คุณภาพชีวิตผู้ป่วยจิตเวช “เสถียร” ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ | สมาคมสายใยครอบครัว

คุณภาพชีวิตผู้ป่วยจิตเวช “เสถียร” ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ

-A +A

คุณภาพชีวิตผู้ป่วยจิตเวช “เสถียร”
ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ

          เนื่องด้วยขั้นตอนการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวชนั้น นอกจากจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังคงต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วยในส่วนของการฟื้นฟูผู้ป่วย  คอลัมน์ห้องรับแขกจึงได้รับเกียรติจาก คุณเสรีย์ วชิรถาวรชัย รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้เข้าสัมภาษณ์เพื่อรับทราบนโยบายในการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช

 

ภารกิจและแนวทางการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) ที่ดำเนินการเพื่อผู้ป่วยจิตเวชนั้นมีอะไรบ้าง?

รองเลขาธิการฯ : ผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตใจถือว่าเป็นคนพิการประเภทหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับเดิมคือพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 กระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งความพิการออกเป็น 5 ประเภท แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับเดิมและใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทน โดยได้แบ่งความพิการออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่

    1.ความพิการทางการมองเห็น

    2.ความพิการทางการได้ยิน หรือสื่อความหมาย

    3.ความพิการทางการเคลื่อนไหว

    4.ความพิการทางจิตใจ หรือพฤติกรรม หรือออทิสติก

    5.ความพิการทางสติปัญญา

    6.ความพิการทางการเรียนรู้

          กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งหมายรวมถึงคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมด้วย โดยได้มีการเชื่อมการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลทางด้านการแพทย์ กระทรวง พม. ดูแลด้านสังคม ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการแพทย์เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ด้านสังคมเป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาฯ และด้านอาชีพก็อยู่ในความดูแลของกรมแรงงาน กระทรวง พม. เพราะฉะนั้นกระทรวง พม. ก็รับผิดชอบดูแล 2 ด้าน คือ ด้านสังคมและด้านอาชีพ รวมไปถึงความเป็นอยู่ด้วย

          ทั้งนี้ กระทรวง พม. เหมือนกับเป็นเจ้าภาพหลักตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข หรือด้านอาชีพและการทำงานของคนพิการ กระทรวง พม. ก็ต้องเข้าไปเป็นตัวเชื่อมเพราะเกี่ยวข้องกับทุกด้าน โดยไม่ปฏิเสธที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ ด้าน ทางใดที่จะช่วยได้ก็จะเข้าไปช่วยและทำทันที

          สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ หรือ พก. ทำหน้าที่ในฐานะหน่วยงานระดับกรมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่ในทางปฏิบัติ แต่เป็นการช่วยในด้านการคิดยุทธศาสตร์สนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตใจ รวมทั้งสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการทุกประเภท  ซึ่ง พก. มีกองทุนเรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” กองทุนนี้จะก่อเกิดประโยชน์มหาศาลสำหรับคนพิการ

          รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนกองทุนฯ ประมาณปีละ 50 ล้านบาท ก็คงจะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานตรงนี้ บางปีก็ไม่ได้ บางปีก็ได้ 60 ล้านบ้าง 30 ล้านบ้าง  สำหรับในปี 2554 รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 50 ล้านบาท  รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและยังเห็นความสำคัญ หน่วยงานราชการก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง มีการออกสลากที่เรียกว่า สลากพิเศษ ที่จะมาสนับสนุนกองทุนนี้ ได้มาแล้ว 880 ล้านบาท ได้นำมาช่วยสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับคนพิการทุกประเภท สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ไปทำงานปีละ 8 ล้านบาท สมาคมฯ ต้องไปคิดโครงการแผนงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนา การคุ้มครองสิทธิต่างๆ หรือให้ผู้พิการทางจิตได้รับสิทธิ สวัสดิการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางจิตไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

          สำหรับในต่างจังหวัดก็สามารถทำโครงการเสนอจังหวัด ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ทุกจังหวัด ซึ่งสมาคมหรือองค์กร มีฐานปฏิบัติการ อยู่ตามจังหวัดนั้นๆ โดยในแต่ละจังหวัดก็มีคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นเลขานุการ พิจารณากลั่นกรองโครงการ หากอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ก็ส่งมาที่ พก. อย่างเช่น สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต ก็สามารถเสนอโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปค่อนข้างมาก  มีหลายโครงการก็นำไปดูแลคนพิการทางจิตในชุมชนที่เขาอยู่ อย่างเช่น ที่วัดบางระหงส์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี แต่เขายังบอกว่า ไม่เฉพาะจังหวัดนนทบุรี ยังดำเนินโครงการที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งผมก็ได้ไปเห็นมาถ้ามีอย่างนี้มากๆ ก็จะดีมาก 

          ผมเคยเข้าไปเยี่ยมโครงการซึ่งถ้าไม่มีคนบอกว่าเป็นคนที่มีความบกพร่องทางจิต ก็จะไม่รู้ เขาก็เหมือนคนปกติทั่วไป ชุมชนไม่กลัว จ้างเขาไปทำงาน เช้าๆ เขาก็เดินตามพระไปบิณฑบาต เป็นลูกศิษย์วัด กิจกรรมลักษณะนี้สำคัญสำหรับคนเหล่านี้มาก ช่วยให้เขารู้สึกว่าเขามีความสำคัญในสังคม เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มีใครรังเกียจเขา ให้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ปลูกเห็ดในฟาร์มเพาะเห็ด ใช้ชีวิตที่มีเพื่อนที่เขาพูดคุยได้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่แรกเริ่มหลายๆ คนไม่ได้อยู่ในชุมชนนั้น ก็มีบ้างที่เป็นคนในชุมชนนั้น ส่วนมาก มาจากต่างจังหวัด เขาก็จะเอาเป็นที่สุดท้าย ไม่อยากกลับไปบ้านของเขา เพราะเขาอยู่ที่นี่เขามีความสุขมากกว่า บางทีกลับไปแล้วครอบครัวไม่ยอมรับ นี่ก็เป็นความท้าทายของเราว่า ทำอย่างไรให้ครอบครัวยอมรับให้ได้ อยู่ที่ไหนก็ไม่สู้อยู่กับครอบครัวจริงๆ จะทำอย่างไรให้ครอบครัวยอมรับให้ได้

          กระทรวง พม. มีงบประมาณที่จะให้หน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางด้านจิตเวช นำไปใช้ทำกิจกรรมโดยผ่านทางสมาคม มูลนิธิ องค์กร เครือข่ายต่างๆ โดยสามารถทำโครงการมาขอรับการสนับสนุนจากกองทุนนี้ได้ 

          เดี๋ยวนี้งานของกระทรวง พม. ขยายออกไปกว้างมาก มีศูนย์พัฒนามากมาย เช่น ศูนย์พัฒนาชุมชน ศูนย์เกี่ยวกับคนพิการก็มีการพัฒนาศักยภาพคนพิการโดยชุมชนหรือการฟื้นฟูศักยภาพคนพิการ เรียกย่อๆ ว่า CBR. มีหลากหลาย เพียงแต่ชุมชนไม่ทราบว่ามี ไม่ทราบว่าจะไปรับบริการที่ไหนอย่างไร มีการประชาสัมพันธ์ออกไปแต่ก็ยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะคนพิการหรือคนด้อยโอกาสในระดับรากหญ้าควรรู้ถึงสิทธิของเขา รู้สิทธิแล้วให้รู้ถึงการ เข้าถึงสิทธิและจะไปรับสิทธิได้

          เบี้ยความพิการและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น รัฐบาลได้กระจายให้ทั่วถึงทั้งประเทศโดยเสมอกันแล้ว แต่ในกรณีที่ผู้ไปรับสิทธิแล้วถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทางด้านกฎหมาย จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ามีการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะคนพิการที่ถูกรังแกทางด้านกฎหมาย ทางเราจะให้ความช่วยเหลือในด้านการขจัดการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับคนพิการ เชิญไปที่กระทรวง พม. แล้วจะมีการจัดการให้ ค่าทนายความก็จะออกให้ทั้งหมด

 

ในปัจจุบันผู้ป่วยจิตเวชนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ จากภาครัฐเมื่อเทียบกับผู้พิการประเภทอื่น จะมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?

รองเลขาธิการฯ : รัฐบาลได้มีการจัดสวัสดิการและให้ความช่วยเหลือคนพิการทุกประเภทความพิการอย่างเท่าเทียมกัน แต่อาจจะไม่ค่อยรู้กัน จึงต้องอาศัยองค์กรเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ความเข้าใจ เพราะทางกระทรวง พม. มีกองทุนสนับสนุนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาคม มูลนิธิ ชมรม ที่เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้บกพร่องทางจิตจะต้องลงไปดูว่า พวกเขาได้รับความช่วยเหลือทั่วถึงหรือไม่ พวกเขารับทราบหรือยังว่าจะได้รับสิทธิอันพึงมีพึงได้อย่างไรบ้าง ไปสำรวจมาและรวบรวมมาที่ พก. ก็จะมีกรรมการ หรืออนุกรรมการคอยให้ความช่วยเหลือถ้ายังไม่มีสวัสดิการก็จัดหาสวัสดิการที่ควรได้รับไว้ให้พวกเขา  หรือยังมีจุดใดบ้างที่ยังทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธินั้นๆ 

          กระทรวง พม. มีคณะกรรมการใหญ่ คือคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธาน และมีหัวหน้าส่วนต่างๆ ระดับกระทรวงอธิบดี ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อนำปัญหานั้นเข้าสู่การพิจารณาให้เป็นกฎหมาย เมื่อมีมติเพื่อช่วยเหลือคนพิการออกมาแล้วต้องให้นายกฯเซ็นต์อนุมัติ เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างทันท่วงที ระยะเวลาที่ พก. ตั้งมา 4 ปี ได้มีการออกกฎหมายมากกว่า 50 ฉบับ ซึ่งกว่าจะผ่านกฎหมายแต่ละฉบับไม่ใช่เรื่องง่ายจะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

          สำหรับปัญหาของผู้ป่วยทางจิตหรือผู้บกพร่องทางจิตที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ ก็อยากให้ทางสมาคมฯ ช่วย หากพบว่าผู้ป่วยยังไม่มีบัตรประจำตัวผู้พิการ ต้องให้รีบไปทำบัตรผู้พิการ เพื่อที่จะไปขอรับสิทธิเบื้องต้นก่อนคือเบี้ยความพิการ เดือนละ 500 บาท ตลอดชีพ ซึ่งพอที่จะช่วยเหลือในการยังชีพได้บ้าง ตามที่ทางรัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนและยังได้มีการผลักดัน ให้ได้รับเดือนละ 1,000 บาท ต้องรอการอนุมัติจากนายกฯ เสียก่อน จึงจะปรับจากเดือนละ 500 บาท เป็น 1,000 บาท ในการจดทะเบียนคนพิการมีมากถึง 1.1 ล้านคน และรับเบี้ยความพิการประมาณ 1 ล้านคน การจดทะเบียนนั้นเพื่อให้ทราบถึงจำนวนของคนพิการว่ามีมากน้อยเพียงใด จะได้มีข้อมูลในการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและช่วยเหลือคนพิการให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

 

ท่านมีข้อเสนอแนะอะไรเพื่อพัฒนาองค์กรเครือข่ายผู้ป่วยจิตเวช?

รองเลขาธิการฯ : ผมอยากจะฝากไปถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐเองหรือภาคเอกชนหรือประชาชนทั่วไป อยากให้เห็นความสำคัญของคนพิการ เพราะคนพิการก็คือส่วนหนี่งของสังคมที่มีความสำคัญ แทนที่จะคิดว่าพวกเขาเป็นภาระของสังคม หากพวกเขาได้รับการพัฒนาการช่วยเหลือ พวกเขาจะมาเป็นพลังให้กับสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ที่พวกเขาจะช่วยได้ จึงอยากให้ทุกคนมองคนพิการว่าเป็นคุณค่า ในขณะนี้ก็มีการรณรงค์ให้มีการจ้างงานคนพิการ ในอัตราร้อยละ 1 ในภาคเอกชน และภาครัฐเองก็ต้องจ้างด้วย โดยจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพให้คนพิการสามารถทำงานได้ ไม่ต้องเป็นภาระของสังคม ให้มองคนพิการเหมือนคนทั่วไป ควรได้รับสิทธิอันพึงมีและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับผู้อื่น

 

          ผู้อยู่กับโรคจิตเวชทุกคนก็ขอฝากความหวังกับกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย หวังว่ากองทุนนี้จะก่อเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยจิตเวชทุกๆ คน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: