หลายสิ่ง หลายอย่าง ที่สังคมยังไม่ได้ตระหนัก | สมาคมสายใยครอบครัว

หลายสิ่ง หลายอย่าง ที่สังคมยังไม่ได้ตระหนัก

-A +A

          คอลัมน์ “ห้องรับแขก” ฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล เป็นแขกคนแรกของปี เนื่องจากคุณหมอได้ทำงานให้กับสังคมในหลายๆ บทบาท ท่านผู้อ่านคงจะได้รับความรู้มากมายหลากหลายด้านจากการพูดคุยกันครั้งนี้

 

ในการทำงานด้านครอบครัวของสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย คุณหมอได้พบเห็นผลกระทบจากโรคจิตเวชที่เกิดขึ้นกับครอบครัวไทยบ้างหรือไม่ และครอบครัวควรจะมีวิธีรับมือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร?

พญ.พรรณพิมล : น่าจะมาจากสมาคมสายใยครอบครัว เป็นงานเดิมที่ทำร่วมกันนะคะ สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ก่อตั้งโดยกลุ่มนักวิชาการที่เราคิดว่าสถานการณ์ทางครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  และเราก็คิดว่ากระบวนการการทำงานเรื่องครอบครัวจะต้องมีทั้งส่วนที่มีความคาดหวังต่อครอบครัวที่ต้องทำหน้าที่ครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันน่าจะมีกระบวนการสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ที่ดีได้ด้วย  ซึ่งเราคิดว่า องค์ความรู้ทางวิชาการก็น่าจะเข้าไปช่วยสนับสนุน เพื่อให้กระบวนการทำงานเรื่องครอบครัวสามารถดำเนินการได้ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

          ในงานของสมาคมฯ ก็จะมีส่วนที่เราทำทั้งในส่วนของภาคครอบครัวโดยภาพรวม และกลุ่มครอบครัวที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษในหลายๆ กลุ่ม ครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวชก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่มีการเคลื่อนไหวพิเศษที่อาจจะต้องทำงานร่วมกันหรือหาวิธีการความรู้ทางวิชาการ ช่วยสนับสนุนการทำงานเรื่องครอบครัว

          ในงานของสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย การทำงานก็จะมีฐานความคิดร่วมว่า สถานการณ์เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องเข้าใจ หมายความว่า ไม่ได้กำหนดว่าครอบครัวไม่ควรเป็นอย่างนี้ แต่ในความเป็นจริง เช่น กรณีที่ครอบครัวมีผู้ป่วยภาวะโรคจิตเวช คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว แต่หัวใจหลักของครอบครัว เราคิดถึงเรื่องของสัมพันธภาพ เพราะนี่คือหัวใจพื้นฐานหลักของความเป็นครอบครัว เวลาเรามองก็จะมองบนพื้นฐานว่า ในสถานการณ์ที่ครอบครัวมีผู้ป่วยจิตเวชจะส่งผลอะไรกับสัมพันธภาพในครอบครัว และถ้าเราจะรักษาความเป็นครอบครัวเพื่อการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อไป เราจะทำอย่างไรให้สัมพันธภาพกลับมาภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นค่ะ

 

สื่อในปัจจุบันมักมีการเผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชไปในทางลบและมีพฤติกรรมรุนแรง ในฐานะที่คุณหมออยู่ในคณะทำงานของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ได้ทำงานเชิงรุกและมีการเฝ้าระวังอย่างไร?

พญ.พรรณพิมล : ในส่วนของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาที่ทำงานมาโดยตลอด เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดความเข้าใจร่วมกันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ความตั้งใจของสื่อมวลชนเอง ก็อยากจะถ่ายทอดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ไปสู่ผู้รับสื่อในมุมที่กว้าง แต่อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดในบางกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะก็จะต้องมาทำความเข้าใจให้เกิดความสมดุลกันว่า ระหว่างที่คุณต้องการให้ข่าวสารถูกเผยแพร่ออกไปก็จะต้องมีความสมดุลที่คุณจะต้องเคารพในสิทธิและในความรู้สึกของคนที่เกี่ยวข้องด้วยจริงๆ แล้วก็เป็นการมาเรียนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เรายังคงรักษาความเป็นสื่อที่อยากจะถ่ายทอดเหตุการณ์  แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรจะระมัดระวังในการนำเสนอ นอกจากนี้งานของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาเองก็พยายามทำการศึกษาคือมองทุกกลุ่ม ไม่ได้มองเฉพาะวิชาชีพสื่ออย่างเดียว พยายามทำความร่วมมือกับเครือข่ายในเรื่องเฉพาะว่าเวลาเรามองอย่างนี้ก็เหมือนเอาความรู้มาเจอกัน ไม่เช่นนั้นสื่อมวลชนก็จะอยู่ในมุมความรู้เรื่องสื่อแต่ไม่มีความรู้เรื่องโรค ไม่ได้มีความรู้ว่าครอบครัวใช้ชีวิตอย่างไรกับผู้ป่วย และอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้ว สถิติจริงๆ เป็นอย่างไร สถิติเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น

          สิ่งที่เราทำก็คือ เวลาเราทำการศึกษาเพื่อติดตามว่าผลกระทบอย่างนี้ ออกรายงานอย่างนี้ นอกจากมิติของความรับผิดชอบในเชิงสื่อ ซึ่งเขาก็มีกระบวนการที่จะต้องดูแลตามจริยธรรมวิชาชีพของเขาแล้ว มีมุมทางสังคมด้วยที่จะต้องมาดูว่า นอกจากเรื่องจริยธรรมในฐานะสื่อ มุมมองทางสังคมในเรื่องเหล่านี้มีประเด็นอะไรบ้างที่เขาควรจะใส่ใจและควรสนใจว่าอาจจะส่งผลกระทบทั้งผู้รับสารซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับครอบครัวใช่ไหมคะ เพราะถ้าเราส่งแต่ภาพซึ่งเป็นภาพที่เป็นมุมเดียวด้านเดียว ผู้รับสารก็อาจจะมีแต่ความหวาดกลัว มีแต่ความกังวลต่อผู้ป่วย ทั้งๆ ที่เป็นแค่มุมด้านหนึ่งที่เกิดขึ้น กลุ่มครอบครัวและกลุ่มผู้ป่วยก็ได้รับผลกระทบตรงจากการนำเสนอข่าวในรูปแบบดังกล่าวด้วย

          เพราะว่าจะไปสร้างทัศนคติบางอย่างกับครอบครัวด้วยเหมือนกัน ว่ามันเหมือนไปอยู่ที่ตัวปัญหา ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นแค่ส่วนที่เราสามารถที่จะดูแลและจัดการได้  เพราะตรงนี้ในส่วนของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาเวลาทำการติดตามศึกษาภาพข่าว เราก็พยายามนำสิ่งนี้สะท้อนกลับไปทั้งนักวิชาชีพที่เป็นนักวิชาชีพประเภทสื่อ และเราก็เปิดเวทีเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลได้มีโอกาสสื่อสารกับผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนให้เห็นมุมเห็นมิติด้านอื่นมากกว่าแค่ด้านที่เรา ทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนนะคะ แต่ให้เห็นมิติทางสังคมตรงนี้ก็คือให้มาสัมผัส มาเรียนรู้ หรือจริงๆ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นงานร่วมที่ทางสมาคมสายใยครอบครัวทำอยู่กับสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทยก่อนหน้านี้ในนามของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

          เราพยายามเปิดพื้นที่อื่น ไม่ทำแค่รายงานข่าวอย่างเดียว เพราะแค่รายงานข่าวก็จะเป็นแค่รายงานเหตุการณ์ แต่เรามาศึกษาความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของคนที่เป็นครอบครัวคนที่เป็นผู้ป่วยจริงๆ แล้วเรามานำเสนอในมิติหรือมุมอย่างอื่นบ้าง เป็นการทำงานที่เปิดพื้นที่ของความเข้าใจว่ามันก็มีด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะตัวเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นข่าวเท่านั้น

 

สำหรับผู้ที่มีอาการบกพร่องทางสติปัญญา เช่น ออทิสติกและดาวน์ซินโดรม สามารถรับรู้ได้จากทางกายภาพ จึงสามารถนำผู้ป่วยมารับการฟื้นฟูได้ทันท่วงที อย่างที่คุณหมอได้ดำเนินการอยู่ในสถาบันราชานุกูล แต่สำหรับโรคจิตเวชเราจะสามารถรับรู้ถึงอาการตั้งแต่วัยเด็กได้หรือไม่ และมีสัญญาณเตือนอย่างไรที่ผู้ปกครองควรทราบ?

พญ.พรรณพิมล : ต้องแล้วแต่ลักษณะของโรค ถ้าจะพูดในแง่ของเชิงป้องกัน ก็มีหลายช่วงเวลาของการป้องกัน  อันดับแรกคือ การป้องกันในระยะก่อนเกิดภาวะของโรค คือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างปรากฏให้เราเห็น ตรงนี้ก็จะเป็นกระบวนการทำงานในเชิงป้องกันในทางการแพทย์  ถือว่าการที่ค้นพบได้เร็วที่สุด เป็นการทำงานที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย แต่นี่เป็นภาวะที่โรคเริ่มปรากฏแล้วเพียงแต่เราจะทำอย่างไรที่จะพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตรงนี้แน่นอนก็ต้องการการเข้าใจร่วมกัน

          เพราะว่าจริงๆ ในระยะนั้นคนที่ควบคุมไม่ใช่แพทย์อย่างแน่นอน เขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ ยังอยู่ที่โรงเรียน ยังอยู่กับเพื่อน ยังอยู่กับครอบครัว ตรงนี้ก็คือว่า ถ้าองค์ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ถูกทำให้คนทั่วไปทุกคนรู้จัก หรือเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะเชื่อมโยงไปสู่ภาวะของโรค เหมือนอย่างเราทำงานกับโรงเรียน เพื่อให้คุณครูเริ่มที่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ต้องทำหน้าที่วินิจฉัย แค่สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วเข้าไปทำงานกับเด็กหรือวัยรุ่นคนนั้นก่อนตั้งแต่ระยะต้นๆ นะคะ แทนที่จะผลักเขาออกไปหรือเอาเขาไปอยู่หลังห้องหรือว่าละเลยเขา แต่ว่าเข้าไปเพื่อที่จะทำงานกับเขาตั้งแต่ต้น  และส่วนกระบวนการที่เป็นภาวะของโรคก็ใช้กระบวนการทางการแพทย์ตามมาทีหลัง ก็แปลว่า นี่เป็นการป้องกัน  อันหนึ่งที่ต้องถือว่าสำคัญ อันนี้คือตัวปรากฏของโรคที่   เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

          โรคจิตเวชหลายโรคหมอเข้าใจว่าไม่ใช่ภาวะที่พบได้บ่อยในช่วงวัยเด็ก จะอยู่ประมาณวัยรุ่นไปแล้ว การค้นพบโรคได้เร็วถือเป็นการป้องกันการสูญเสียสุขภาวะที่สำคัญ

          การป้องกันอีกอย่าง คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กทุกคนได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเขา มีคนช่วยสนับสนุนถ้ามีปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น หรือในกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงแล้วได้รับการดูแลก็เป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต

          การทำงานร่วมกันในแง่ของการรับรู้ของสาธารณชนต่อเรื่องโรคจิตเวชไม่ให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่จะต้องกันผู้ป่วยออกไปจากสังคม ไม่ยอมที่จะเปิดตายอมรับว่าจริงๆ ก็มีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น หรือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องกับภาวะโรคบางอย่าง ก็จะมีผลกระทบเหมือนกันว่าอาจจะส่งผลต่อเรื่องการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว อันนี้เป็นการรับรู้ทางสังคมว่าคุณจะมองว่า เป็นโรคหรือเปล่า เพราะหลายคนยังมองว่า ไม่ได้เป็นโรค หลายคนยังมองว่าเขาอ่อนแอเกินไป เขาไม่ช่วยตัวเอง เขาไม่แก้ปัญหา คือยังมองเหมือนเป็นการต่อว่า ว่าคนที่เกิดภาวะอย่างนี้ขาดความสามารถที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง

          ถ้ามองในภาวะโรค เราก็จะเข้าใจว่ามันมีเหตุและปัจจัยของการเกิดขึ้น การเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ มันมีสาเหตุ มีกระบวนการที่จะต้องได้รับการดูแล การช่วยเหลือและการรักษา เหมือนอย่างที่เรามีภาวะโรคอื่นที่เราต้องดูแลรวมไปถึงโรคเรื้อรัง เพราะจริงๆ ในกลุ่มจิตเวชเป็นภาวะเรื้อรังเกือบทั้งหมด ซึ่งตรงนี้หมอคิดว่ามันเป็นงานเชิงป้องกัน เช่นเดียวกันถ้าเราทำให้ทุกคนเข้าใจ ยอมรับในฐานะของความเป็นภาวะของโรคและเข้าใจตัว  โรคนี้จริงๆ ก็จะทำให้การดูแลในเชิงของการที่จะไปสู่ช่วงป้องกันที่เราพูดว่า การค้นพบโดยเร็ว อันนี้เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเรายอมรับว่ามันมีโรค เราก็ค้นพบได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่ามันมีโรคอย่างนี้อยู่จริง ก็คงไม่มีคนหาภาวะโรคนี้ได้ อย่างวัยรุ่นที่มีปัญหาซึมเศร้า ปัญหาพฤติกรรมจะเป็นปัญหานำมากกว่าปัญหาเรื่องภาวะอารมณ์ซึมเศร้า ถ้าเราไม่เปิดรับแล้วเราไม่ทำความเข้าใจ เราก็จะไม่เจอเด็กที่มีปัญหาเรื่องซึมเศร้าเลย เพราะเราไม่เห็นภาวะความเสี่ยงพฤติกรรมว่าเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเรื่องซึมเศร้า

 

สังคมไทยกับโรคจิตเวชนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และคนไทยรู้จักเรื่องโรคจิตเวชมากน้อยแค่ไหน?

พญ.พรรณพิมล : จริงๆ แล้วต้องเทียบเคียงความรู้ หมายความว่า เราก็มีความรู้ชุดหนึ่ง แต่ว่าความรู้ในเรื่องโรค ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เฉพาะกลุ่มโรคทางจิตเวชนะคะ จริงๆแล้วเรื่องการดูแลตัวเอง การพึ่งพาตนเองในเชิงสุขภาพยังเป็นงานใหญ่ของสังคมไทยทั้งสังคมว่าเรื่องสุขภาพ เรื่องการเจ็บป่วย เรื่องโรค มันเป็นเรื่องที่เราต้องมีความเข้าใจและมีความรู้ในระดับหนึ่งที่จะไปสู่การดูแลตัวของเราเอง  เพราะฉะนั้นตัวโรคโดยทั่วไปก็ยังเป็นประเด็นอยู่พอสมควร โรคจิตเวชไม่ต้องพูดถึง ก็ยิ่งไปอีกขั้นหนึ่ง

          ถ้าในช่วงที่หมอเริ่มทำงานใหม่ๆ เราพูดถึงอย่างกลุ่มโรคทางด้านเด็ก สมมุติเราเข้าไปในหมู่บ้าน เราถามว่ามีเด็กเป็นออทิสติกไหม มีเด็กมีปัญหาไหม เขาจะบอกว่าไม่มี  หรือถามว่ามีเด็กไปโรงเรียนไม่ได้และต้องอยู่กับบ้านไหม  ทีนี้ก็จะเริ่มมาเป็นชุดเลย แล้วเขาก็จะเริ่มอธิบายว่าทำไมถึงไปโรงเรียนไม่ได้ ทำไมถึงต้องเอาทิ้งไว้ที่บ้าน เกิดอะไรขึ้น  และพอเราลงไปดู ก็จะเห็นเลยว่า จริงๆ ก็คือ มันเป็นภาวะโรคอย่างที่ว่า เป็นออทิสติกบ้าง เป็นกลุ่มอาการทางสมองบางอย่างบ้าง บางคนก็เป็นบกพร่องทางพัฒนาการแบบรุนแรง ก็จะเห็นเลย แต่ว่า ณ ขณะนั้นทุกคนไม่รับรู้ในภาวะของโรค รู้แต่ว่าเขาเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตตามปกติในสังคมไม่ได้ และก็แน่นอนพอมันไม่ถูกทำงานอย่างนี้ กระบวนการช่วยเหลือก็น้อยลง เป็นการดูแลขั้นพื้นฐานให้เขามีชีวิตอยู่รอดเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ได้เข้าสู่กระบวนการของการฟื้นฟู ดูแล และรักษาอย่างเหมาะสม

          หมอไปร่วมประชุมในหลายเวที มีการมาหาจุดสมดุลร่วมกัน เราไปในหลายเวที ก็จะเห็นกลุ่มชมรมของผู้ป่วยและญาติ บางเวทีก็จะเจอกลุ่มวิชาชีพที่ไม่ใช่แพทย์ คนคุยกันเยอะว่าบางทีการวินิจฉัยโรค อาจจะเป็นการทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่า จริงๆ ผู้ที่ป่วยอาจต้องการการดูแลและการช่วยเหลือโดยไม่ต้องสนใจว่า ภาวะโรคคืออะไร หรืออย่างในกลุ่มเด็ก นักการศึกษาพิเศษบอกว่าเขาสามารถใช้ชุดความรู้ทางการศึกษาพิเศษดูแลเด็กโดยที่เขาไม่ต้องรู้เลยว่าเด็กถูกวินิจฉัยโรคอะไรมา แต่เขารู้ว่าเด็กเรียนหนังสือไม่ได้ เขาก็วิเคราะห์เลยว่าที่เรียนไม่ได้บกพร่องอะไร เมื่อบกพร่องอะไร เขาก็ใช้ความรู้แบบนักการศึกษาพิเศษดูแลเด็กในความบกพร่องนั้นๆ

          พอใช้การวินิจฉัยโรค ก็เป็นปัญหาขึ้นมาทันที มีโรคติดตัวเด็กขึ้นมาทันทีใช่ไหมคะ ซึ่งก็น่าสนใจที่มีกลุ่มที่ทำเครื่องมือเพื่อวินิจฉัยเด็ก ในที่สุดก็เป็นการคุยกัน มาเจอกันในจุดตรงกลางว่า จริงๆ ไม่ได้สำคัญตรงที่ว่า เขาถูกกำหนดโรคหรือไม่ แต่ความสำคัญคือว่าเราเข้าใจโรคนี้ว่าอย่างไร เพราะการที่เรารู้ว่าเด็กคนหนึ่งเป็นออทิสติก ทำให้เรามีชุดความรู้อีกชุดหนึ่งที่เป็นชุดกลางว่าในกลุ่มโรคแบบนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เป็นความรู้ชุดกลาง ซึ่งความรู้ชุดกลางนี้แน่นอนไม่ได้ใช้กับเด็กคนนี้ได้ทันที แต่อย่างน้อยทำให้เราพอรู้ เป็นภาพอันหนึ่งขึ้นมาว่า เขาโตขึ้นเขาจะเป็นอย่างไร เขาไปโรงเรียนเขาจะเป็นอย่างไร เขาใช้ชีวิตกับเพื่อนเขาอาจจะเป็นอย่างไร เขาจะมีอะไรเกิดขึ้น

          สมมุติเรารู้ว่า คนหนึ่งเป็นไบโพลาร์ ภาวะอารมณ์สองขั้ว เราจะเห็นภาพกลางๆ พอนึกออกว่า เวลาที่เขาแมเนีย (ช่วงที่อารมณ์พุ่งสูง) เขาอาจจะมีพฤติกรรมแบบนี้ เขาอาจจะเป็นแบบนี้ เขาจะมีปัญหาการนอนแบบนี้ ซึ่งจะต่างจากอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาการนอนแบบนี้ เป็นความรู้ชุดกลางๆ ของโรค ซึ่งมันนำไปสู่ความเข้าใจที่จะออกแบบเรื่องการดูแลเขา

          แต่ในที่สุดเมื่อเราดูแลเขาในฐานะบุคคล ความรู้ทั้งหมดไม่ได้เอามาใส่ในตัวคนได้ จริงๆ แล้ว ถ้าทั้งสองส่วนมาเจอกัน ว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย คนที่อยู่กับเด็กหรือผู้ป่วยก็ตาม คือ คนที่เห็นชีวิตของเขา รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร รู้ว่าจะเป็นอย่างไรกับเขา สิ่งที่เราดูแลเขาอยู่ก็มีความสำคัญใช่ไหมคะ แต่การที่เราสามารถบอกได้ว่า ความบกพร่องนี้เป็นเพราะโรคแบบนี้ทำให้เราเห็นภาพอีกภาพหนึ่ง หากเอาแต่ความรู้เรื่องโรคอย่างเดียว ไปหาหมอเจอหมอกินยา กลับบ้านไป เราก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมดของเขาในเรื่องการใช้ชีวิต

          แต่ถ้าเราแก้ปัญหาแต่เรื่องการใช้ชีวิตของเขา โดยพยายามไม่รับรู้ว่า มันมีความบกพร่องที่เป็นภาวะของโรค และมีความจำเป็นต้องใช้กระบวนการการรักษาในทางการแพทย์บางอย่างร่วมกัน เพื่อที่จริงๆ แล้วก็เป็นโอกาสในการฟื้นฟู ถ้าไปทางขั้วใดขั้วหนึ่งเท่านั้นก็เสียโอกาส

          ชุดความรู้ทั้งสองชุดมีประโยชน์ โดยเฉพาะชุดความรู้ที่ได้จากการใช้ชีวิตอยู่กับเด็กคนหนึ่งหรืออยู่กับผู้ป่วยอีกคนหนึ่ง ชุดความรู้กลางๆ ที่ทำให้เห็นในเรื่องการวินิจฉัยโรค ภาวะโรค ลักษณะของโรค รวมถึงการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ร่วมอันหนึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อการดูแลของเขานะคะ

 

คุณหมอมีอะไรฝากทิ้งท้ายให้กับผู้อ่านนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตได้ทราบ?

พญ.พรรณพิมล : หมอขอฝากอย่างนี้ คือ มีเรื่องหนึ่งเมื่อสองปีที่แล้ว หมอจัดประชุมทางวิชาการเรื่องภาวะบกพร่องทางพัฒนาการ ตอนนั้นทาง UN. (United Nations : สหประชาชาติ) ก็เข้ามาร่วมเป็นการจัดประชุมร่วมกัน   ในกลุ่มของ UN. เอง มีกลุ่มหนึ่งที่ทำโปรแกรม เรียกว่า Inclusion Program เป็นการรวมผู้ที่เสียโอกาส แล้ว UN. จะลงไปเพื่อให้เกิดโปรแกรมเพื่อการดูแลประชาชนกลุ่ม   ที่เสียโอกาส ผู้ป่วยจิตเวชเป็นกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มของผู้เสียโอกาสก็เป็นงานที่เราเห็นตรงกันและร่วมกันว่า ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สังคมยังไม่ได้ตระหนัก แล้วยังไม่ได้จัดระบบพื้นฐานบางอย่าง ทำให้กลุ่มผู้ป่วยจำนวนมากเสียโอกาสบางอย่างไป

          แล้วก็จริงๆ ที่ว่านี่ก็เป็นอันหนึ่งที่เราคุยกันมาโดยตลอด ว่าจริงๆ แล้วเป็นสิทธิและโอกาสของเขา เพียงแต่ว่าพอระบบสังคมที่เราไม่ได้ดูแลกันอย่างดีและเพียงพอ ก็ทำให้จำกัดโอกาสบางอย่าง ทั้งๆ ที่เขามีโอกาส ที่จะใช้ชีวิตบางอย่างโดยปกติในทางสังคม ก็คงจะทำให้เราค่อยๆ เดินสำหรับสังคมไทย

          แต่ว่าครอบครัวไทย จริงๆ แล้วเราก็มีจุดแข็งอยู่พอสมควรเรื่องการดูแลสมาชิกในครอบครัวคือ ไม่ว่าจะด้วยเศรษฐานะอย่างไร ความพร้อมที่จะดูแลสมาชิกของครอบครัว เราก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ขอให้รู้นะคะว่า ครอบครัวทำอะไรได้ ครอบครัวของเขาพร้อมจะทำอะไรเพื่อสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเสมอ ขอให้รู้ว่าเขายังทำอะไรได้บ้างกับสมาชิกครอบครัวคนหนึ่งที่เขาจะสามารถดูแลได้นะคะ

 

สิ่งที่เราได้รับจากการพูดคุยกับคุณหมอนั้น ยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงขาดความรู้ในเรื่องโรคจิตเวชอยู่มาก ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบต่างๆ ก็คงต้องร่วมกันผลักดันในเรื่องนี้กันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ นะคะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: