เพราะชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่ การป่วย การรักษา | สมาคมสายใยครอบครัว

เพราะชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่ การป่วย การรักษา

-A +A

          ห้องรับแขกฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จากกรมสุขภาพจิต คุณหมอเริ่มต้นการทำงานด้านจิตเวชเด็กและด้านการสาธารณสุข หลังจากนั้นเวลาส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานที่จะนำความรู้ทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชเข้าสู่ชุมชน ซึ่งงานตรงนี้จะเน้นเรื่องการส่งเสริมและป้องกัน ส่วนของการส่งเสริม คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้คนมีจิตใจเข้มแข็งขึ้น มีความสามารถทางจิตใจดีขึ้น การป้องกัน คือ ทำอย่างไรเพื่อให้คนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือมีปัญหาในชีวิตให้ได้รับการช่วยเหลือและมีวิธีป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น

          ต่อมาคุณหมอได้มาทำงานด้านวัยรุ่นในระบบโรงเรียน ได้พบองค์ความรู้ว่าครูจะช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนานักเรียนได้อย่างไร แล้วก็ย้ายมาทำงานวิชาการโดยรวมของกรมสุขภาพจิต ในช่วงหลัง คุณหมอทำในเรื่องที่เป็นคุณสมบัติทางบวกของจิตใจ เช่น เรื่องของความสุข ความเข้มแข็งทางใจ มีการเปลี่ยนงานมาเรื่อยๆ แต่ทุกงานจะมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การแปลงความรู้ที่มีให้เกิดการเรียนรู้ออกไปในชุมชนและสังคมให้มากขึ้น  คุณหมอประเวชมีแนวความคิดและวิธีการทำงานอย่างไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลยค่ะ

 

เนื่องจากคุณหมอเป็นผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต (สสส.) แผนงานนี้ เป็นอย่างไร?

นพ.ประเวช : แผนงานนี้ เป็นแผนงานที่อิงระบบงบประมาณของ สสส. ซึ่ง สสส. มีวิธีทำงาน คือหาบุคคลที่มีศักยภาพในระบบราชการและระบบต่างๆ และเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนั้นๆ เข้าไปขอรับทุนเพื่อนำมาทำงานที่ไม่สามารถทำงานได้ด้วยระบบราชการ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นทำงานแผนงานนี้ ก็จะมีโจทย์ว่า อะไรคือส่วนขาดสำคัญของงานสุขภาพจิตที่มีอยู่ที่กรมสุขภาพจิตยังไม่ได้ทำ แต่น่าจะมีใครสักคนหรือหลายคนมาช่วยกันทำ หลักๆ ก็คืองาน “สร้างเสริม” ในทั้งนี้ก็คือ เรามองเห็นกลุ่มคนไทยทั่วๆไปต่างล้วนแล้วแต่ต้องการเติมความสุข เติมความสามารถในการใช้ชีวิต เติมศักยภาพทางจิตใจ ก็เข้าไปบอกกับทาง สสส. ว่าผมจะนำงบประมาณไปช่วยเติมส่วนขาด และเชื่อมกับสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ส่งผลได้ดีขึ้น

          ลักษณะของงานที่เสนอก็จะเกี่ยวข้องกับเยาวชนและครอบครัว ในส่วนเยาวชนที่เน้นก็คือ เยาวชนในสถานศึกษา และครอบครัว ก็คือ พ่อแม่ของเด็กๆ ที่อยู่ในสถานศึกษาเป็นหลัก เป็นการทำงานในช่วง 2-3 ปีแรก ต่อมาก็ขยายไปสู่กลุ่มเสี่ยงคือ คนที่อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างในชีวิตที่ทำให้เขาต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าไม่ดูแลแล้วอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาได้ เช่น เยาวชนที่ต้องคดีความ เราก็พยายามทำให้เกิดการดูแลในกลุ่มนี้

          ตัวอย่างที่เกี่ยวกับผู้ป่วยและญาติทางด้านจิตเวช ก็คือเราพบว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยทางจิต ครอบครัวก็ต้องการการพูดคุย การทำความเข้าใจกันมากขึ้นอยู่แล้ว แต่พอมีการป่วยทางจิตเพิ่มขึ้น ความต้องการของครอบครัวก็ต้องใช้ความสามารถที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นโปรแกรมหลายๆโปรแกรมที่ใช้กับประชาชนทั่วไป บางส่วนสามารถนำมาใช้กับกลุ่มนี้ได้ แต่ที่ตรงที่สุดก็คือ ขณะที่ทำโปรแกรมสำหรับพ่อแม่ของกลุ่มต่างๆ จะใช้โปรแกรมพัฒนาศักยภาพของพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่สามารถเลี้ยงลูก พูดคุยกับลูกหรือเกี่ยวข้องกับลูกในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างเติบโตได้ดีขึ้น

          ส่วนย่อยของโครงการที่เกี่ยวกับพ่อแม่ ก็มีทีมมาจากสมาคมสายใยครอบครัวเข้าไปเรียนด้วย โดยเราตั้งเป้าว่า เมื่อเรียนกลับมาแล้วก็มาปรับปรุง เพิ่มเติมคุณภาพให้กับการดูแลของแต่ละกลุ่มที่เข้ามาเรียนกับเรา นี่เป็นส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัวกลุ่มเสี่ยง เรายังมีการทำงานร่วมกับพระสงฆ์ ซึ่งมีโจทย์ใหญ่ๆ ข้อหนึ่ง และโจทย์รองอีกข้อหนึ่ง โจทย์ใหญ่ที่ทำอยู่ก็คือ พยายามสร้างรูปแบบที่พระสงฆ์ ร่วมมือกับทางโรงพยาบาล เข้าไปดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังและร้ายแรง ตัวอย่างก็คือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เวลาที่รักษาทางการแพทย์ตามโรงพยาบาล โรคมะเร็งมักจะต้องรักษาตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีการแบ่งเป็นแผนก คนที่เข้าไปใช้บริการมักจะรู้สึกว่าไม่ได้ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจแบบองค์รวม

          การที่เรานิมนต์พระสงฆ์มาทำงานร่วมด้วย รูปแบบที่กำลังพัฒนาอยู่จะทำให้ พระสงฆ์ แพทย์ และพยาบาล ร่วมมือกันในการดูแลคนไข้ ทั้งในแง่ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ที่สำคัญคือ เมื่อคนไข้กลับบ้านไปก็จะมีระบบชุมชนที่พระสงฆ์อยู่เข้าไปเชื่อมกันด้วย ที่สำคัญคือ เรานำปัจจัยทางศาสนาเข้ามาเยียวยาจิตใจคนที่มีความเสี่ยงสูงในจังหวะชีวิตที่ป่วยเรื้อรังและร้ายแรง

          โปรแกรมถัดมา คือทำงานกับเด็ก เด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือกำลังจะมีปัญหาแล้ว กลุ่มที่ทำงานด้วยก็จะเป็นเด็กที่ทำผิดทางกฎหมายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ บางส่วนก็อยู่ในสถานพินิจ ตรงนี้เราทำโปรแกรมกับสถานพินิจ เพื่อที่จะได้มีเครื่องมือในการดูแลเด็ก เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่น้อยจึงไม่สามารถจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กได้อย่างทั่วถึง พยายามที่จะจัดกิจกรรมในการเรียนรู้เป็นไปได้ง่ายซึ่งก็คือว่า ทำอย่างไรก็ได้ที่ไม่ต้องอาศัยคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาทำกิจกรรม แต่สามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับเด็กได้

          แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่อง ก็คือที่เราทำข้อมูลความสุขเป็นรายจังหวัด ขณะนี้เราสามารถบอกได้ว่าจังหวัดใดมีความสุขมากน้อยแค่ไหน และถ้าจังหวัดใดที่สนใจก็จะมาถามว่าถ้าต้องการจะเพิ่มความสุขให้กับคนในจังหวัดจะต้องทำอะไรบ้าง ตรงนี้เราก็จะมีแนวทางและเครื่องมือช่วยให้พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัด อำเภอ หรือตำบล รู้วิธีว่าจะเติมระดับความสุขของคนในพื้นที่ตนเอง ทั้งหมดนี้กระทำไปภายใต้ความเชื่อว่า มนุษย์เรามีศักยภาพและควรเน้นที่การเติมศักยภาพไม่น้อยไปกว่าการไปช่วยบำบัดรักษาเมื่อเขาเจ็บป่วยแล้ว เพราะฉะนั้นแผนนี้จะใช้พลังทั้งหมดในการเติมศักยภาพ เพราะมีหน่วยงานที่ทำด้านการบำบัดรักษามากอยู่แล้ว

 

จากแผนงานที่ได้ดำเนินไปแล้ว คุณหมอพบปัญหาและมีข้อเสนออะไรบ้าง เพื่อผู้อยู่กับโรคจิตเวชจะได้มีสุขภาวะที่ดี?

นพ.ประเวช : ปัญหาใหญ่ๆ ที่เราพบ คือคนส่วนใหญ่ยังมองเรื่องสุขภาพจิตแยกออกจากเรื่องอื่น และยังมีทัศนคติที่เป็นลบอยู่ โดยเฉพาะกับความเจ็บป่วยทางจิต พอผมเปิดประเด็นความสุขก็สามารถเชื่อมโยงได้ทุกกรณี จะเป็นคนกลุ่มไหนก็ตามต่างก็ต้องการความสุข และเราก็พบว่าปัจจัยของการเจ็บป่วยทางกายและทางจิตเป็นปัจจัยหนึ่งในการลดทอนความสุขลง จึงได้เชิญชวนชุมชนเข้ามา ในการ เชิญชวนชุมชนเข้ามาความยากก็จะอยู่ที่การที่ชุมชนจะรู้สึกว่าเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่าเขาสามารถที่จะมองภาพเชื่อมโยงได้ ตรงนี้เป็นเรื่องยากเพราะว่าหน่วยงานราชการที่มีอยู่จะทำงานเป็นเรื่องของตัวเอง พอลงไปอยู่ในอำเภอหรือจังหวัด ต่างฝ่ายต่างมีขอบเขตรับผิดชอบ ระบบราชการที่มีอยู่ ทำให้หน่วยงานราชการต้องทำหน้าที่ของตัวเอง บางทีไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชน ความพยายามที่จะทำก็คือเราพยายามที่จะเชื่อมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถออกนอกขอบเขตของตัวเองแล้วไปช่วยกันทำได้ ไม่ต้องแบ่งว่าฉันทำแค่นี้ ถ้านอกเหนือแล้วฉันไม่เกี่ยว นี่เป็นโจทย์ข้อที่ยากข้อหนึ่ง

          สิ่งท้าทายอีกเรื่องที่ผมเจอก็คือ ผมพบว่านอกกรมสุขภาพจิต ไม่มีหน่วยงาน โครงสร้าง หรือคนที่จะเข้าใจแล้วไปดำเนินงานด้านความสุขและสุขภาพจิตมากนัก ซึ่งแตกต่างจากเรื่องบางเรื่องที่จะมีคนหลายคนไปทำ อย่างเรื่องของสุขภาพจิตจะไม่มีหน่วยงานหรือกลไกทำงานนอกกรมสุขภาพจิต ทำให้องค์กรที่ทำงานด้านนี้ในสังคมเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่มีองค์กรอย่างสมาคมสายใยครอบครัว ผมคิดว่าเป็นต้นแบบที่ดี คือเราต้องการองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานหลากหลาย จะทำให้เราสามารถผลักดันงานด้านนี้ได้หลายแง่มุมขึ้น

          โจทย์ท้าทายข้อที่สาม คือด้านวิชาการที่มีอยู่ในประเทศไทย พอเราจะหาคำตอบสำหรับคนไทยที่เหมาะสม ขบวนการในการพัฒนาความรู้และรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับคนไทยยังไม่มีพลังที่เข้มแข็งพอ ตรงนี้ เราจะเติมความเข้มแข็งให้กับคนที่จะมาสร้างความรู้ในภาคปฏิบัติ เช่น อย่างที่คิดว่าหมอรู้เรื่องโรคดีแล้ว แต่จริงๆ หมอไม่ได้รู้เรื่องโรคทุกแง่มุม คือหมออาจจะรู้เรื่องโรคในแง่มุมของการรักษาด้วยยา แต่ในมิติของการดูแลด้วยครอบครัวและชุมชนหมอไม่ได้รู้หมด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้วิชาการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลจิตใจสามารถตอบโจทย์ของชีวิตได้มากขึ้น

 

คุณหมอมีความคาดหวังหรือจุดมุ่งหมายอะไรที่จะทำในอนาคต?

นพ.ประเวช : ผมทำงานด้านจิตเวชมาเกิน 25 ปีแล้ว มีโอกาสทำงานด้วยงบประมาณของ สสส. ในเรื่องของการสร้างเสริมเข้าปีที่ 5 ขณะนี้ผมเห็นชัดว่ามีงานหลายอย่างที่ผมสามารถจะทำเพื่อสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของความสุข ความเข้มแข็ง และศักยภาพทางจิตใจ ซึ่งจุดนี้  ไม่ว่าเวลาที่เหลือในราชการและเวลาที่เหลือในชีวิต ส่วนตัวก็คงจะฝึกฝนตนเองไปเรื่อยๆ ตามแนวคิดที่ได้กล่าวมาแล้ว คือความสุขในทุกด้านในแง่ของงานก็จะนำความรู้ทั้งหมด ส่งผ่านให้กับองค์กรต่างๆ ในการที่จะพัฒนาการที่จะทำให้คนทุกคนได้มีโอกาสใช้ศักยภาพภายในให้ได้มากที่สุด ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงผู้ป่วยทางจิตและครอบครัวด้วย

          เพราะผมยังเชื่อว่า ถ้าในช่วงเวลาที่ไม่ป่วย ไม่มีอาการหรือสงบดีอยู่ เขาจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขาจะทำอย่างไรกับชีวิต ความสุขคืออะไร สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะนำไปขยายผลผ่านช่องทางที่เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นในกลุ่มของผู้ป่วยและญาติ ผมก็มองเห็นว่าสมาคมสายใยครอบครัวเป็นช่องทางหนึ่งที่เหมาะสม

 

อยากให้คุณหมอฝากแนวคิดทิ้งท้ายให้ผู้อ่านเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต

นพ.ประเวช : โรคจิตเวชเป็นโรคที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าโรคจิตเวชเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่ง มีทั้งปัจจัยทางกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู และสารเคมีในสมอง แต่เป็นโรคที่ไปเกี่ยวข้องกับสังคม สิ่งแวดล้อมอย่างแยกกันไม่ออก ข้อมูลในเรื่องความสุขระดับโลกพบว่า ถ้าเราต้องการยกระดับความสุขของประชาชน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ ช่วยเหลือผู้ป่วยทางจิต เพราะจุดอ่อนผู้ป่วยทางจิต ก็คือความสามารถทางความคิดจะเสียไปในช่วงที่ป่วย การจะเติมความสุขให้คนก็ต้องทำตรงจุดนี้

          การที่ผู้ป่วยทางจิตจะมีสุขภาวะที่ดีขึ้นต้องอาศัยทุกอย่าง ตั้งแต่ทางกาย เช่น ผู้ป่วยทางจิตจำนวนไม่น้อยจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากยา ส่วนหนึ่งเกิดจากวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องทางกายถ้าสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น ควบคุมอาหารการกิน และการออกกำลังกายที่ดีก็จะช่วยได้มาก ส่วนของการปรับปรุงด้านการแพทย์ฝ่ายกายให้รู้และระวังโรคทางกายของผู้ป่วยทางจิต คงจะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพอสมควร แต่สิ่งที่ครอบครัวและผู้ป่วยจะทำได้ก็คือ จัดการเรื่องของอาหารและการออกกำลังกายให้ดี

          ต่อมาเรื่องของใจ เรื่องของใจของผู้ป่วยทางจิตกับครอบครัว ถ้าไม่ใช่ช่วงที่ป่วยหนักและต้องใช้ยา แต่เป็นช่วงที่กินยาและคุมอาการได้แล้ว สิ่งที่ขาดอยู่ในช่วงนี้ ก็คือ การที่เขาจะมีสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจในชีวิต ความเชื่อมั่น ความรู้สึกดีกับตัวเอง และมีความสำเร็จที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้คือส่วนขาดที่สำคัญ ซึ่งบางส่วนสามารถฝึกฝนได้ แต่ว่าโปรแกรมส่วนใหญ่ที่ดูแลผู้ป่วยทางจิตจะไปเน้นแต่เพียงว่าโรคและอาการหายไปแล้วหรือยัง ถ้าหายไปแล้วถือว่าจบ แต่ถ้าเรามองเป้าหมายการดูแลผู้ป่วยทางจิตว่า คือ การเติมความสุขและเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ตรงนี้เราต้องคุยกันเรื่องความสุขในชีวิต ความสำเร็จในชีวิตบางอย่างที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองในระดับที่เราฝึกฝนได้เป็นเรื่องของความภาคภูมิใจ ซึ่งคนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสิ่งนี้ แต่ไม่ควรพึ่งระบบราชการหรือบริการของโรงพยาบาลที่จะตอบโจทย์ข้อนี้ให้ แต่ผู้ป่วย ญาติ และชุมชนรอบข้าง และองค์กรต่างๆ อย่างเช่น สมาคมสายใยครอบครัวควรจะตั้งคำถามว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยและญาติมีความสุขได้โดยไม่ต้องวนอยู่กับแค่เรื่องโรคเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความรู้ที่เกี่ยวกับความสุขอยู่จำนวนมากที่ใช้ได้ ไม่ว่าจะป่วยทางจิตหรือไม่ก็ตาม นี่ก็เป็นเรื่องของใจ

          ส่วนเรื่องของสังคม เป็นเรื่องยาก เพราะว่าทัศนคติที่ยังเป็นลบอยู่ แต่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างการยอมรับผู้ป่วยทางจิตในสังคมให้มีที่ยืน และวิธีการสร้างการยอมรับให้พวกเขามีที่ยืน ก็คือโอกาสที่เขาจะทำอะไรได้สำเร็จและสื่อให้สังคมได้รับรู้ ผมคิดว่ากระบวนการนี้ในประเทศไทยยังมีน้อยเกินไป มีเฉพาะบางชุมชนที่เขายอมรับผู้ป่วย แต่ก็เป็นการยอมรับในลักษณะเป็นการสงเคราะห์เกื้อกูล แต่ผมคิดว่าเราต้องมีพื้นที่ให้ผู้ป่วยสามารถที่จะนำความสามารถที่มีอยู่มาทำกิจกรรมไปสู่ความสำเร็จได้ ในต่างประเทศรูปแบบของความสำเร็จ อาจจะหมายถึงศิลปะหรือความสามารถเฉพาะด้านก็ได้เช่นกัน มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิตที่ประสบความสำเร็จในสาขาของตัวเอง แต่ว่าในเมืองไทยเรายังไม่มีโอกาสที่จะทำให้เขามีที่ยืนในสังคมที่ดี

          เพราะฉะนั้น ความสุขในสังคมถ้าไม่ต้องไปพูดถึงการแก้ทัศนคติในสังคม ก็กลับมาในเรื่องของบ้าน ครอบครัวเข้าใจในเรื่องการเจ็บป่วยทางจิตดีหรือยัง ในหมู่เครือญาติ ซึ่งเป็นสังคมใกล้ตัวเขาเข้าใจความเจ็บป่วย เข้าใจตัวผู้ป่วยดีหรือยัง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกระบวนการที่จะต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเรื่องโรคและความเข้าใจผู้ป่วยทางจิตว่า เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเช่นกัน เพียงแต่มีโรคทางสมองที่เข้ามารบกวนอยู่และต้องเพิ่มเติมที่ยืนให้เขาในสังคม ให้เขารู้สึกได้รับการยอมรับและสามารถได้ทำอะไรตามศักยภาพ

          ส่วนสุดท้าย คือจิตวิญญาณ เราสามารถพูดคุยกันถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องของชีวิต ศาสนา หรือในแง่ที่ว่า  คนเรามีชีวิตไปเพื่ออะไรและเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออะไร ตรงนี้บางคนอาจจะยังก้าวมาไม่ถึงเพราะว่าก็ยังวุ่น อยู่กับเรื่องที่เป็นพื้นฐาน ส่วนคนที่มีชีวิตเริ่มลงตัวแล้ว โจทย์ขั้นถัดไป ก็คือ ค้นหาว่าชีวิตนี้จะเป็นไปอย่างไร และเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเขาคืออะไร ก็เป็นโจทย์เดียวกันกับทุกคน ถึงจุดหนึ่งของชีวิตก็จะมีคำถามเหมือนกัน

          เพราะฉะนั้น โดยสรุป การเติมสุขภาวะให้ผู้ป่วยทางจิตก็เริ่มมาตั้งแต่สุขภาพกาย ซึ่งเน้นเรื่องการกิน การออกกำลังกาย สุขภาพใจ ซึ่งเน้นเรื่องของความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ สุขภาพทางสังคม ซึ่งเน้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้าใจและยอมรับ มีสายสัมพันธ์ที่ดี  และสุดท้ายสุขภาพทางจิตวิญญาณ ก็คือการมีจุดหมายในชีวิตที่เป็นจุดหมายที่ไกลไปกว่าการเอาตัวรอดได้ในแต่ละวัน เพราะในทันทีที่มีจุดหมายสูงขึ้น ก็จะมีพลังที่จะต่อสู้กับปัญหาได้ดีขึ้น

 

 

          จากการที่ได้พูดคุยกันในครั้งนี้ สิ่งที่คุณหมอต้องการจะเน้นกับผู้อ่าน คือ เรื่องความสุขของคนที่ป่วย ทางจิต ซึ่งแบ่งเป็นกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ พอมาแปลงแล้วก็จะเป็นเรื่องของการกินและการออกกำลังกาย ต้องเน้นเลยว่าเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญของความสุข ผู้ป่วยทางจิตหลายรายสูบบุหรี่ ซึ่งการสูบบุหรี่จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวด้วย ผู้ป่วยหลายรายไม่ได้ควบคุมการกิน  ส่วนหนึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยา และอีกส่วนหนึ่งไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน ตรงนี้น่าจะมีโปรแกรมให้ผู้ป่วยทางจิตได้มีการดูแลทางกายตัวเองให้ดี ส่วนความภาคภูมิใจนั้นเชื่อว่าควรมีกิจกรรมที่ให้โอกาสเขาได้ลองทำ ก็ต้องวางแผนส่วนนี้ให้ดี

          คุณหมอยังได้แนะนำเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเรื่องการกิน การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ที่ www.go2change.com เป็นเว็บไซต์ที่ฝึกคนในการสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ในส่วนของผู้ป่วยและญาติก็จะมีเว็บไซต์ มีสื่อที่น่าสนใจ คือ สื่อเสียงถามชีวิต เป็นสื่อที่ดาวน์โหลดได้ นำมาทบทวนชีวิต สามารถนำมาทำกิจกรรมได้ จะมีคู่มือด้วย และสื่ออีกชนิดที่เกี่ยวข้องและใกล้จะเสร็จแล้ว คือ เซียมซีความสุข เป็นการเสี่ยงทายเซียมซี ก็จะได้ข่าวสารในเรื่องความสุขของคนคนนั้น เพื่อนำมาอ่านและได้ทบทวนเพื่อมาปรับใช้กับชีวิตและเติมความสุขให้ตนเองได้  

          เพราะชีวิตไม่ได้อยู่กับโรคที่ป่วยเท่านั้น ชีวิตยังมีส่วนอื่นๆ ที่เราจะต้องดูแลให้ดีด้วย เพื่อความสุขที่แท้จริง

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: