เขา…เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

-A +A

          คอลัมน์ “ห้องรับแขก” ฉบับนี้มีความยินดี เป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจาก นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซี่งท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมผลักดันให้เกิดนิตยสาร “เพื่อนรักษ์สุขภาพจิต” ขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เรามาทราบมุมมองต่างๆ ของท่านจากบทสัมภาษณ์นี้กันเลยค่ะ

 

ในทัศนะของคุณหมอซึ่งเป็นผู้ผลักดันการสร้างเครือข่ายประชาชนด้านจิตเวชให้เข้มแข็งมาโดยตลอด คุณหมอเห็นพัฒนาการของเครือข่ายนี้อย่างไรบ้าง?

นพ.วชิระ : ก่อนอื่นก็ต้องเรียนด้วยความชื่นชมเครือข่ายของประชาชนที่ได้รวมตัวกัน ในลักษณะของชมรม สมาคม หรือเป็นภาคีและเครือข่าย มีการรวมตัวกันและมีการขยายเครือข่ายที่ถือว่าตื่นตัวมาก ในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา การตื่นตัวเริ่มในปี 2544 จากนั้นมีการขยายเครือข่ายในเชิงปริมาณเพิ่มมากขึ้น  ทราบว่าในขณะนี้มีมากถึง 330 ชมรม และ 3 สมาคม ที่เป็นเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต พัฒนาการในเชิงปริมาณจึงถือว่าก้าวไกลกว่าที่คาดหวังมาก ส่วนในเชิงคุณภาพ คิดว่ายังมีโอกาสพัฒนาต่อไปได้อีกมาก

          ประเด็นที่สร้างแรงผลักดันต่อการขยายเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัว โดยผู้อยู่กับปัญหาหรือผู้ดูแลที่อยู่ใกล้ชิดจริงๆ เริ่มต้นจากการเห็นความสำคัญขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ชูประเด็นในการรณรงค์เนื่องในวันอนามัยโลกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2544 ในเรื่องของผู้ป่วยจิตเวช คือ “Stop exclusion dare to care” และกรมสุขภาพจิตก็ได้นำมาประชาสัมพันธ์เป็นภาษาไทย คือ “หยุดกีดกั้น มุ่งมั่น กล้าดูแล” โรงพยาบาลศรีธัญญาในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกรมสุขภาพจิต ให้ดูแลรับผิดชอบกิจกรรมการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเชื่อว่า ถ้าประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา คือ ญาติหรือตัวผู้ป่วยเอง กล้าที่จะดูแลตนเองแล้ว ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นโดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้น “Stop exclusion dare to care” จึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง

          พัฒนาการของเครือข่ายผู้ป่วยจิตเวชและญาติที่เริ่มต้นจากการที่จะดูแลตนเองอย่างไร จะดูแลกันเองอย่างไร เพราะการดูแลโดยแพทย์ พยาบาล หรือนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตและจิตเวชไม่น่าจะเพียงพอ จึงทำให้ต้องเกิดการรวมตัวกันขึ้น และ ณ วันนี้จึงถือว่าก้าวไปไกลมากจากระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา นิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 แล้วเช่นกัน เพราะเริ่มต้นในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน

          ส่วนคนไทยกล้าที่จะดูแลตนเองเมื่อตนเองมีปัญหาสุขภาพจิตหรือยัง ครอบครัวกล้าที่จะเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่หรือยัง สังคมกล้าที่จะเข้าไปช่วยหรือยัง  คิดว่ายังเกิดขึ้นไม่มากนัก สาเหตุเพราะยังไม่กล้าที่จะก้าวข้าม มีเหตุผลหลายอย่าง คือ ความกลัว เกลียด กังวลใจ ละอายใจ อคติเหล่านี้ยังมีอยู่มาก กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่ามีคนในครอบครัวป่วย เพราะฉะนั้นเรายังก้าวไม่ข้ามสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะ “ความกลัว” ลำพังอาศัยนักวิชาชีพจึงไม่เพียงพอที่จะพาประชาชนก้าวข้ามความกลัวไปสู่ความกล้า ที่จะดูแลตนเองและดูแลกันเองได้ ความกล้าที่จะหยุดการกีดกั้น การให้โอกาสผู้ป่วยและญาติเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในสังคม การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม เป็นต้น เพราะฉะนั้นพัฒนาการของเครือข่ายประชาชนด้านจิตเวชในเชิงปริมาณจะเห็นได้ชัดเจนมาก แต่ในเชิงคุณภาพคงจะต้องอาศัยความร่วมมือที่จะ   ต้องช่วยกันต่อไป โดยเฉพาะประเด็นการก้าวข้าม “ความกลัว” ไปสู่ “ความกล้า” 

 

คุณหมอคิดว่าพัฒนาการของเครือข่ายประชาชนด้านจิตเวช ควรจะมีทิศทางอย่างไร?

นพ.วชิระ : การรวมกลุ่มกันในปัจจุบันจะเป็นการรวมกลุ่มกันแบบหลวมๆ ซึ่งน่าจะหาแนวทางร่วมกันว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีความเข้มแข็ง ความแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม ในระดับจังหวัดควรจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อให้เกิดการประสานงานที่เข้มแข็งขึ้น เช่น สมาคมทั้ง 3 สมาคม ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตที่ดูแลในระดับประเทศ สมาคมสานสัมพันธ์ที่เชียงใหม่ดูแลครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และสมาคมสายใยครอบครัวที่ดำเนินกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ สำหรับผู้ที่อยู่กับโรคจิตเวชทั้งผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งผู้ที่สนใจ แต่ในส่วนของชมรมต่างๆ ยังดูกระจายกันอยู่ จึงอยากจะเห็นการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น เปรียบเสมือนเป็นหุ้นส่วนต่อกันในลักษณะ Partnership ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 อย่าง คือ 1. มีเป้าหมายร่วมกัน จุดนี้ถือว่ามีกันอยู่แล้ว  2. ควรมีกิจกรรมหรือการทำงานร่วมกันให้มากขึ้น  3. ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย 4. คือสามารถที่จะต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคร่วมกันได้อย่างมีพลัง เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเห็นการรวมตัวกันที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้น รวมกลุ่มกันในระดับจังหวัด ขยับไประดับภูมิภาค และระดับประเทศ ในความเป็นหน่วยงานเอกชนก็อาจจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับภาครัฐได้ จะเป็นการทำงานร่วมกันและดูแลซึ่งกันและกัน ทำให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่กับปัญหาด้านจิตเวช นี่คือทิศทางที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

 

ในการพัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากทั้งภาครัฐและเอกชน คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไร?

นพ.วชิระ : สำคัญมาก อยู่ที่การรวมพลังกัน เมื่อแต่ละองค์กรรวมตัวกันได้ ก็สามารถที่จะขยายความร่วมมือออกไปได้อีก เพราะเมื่อรวมพลังในการทำงานเกิดขึ้น ประชาชนก็จะเห็นกิจกรรมดีๆ มีคุณภาพ และยิ่งเห็นผู้ที่เคยป่วยแล้วได้รับการรักษาให้หาย ก็สามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเขาไม่ได้ป่วยตลอดเวลา สามารถกลับมาใช้ชีวิตหรือทำงาน เพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมได้ ก็จะทำให้อคติที่สังคมมีต่อผู้ป่วยลดลงได้ โอกาสที่เสียไปก็จะได้กลับมา เพราะฉะนั้นควรเริ่มที่การรวมกลุ่มกัน ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดการยอมรับได้ในสังคมวงกว้าง

คุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไร ว่าสังคมไทยจำเป็นต้องมีนิตยสารที่เกี่ยวกับโรคจิตเวช?

นพ.วชิระ : อย่างเช่นนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดพิมพ์ที่ชัดเจน ว่าทำเพื่อผู้อยู่กับปัญหา ทั้งผู้ป่วยและญาติอยู่เคียงข้างกับเขาเหล่านั้น นิตยสารถือเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่จะสร้างความรู้ ความเข้าใจในหมู่คนที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาจิตเวช ทั้งนักวิชาชีพ ภาครัฐ และภาคเอกชน ในเมืองไทยเองก็ยังไม่ค่อยได้พบเห็น ก็เห็นจะมีแต่นิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต ที่มี พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ และทีมงานร่วมกันทำ จนกระทั่งมาถึงปีที่ 12 แล้ว และผมก็คงจะสนับสนุนให้ผลิตกันต่อเนื่องต่อไปอย่างยั่งยืน นิตยสารเกี่ยวกับโรคจิตเวชไม่เคยมีมุมมองของผู้อยู่กับปัญหา จะมีก็แต่เอกสารหรือวารสารทางด้านวิชาการที่ภาควิชาชีพเขียน ก็เขียนในมุมมองของนักวิชาชีพหรือผู้ทำการรักษา แต่นิตยสารของผู้ที่รับการรักษาหรือผู้ที่อยู่กับปัญหา ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ยังไม่เคยมี ผมเคยได้แนะนำจิตแพทย์หลายท่านให้ได้ลองอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คส์ที่เป็นงานเขียนของผู้ป่วยเองจะได้เข้าใจความรู้สึกก่อนที่จะมีการวินิจฉัยเกิดขึ้น    งานเขียนผู้อยู่กับปัญหาจึงถือเป็นสื่อกลางเพื่อความเข้าใจ แบ่งปันประสบการณ์ เพราะฉะนั้น เอกสาร วารสารหรือนิตยสารในแนวนี้ ต้องมีมากๆ ในเมืองไทย เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้อยู่กับปัญหา ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจและเข้าถึงปัญหาได้มากขึ้น ขณะนี้มีเพียงนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต ถือว่าน้อยเกินไป ยังไม่พอ ต้องมีให้มากขึ้นและขยายวงออกไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความทุ่มเท ความเสียสละ แบบกัดไม่ปล่อยของคณะทำงาน เพราะถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา ก็คงจะมาไม่ถึงวันนี้ วันที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

 

 

          คุณหมอยังได้ฝากถึงทีมงานเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต ที่จะได้หาวิธีการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้ผู้อยู่กับโรคจิตเวชหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังต้องทำงานเชิงรุก เพื่อที่จะได้นำองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับโรคจิตเวช สามารถเข้าไปอยู่ในสถานที่หรือหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับและตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และตัวสื่อเองก็ต้องปรับกลยุทธ์การนำเสนอให้เข้ากับบริบทของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถึงแม้นิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตจะเป็นสื่อเล็กๆ แต่ก็สามารถที่จะทำงานใหญ่ได้ ก็ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ 

          คุณหมอยังได้เน้นย้ำในเรื่องการก่อให้เกิดการเป็นหุ้นส่วน การรวมกลุ่มและร่วมมือ ทั่วทั้งระดับภูมิภาคและประเทศ เพื่อให้สังคมยอมรับบุคคลและครอบครัวของผู้อยู่กับโรคจิตเวชว่า “เขา...เป็นส่วนหนึ่งของสังคม”

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: