสารเสพติด แล้วในกรณีที่ผู้ป่วยจิตเวชที่ยังสูบบุหรี่อยู่ จะมีผลเสียต่อสุขภาพเหมือนหรือแตกต่างจากบุคคลอื่นอย่างไร?

ศ.นพ.รณชัย: ปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่มีผลกระทบที่ชัดเจนมากกับผู้ป่วยจิตเวช คือ ผู้ป่วยจิตเวชเมื่อเกิดความเครียดก็มักจะสูบบุหรี่ จึงทำให้อัตราของผู้ป่วยจิตเวชที่สูบบุหรี่มีมากกว่าบุคคลทั่วไป การสูบบุหรี่นำไปสู่ปัญหาของการทำลายยาที่รับประทานเข้าไป ประสิทธิภาพของยาลดลง ทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาก็ลดลงตามไปด้วย และการสูบบุหรี่ก็ยังทำให้เกิดโรคทางกายเพิ่มขึ้นอีก  เช่น ปอดอักเสบเรื้อรัง มะเร็ง โรคเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมอง ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น

         ผู้ติดสารเสพติด ถือเป็นกลุ่มใหญ่ของผู้ป่วยจิตเวช คือ สมองติดยาเสพติด เพราะเมื่อใช้สารเสพติดแล้วทำให้มีความสุข อย่างเช่นวัยรุ่น แรกๆ อาจจะเป็นการลอง แต่พอใช้หลายๆ ครั้ง ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ว่า เมื่อใช้สารเสพติดแล้วจะทำให้มีความสุข จึงเกิดการขวนขวายให้ใช้สารเสพติดให้ได้ ทำให้สมองของคนๆ นั้นกลายเป็น “สมองติดยา” เพราะฉะนั้น จิตแพทย์จึงต้องเข้ามาดูแลคนกลุ่มนี้ด้วย

         ปัจจุบันมีกฎหมาย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดสารเสพติด พ.ศ. 2545 แทนที่จะจับคนๆ นั้นเข้าคุก เสียอนาคต ก็ให้นำคนๆ นั้นเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู เมื่อดีขึ้นแล้วก็กลับสู่สังคมได้ และกระบวนการฟื้นฟูก็จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันกระบวนการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังได้รับการสนับสนุนไม่เต็มที่ ทำให้กระบวนการฟื้นฟูก็ทำได้ไม่เต็มที่ตามไปด้วย

 

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมจะถูกเชื่อมโยงไปสู่สภาพจิตใจของคนๆ นั้น แต่การกระทำที่ผิดแผกไปจากปกติ มักจะถูกเชื่อมโยงไปสู่ผู้ป่วยจิตเวช ทั้งที่การกระทำนั้นอาจไม่ได้มาจากอาการป่วยเสมอไป คำว่า “โรคจิต” ถูกนำมาใช้สื่อสารกันอย่างมากในแง่ลบ คุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไร?

ศ.นพ.รณชัย: การที่สังคมหรือสื่อใช้คำนี้มากขึ้น มีผลทั้งสองด้าน ด้านที่หนึ่งคือ หมอคิดว่าเป็นด้านบวก เพราะจะทำให้สังคมรู้ว่า ความเจ็บป่วยทางจิตเวชมีมากขึ้นในสังคมไทย อีกด้านเป็นด้านลบคือ การใช้คำนี้ทำให้สังคมตีตราบาปผู้ป่วยจิตเวชในแง่ไม่ดี นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการที่จะสื่อสารให้ออกมาในด้านใด ถ้าสื่อออกมาในทางลบ ว่าคนนั้นเป็นโรคจิตก่อให้เกิดความรุนแรง  ทำให้เขาถูกกีดกันในสังคม  นี่ก็ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะหน้าที่ของสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับเรื่องนั้นๆ  อย่างถูกต้องตามหลักวิชา เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

 

การที่คนๆ หนึ่ง ถูกสังคมตีตราว่าเป็นโรคจิต แสดงว่าคนๆ นั้นป่วยเป็นโรคจิตเวช ใช่หรือไม่?

ศ.นพ.รณชัย: อย่างที่หมอได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจก็เป็นความเจ็บป่วย เช่นเดียวกับทางกายที่สามารถรักษาได้ หมอแบ่งง่ายๆ เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่หนึ่ง คือ ความผิดปกติทางสมอง คนที่มีปัญหาทางสมองก็อาจจะมีพฤติกรรมที่ผิดไปจากเดิมได้ เพราะสมองถูกทำลายอาจจะเกิดจากการถูกกระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้ ทำอะไรแตกต่างไปจากเดิม และที่เป็นกันมากก็คือ เกี่ยวกับสารเสพติด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สมองถูกทำลายจนกลายเป็นสมองติดยา

         กลุ่มที่สอง คือ โรคจิต ตามความหมายที่แท้จริง คือ เขาคนนั้นจะต้องหลุดจากการรับรู้ความเป็นจริง เช่น คิดว่าตนเองเป็นคนนั้นคนนี้ หูแว่ว เป็นต้น แต่คนที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ยังรับรู้ความเป็นจริง พฤติกรรมที่ทำอาจจะเพื่อสร้างความโดดเด่นให้ตนเอง ก็ไม่ถือว่าป่วย

         กลุ่มที่สาม คือ เกี่ยวกับประสาท ที่จะมีความรู้สึกที่ตัวเองยอมรับพฤติกรรมนั้นไม่ได้ แต่อดไม่ได้ที่จะต้องทำ เช่น บางคนย้ำคิดย้ำทำ บางคนนอนไม่หลับ ไม่อยากนอน หรือบางคนมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้อง เช่น ชอบสะสมชุดชั้นในผู้หญิง หนังสือพิมพ์ก็ไปลงว่าเป็นโรคจิต ทั้งที่เขาไม่ได้หลุดจากความเป็นจริง แต่เขาไม่ทำไม่ได้ ต้องทำเช่นนั้นจึงจะรู้สึกสบาย ถ้าจะให้หายก็ใช้วิธีทำจิตบำบัด

         กลุ่มสุดท้าย ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญมากขึ้น คือ โรคทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมอง ทำให้เกิดอารมณ์เบื่อ เศร้า ขึ้นมาเองได้โดยที่ไม่มีสาเหตุ และโรคซึมเศร้าอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ และมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ หรืออีกอย่างคือ อารมณ์คึกคัก หงุดหงิด ก็เกิดจากสารเคมีในสมองได้เช่นเดียวกัน ต้องได้รับการรักษา

         สิ่งที่หมอมักจะเน้นและขอฝากกับทุกๆ คนเลยว่า โรคทางจิตก็เหมือนกับโรคทางกาย สามารถรักษาได้ กลับไปทำงานได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป

 

คุณหมอได้รับรางวัลมากมายจากการทำงานเพื่อสังคมด้วยเป็นที่ประจักษ์และหาได้ยากยิ่ง อยากให้คุณหมอได้ฝากข้อคิดสำหรับจิตแพทย์ บุคลากรทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ผู้ป่วย ญาติ และผู้อ่าน?

ศ.นพ.รณชัย: หมอขอเรียนว่า โดยความจริงบุคคลากรที่ดูแลผู้ป่วยทางจิตเวชควรได้รับรางวัลทุกคน เพราะได้ร่วมรักษาผู้ป่วยที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาสในสังคมด้านการเข้าถึงการรักษา หมอเป็นตัวแทนคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและรับรางวัลแทนเท่านั้นครับ จึงใคร่ขอฝากเพื่อนร่วมวิชาชีพได้ร่วมกันทำงานเพื่อผู้ป่วยจิตเวชต่อไป แม้ไม่ได้รางวัล หมอก็ยืนยันว่ารับบุญครับ

         สิ่งที่หมอจะขอฝากในด้านครอบครัว การดูแลบุตรหลานในครอบครัว ซึ่งจะมีส่วนช่วยป้องกันปัญหาจิตเวชในสังคมไทย มีข้อแนะนำอยู่ 3 ข้อ คือ หนึ่ง การใช้เวลาด้วยกัน แม้จะมีเวลาน้อย แต่เราก็สามารถใช้เวลาตรงนั้นได้อย่างมีคุณภาพได้ ข้อที่สอง การจัดสรรสิ่งที่ดีให้แม้จะไม่มีเวลา และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี ต้องใคร่ครวญให้ดี ข้อที่สาม หมอมักจะพูดในหลายเวทีว่า การปราศจากความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยการให้เกียรติกันและกัน

 

         สุดท้าย ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ในฐานะที่คุณหมอเป็นจิตแพทย์ ยังได้ฝากข้อคิดกับทุกคนว่า “ปัญหามีไว้ให้แก้ ถ้ามองปัญหาในเชิงบวก ทุกอย่างก็จะพัฒนาและแก้ไขได้” หวังว่าผู้อ่านไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด คงได้รับกำลังใจและได้รับรู้ว่า ยังมีคนที่เข้าใจและคอยช่วยเราอยู่เสมอ ขอบคุณค่ะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: