“วิวัฒน์” วงการจิตเวชไทย | สมาคมสายใยครอบครัว

“วิวัฒน์” วงการจิตเวชไทย

-A +A

“วิวัฒน์” วงการจิตเวช
ไทยในมุมมองของนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย


          ทีมงานคอลัมน์ “ห้องรับแขก” ได้รับเกียรติจากนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ให้เข้าสัมภาษณ์ท่าน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ดิฉันและทีมงานเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการของวงการจิตเวชไทย อีกทั้งแนวความคิดและข้อมูลต่างๆ เช่น การบูรณาการพุทธศาสนากับงานจิตเวช และความรู้ด้านจิตเวชในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

ท่านต้องการให้เกิดการวิวัฒน์อะไรขึ้นในวงการจิตเวชไทย?

นพ.ยงยุทธ : การดูแลผู้ป่วยจิตเวชในยุคแรกพูดง่ายๆ คือเป็นภาพของคนเสียจริต อันนี้เมืองไทยก็มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะของการที่ดูแลด้วยความเมตตามากขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ยุคที่มีการบำบัดรักษา คือเราเข้าใจเรื่องโรคการเจ็บป่วยทางจิตเวชชัดเจนขึ้น ว่ามันมีสาเหตุจากอะไรแล้วการรักษาจะรักษาได้อย่างไร  เพราะฉะนั้นในช่วงระยะประมาณ 20-30 ปีมานี้ ก็จะ เน้นเรื่องการบำบัดรักษา โรงพยาบาลเป็นสถานที่บำบัดรักษา ไม่ใช่เป็นที่พักของผู้ป่วยจิตเวช สมัยก่อนยังไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร การรักษาทำได้อย่างไร โรงพยาบาลจึงเป็นแค่ที่พัก พูดง่ายๆ คือไม่ให้ผู้ป่วยไปเป็นภาระของครอบครัวและสังคม เริ่มมียาใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการทางจิตดีขึ้น สามารถที่จะลดอาการอย่างเช่นในผู้ป่วยจิตเภท คือ อาการถดถอย อาการหลงผิด ก็สามารถรักษาได้เป็นอย่างดี

          พอประมาณสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็เข้าสู่ยุคที่ในเมืองไทยเรียกว่า เป็นกระแสของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเน้นว่าโรงพยาบาลไม่ใช่แค่รักษาเท่านั้น ต้องรักษาอย่างมีคุณภาพด้วย เพราะสมัยก่อนคำว่ารักษาก็คืออยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก แต่ว่าพอเน้นคุณภาพของการบำบัดรักษา ก็เน้นการตอบสนองต่อผู้ป่วยและญาติมากขึ้น จึงมีการปรับปรุงโรงพยาบาลจิตเวชอย่างมากเลยในช่วง 10 กว่าปีนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ปรับปรุงตั้งแต่สถานที่สำหรับทั้งผู้ป่วยนอกผู้ป่วยในให้ดูเป็นมิตรกับญาติมากขึ้น มีการรักษาโดยที่ควบคุมคุณภาพมากขึ้น เช่น ผู้ป่วยไม่ควรจะกลับมารักษาซ้ำภายใน 90 วัน เพราะเป็นตัวชี้ว่าถ้าเราดูแลผู้ป่วยวางแผนการดูแลผู้ป่วยไม่ดี ผู้ป่วยกลับไปไม่นานก็จะกลับมาใหม่ ปัจจุบันมีการควบคุมดูแลคุณภาพเรื่องนี้ค่อนข้างดี มีองค์กรแพทย์ที่ช่วยกันดูแลให้แพทย์สามารถรับผิดชอบการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม มีระบบที่รับฟังข้อร้องเรียนจากญาติผู้ป่วยหรือตัวผู้ป่วยเอง

          และล่าสุดประมาณสัก 5 ปีที่ผ่านมา ก็เกิดแนวคิดใหม่ในเรื่องพัฒนาการดูแลผู้ป่วยคือ การดูแลที่ดีที่สุด ต้องเน้นความสำคัญของบทบาทผู้ป่วยและญาติ เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเจ็บป่วย เขาย่อมจะรู้ว่าอะไรที่ดีไม่ดีสำหรับเขา เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดกระแสของการเคลื่อนไหวให้มีการจัดตั้งองค์กรของผู้ป่วยและญาติ เพื่อที่จะให้องค์กรเหล่านี้เป็นผู้แทนในการที่จะ บอกความต้องการของผู้ป่วยและญาติ แต่ที่จริงไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะองค์กรผู้ป่วยและญาติจะทำหน้าที่ ด้านหนึ่งคือเป็นตัวแทนบอกความต้องการ อีกด้านหนึ่งก็ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือกันเอง เพราะว่าบางทีเวลาเจ็บป่วยใหม่ๆ ทั้งฟากผู้ป่วยและญาติ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นก็อาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะหาทางออกอย่างไร จะดูแลตัวเองหรือจะดูแลญาติที่ป่วยอย่างไร เพราะฉะนั้นองค์กรผู้ป่วยและญาติจะช่วยในการให้คำแนะนำให้คำปรึกษา เพราะว่าผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยตนเองและเข้าถึงได้ง่ายกว่าแพทย์หรือพยาบาล  เพราะว่าความรู้สึกก็ยังเป็นประชาชนด้วยกัน อันนี้เป็นภาพกว้างๆ ของพัฒนาการของการดูแลผู้ป่วยจิตเวช

 

ภาคประชาชนควรมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นอย่างไร?

นพ.ยงยุทธ : ระยะสุดท้ายของการพัฒนาคือ 5 ปีหลัง มีการให้บทบาทขององค์กรผู้ป่วยและญาติ มีการจัดตั้งองค์กรผู้ป่วยและญาติขึ้น ระยะแรกก็จะเน้นเรื่องการรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันเอง ซึ่งอันนี้ผมว่ามีความสำคัญ เพราะว่าการเจ็บป่วยทางจิตใจที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์สองขั้วที่เรียกว่าไบโพลาร์ก็ตาม หรือโรคซึมเศร้า พวกนี้จะเป็นภาวะที่ป่วยเรื้อรังบางคนก็มีแนวโน้มจะเป็นระยะยาวเป็นสิบๆ ปี เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจว่าอาการเจ็บป่วยนี้เป็นอย่างไร  แล้วจะปรับตัวอย่างไร เป็นเรื่องของการได้แบ่งปันประสบการณ์กัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ครอบครัวบางครอบครัวอาจไม่เข้าใจว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์ เขาไม่ได้ป่วยตลอดเวลา จะมีระยะที่อารมณ์ขึ้น อารมณ์ลง เพราะฉะนั้นจะวางตัวอย่างไร   หรือว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเภทเขาไม่ยอมกินยา จะช่วยให้เขากินยาได้อย่างไร ประสบการณ์แบบนี้ญาติด้วยกันจะสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือกันได้ บางทีอาจให้คำแนะนำที่ปฏิบัติได้ดีกว่าทางฝ่ายแพทย์และพยาบาลด้วยซ้ำ เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของเขา อันนี้เป็นบทบาท

          บทบาทที่ 1 คือช่วยเหลือกันเอง   บทบาทที่ 2 คือช่วยเหลือผู้ป่วยใหม่ๆ และญาติ เพราะว่าการเจ็บป่วยทางจิตเวชไม่ได้แสดงออกทันที กว่าคนไข้โรคจิตเภทเขาจะมีอาการชัดเจน เขาจะเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มสงสัย หวาดระแวง หรือผู้ป่วยซึมเศร้าเขาก็จะมีอาการซึมเศร้า แต่ว่าอาการซึมเศร้านี้สำหรับญาติอาจจะคิดว่าเธอคิดมากไปเอง หรือว่าทำไมเธอขี้เกียจ ไม่กระตือรือร้นที่จะไปทำงาน คนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าอาการทางจิตเวชนี้เป็นอาการเจ็บป่วยแต่เข้าใจว่าเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบ  หรือเข้าใจไปว่าเขาคิดมากไปเองหรือปรับตัวไม่ดี ทั้งที่จริงมันไม่ใช่เรื่องเหล่านั้น มันเป็นเรื่องการป่วยจริงๆ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นทั้งตัวผู้ป่วยและญาติก็จะลังเลใจที่จะไปหาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะเข้าใจว่าไม่ได้ป่วย การที่องค์กรผู้ป่วยและญาติทำหน้าที่ในการให้ความรู้กับผู้ป่วยใหม่ๆ ก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยใหม่ๆ ทั้งหลายสามารถที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้ รักษาเฉพาะในกรณีที่คนเหล่านี้เขายังไม่ไปหาแพทย์ เพราะเขายังไม่คิดว่าป่วย ถ้าเกิดว่าเรามีโทรศัพท์ เรามี Social Network , e-mail หรือ website ที่เข้าถึงได้ง่ายและเขารู้สึกว่าเข้าถึงในคนที่ยังไม่ต้องถึงขนาดที่จะต้องเป็นจิตแพทย์ อันนี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยใหม่ๆ และญาติผู้ป่วยใหม่ๆ ได้เข้าใจและเข้าสู่กระบวนการของการดูแลบำบัดรักษาได้ดีขึ้น  ส่วนบทบาทประการที่ 3 ซึ่งผมคิดว่าต้องมากขึ้นเรื่อยๆ นะ ตอนนี้ยังน้อยอยู่ก็คือ การมีบทบาทในเชิงการขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ หรือนโยบายที่ดีๆ เพื่อปกป้องสิทธิหรือว่าช่วยยกระดับคุณภาพของการบำบัดรักษาผู้ป่วย เช่น กรณีที่เรามีประสบการณ์ที่ดีมาครั้งหนึ่ง คือตอนที่เราพยายามจะเรียกร้องให้มีการใช้ยาที่มีคุณภาพและมีฤทธิ์ข้างเคียงน้อยจากมียาที่หมดลิขสิทธิ์ไปแล้ว ยาพวกนี้ตอนที่มีลิขสิทธิ์จะแพงมากเลย เช่น เม็ดละ 60 - 80 บาท ซึ่งจะไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพหรือประกันสังคม ทีนี้พอยาพวกนี้หมดลิขสิทธิ์ก็จะสามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมหรือประกันสุขภาพได้ เพียงแต่ว่าต้องมีคนริเริ่มให้เข้ามาอยู่ในบัญชีของยาที่สามารถจ่ายได้ ถ้าทางกลุ่มญาติและผู้ป่วยเคลื่อนไหว จะสามารถทำให้กระบวนการพวกนี้เร็วขึ้น ทำให้ยาใหม่ๆ ที่หมดลิขสิทธิ์ของภาคบริษัทยาแล้วได้กลายเป็นยาในชื่อบัญชีสามัญ แล้วก็สามารถจ่ายให้กับผู้ป่วยได้ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้  ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการขับเคลื่อนขององค์กรผู้ป่วยและญาติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปกป้องสิทธิ์และการที่เข้ามาเคลื่อนไหวในเรื่องคุณภาพของการบำบัดรักษา ก็จะเป็นบทบาทที่สำคัญอีกอันหนึ่ง

 

ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมการพัฒนาการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะสามารถนำความรู้ด้านจิตเวชเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาได้หรือไม่ อย่างไร?

นพ.ยงยุทธ : อันนี้ก็ยังยากอยู่นะ  เพราะว่าหัวใจจริงๆ ของการประกันคุณภาพการศึกษา เน้นเรื่องของการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา โดยที่โรงเรียนจะมีแนวทางกว้างๆ ที่เราเรียกว่า มาตรฐานการศึกษา และก็พยายามที่จะพัฒนาโรงเรียนให้ได้ตามมาตรฐานนั้น แล้วผู้ประเมินภายนอกก็มายืนยัน หลักการเป็นแบบนี้ครับ ทีนี้ในแง่ของสุขภาพจิตก็มีมาตรฐานกำหนดอยู่ชุดหนึ่ง เช่น มีมาตรฐานว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพจะต้องส่งผลลัพธ์ออกมาให้นักเรียนได้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี การที่สุขภาพจิตดีก็เป็นบรรทัดฐานที่ดีที่จะช่วยให้คนเราปรับตัวได้ดี ไม่ต้องมาเจ็บป่วยทางจิตภายหลัง หรือถ้าเกิดเขามีความเจ็บป่วยทางจิตที่เห็นได้ตั้งแต่วัยนักเรียน โรงเรียนก็ควรจะรู้ และช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ พวกนี้จะมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียนจะต้องมีการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ดี เพราะฉะนั้นถามว่าพวกนี้จะช่วยได้ไหม ก็ช่วยได้นะ คือด้านหนึ่งก็เป็นผลลัพธ์ที่ทำให้โรงเรียนต้องคิดทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะส่งผลให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี และอีกด้านหนึ่งก็คือ ทำให้มีกระบวนการในโรงเรียนที่เข้มแข็งขึ้น เช่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่จะต้องดูว่าเด็กของเราเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตไหมตั้งแต่เนิ่นๆ และโรงเรียนก็พยายามช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น อาจจะเข้าไปเยี่ยมบ้านคุยกับพ่อแม่ให้ดูแลเด็กได้ดีขึ้น หรือว่าอาจจะช่วยให้เด็กปรับตัวได้ดีขึ้น เช่น หากิจกรรมที่จะทำให้เด็ก รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามีความภูมิใจในตัวเอง พวกนี้เป็นกระบวนการที่โรงเรียนเอาเข้ามาช่วยทั้งด้านของการ  ส่งเสริมการปรับตัวของเด็ก และในด้านของการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาในเรื่องการปรับตัว เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าความรู้ในฐานะที่เป็นจิตแพทย์นั้นช่วยได้อย่างไร คงช่วยได้ในแง่ที่ว่า เน้นความสำคัญของทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพจิต ถ้าโรงเรียนของเราสามารถที่จะทำให้กระบวนการและผลลัพธ์นี้ออกมาดีได้ ก็เป็นการช่วยทางอ้อม ในการลดปัญหาด้านสุขภาพจิตของประชากรในภาพรวม

 

กระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิตจะต้องให้การอบรมครูในโรงเรียนด้วยหรือไม่ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ?

นพ.ยงยุทธ : โรงเรียนถ้าเขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต ก็มีกระบวนการในการที่จะพัฒนาโรงเรียนและพัฒนาครูอยู่แล้ว เช่น ขณะที่ทางกรมสุขภาพจิตทำกับกระทรวงศึกษาฯ เราก็มีการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งก็มีโปรแกรมฝึกอบรมที่จะทำให้ครูในโรงเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อเด็กที่มีปัญหา คือไม่ได้มองแต่พฤติกรรมภายนอกที่เป็นปัญหา เช่น เด็กอาจจะมาหลับในห้องเรียน หรือเด็กอาจจะไม่สนใจเรียน หรือสมาธิไม่ดีอะไรแบบนี้ ปกติถ้าเรามองเห็นแต่พฤติกรรมข้างนอก เราจะรู้สึกด้านลบกับเด็ก แต่ว่าถ้าเรามองลึกเข้าไปข้างในว่า เด็กแต่ละคนกว่าจะมีปัญหาพฤติกรรมเขาคงต้องมีความเป็นมาอีกหลายอย่าง ความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ครูจัดการกับปัญหาของเด็กได้ดีขึ้น  พวกนี้เป็นเรื่องทัศนคติ แล้วในโปรแกรมอบรมยังมีเครื่องมือต่างๆ ที่จะทำให้ครูเข้าใจปัญหาของเด็กมากขึ้น เช่น เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กมีปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม และนำไปสู่การช่วยเหลือเบื้องต้นได้ เพราะฉะนั้นโปรแกรมเหล่านี้เป็นโปรแกรมที่ทางโรงเรียนสามารถที่จะเลือกเอาไปใช้ เพื่อที่จะช่วยกันดูแลเด็กให้มีคุณภาพดีขึ้น มีโปรแกรมที่ทางฟากองค์กรอื่นๆ ทำ เช่น โปรแกรมที่มุ่งเน้นทางด้านบวก เช่น การจัดชั้นเรียนที่ดี ครูก็ต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน คือ ครูต้องควบคุมอารมณ์ ควบคุมความเครียดตัวเองได้ ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความมั่นคงทางด้านจิตใจมากขึ้น แล้วก็นำไปสู่การจัดชั้นเรียนได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นโปรแกรมพวกนี้ถ้าถามว่า เข้าไปเสริมคุณภาพนักเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานของการประกันคุณภาพหรือไม่ ก็ช่วยได้มาก แต่จริงๆ แล้วปัญหาโรงเรียนก็คล้ายๆ กับปัญหาเรื่องผู้ป่วยนะ คือในที่สุดแล้วตัวที่ต้องเข้มแข็งคือ องค์กรของฝ่ายพ่อแม่ หรือถ้าเด็กโตหน่อย เช่น เด็กมัธยมก็องค์กรของเด็กเอง เช่น กรรมการนักเรียนหรือสภานักเรียน เพราะเขาเป็นผู้รับผลโดยตรง เขาจะรู้ว่าอะไรคือคุณภาพที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นในประเทศที่การศึกษาประสบความสำเร็จดีๆ ก็ต้องไปส่งเสริมบทบาทของพ่อแม่และบทบาทของนักเรียน สำหรับนักเรียนก็อาจจะเน้นบทบาทพ่อแม่ในการที่จะเข้ามาดูแลและเป็นปากเป็นเสียงในเรื่องประกันคุณภาพ ก็แบบเดียวกันกับเรื่องของผู้ป่วยและญาติจิตเวชใช่ไหม คือคนที่รู้ดีที่สุดคือคนที่เขาได้รับผลโดยตรง

 

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ในการบูรณาการพุทธศาสนากับงานจิตเวชเข้าด้วยกัน?

นพ.ยงยุทธ : จริงๆ แล้วตัวของพุทธธรรมหรือคำสอนและวิธีปฏิบัติเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นตัวศาสนา คือ พุทธธรรมจะเน้นเรื่อง หลักที่ทุกคนรู้จักกันดี คือ อริยะสัจ 4 ก็คือ ความทุกข์มาจากความคิด แล้วเราสามารถจะพัฒนาความคิดของเรา จนกระทั่งสามารถที่จะปล่อยวางจากความทุกข์ทั้งปวงได้ โดยสิ่งที่เราเรียกว่ามรรค 8 ก็เริ่มต้นจากมีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วก็มีความประพฤติที่เหมาะสม ไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเองและคนอื่น และก็จะจบลงด้วยสุดท้าย คือการพัฒนาจิต การพัฒนาจิตจะเน้นเรื่องพัฒนาให้จิตมีความสงบ ด้วยเรื่องของสมาธิ แล้วก็พัฒนาจิตให้มีสติรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งในกายและจิตของเราและถ้าเรา  มีสมาธิและสติดี ก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาปัญญา คือความสามารถที่จะปล่อยวางได้ ตัวแนวคิดและวิธีการพวกนี้เอามาใช้ในทางด้านจิตเวชได้มาก เช่น ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องวิตกกังวล หรือซึมเศร้าก็สามารถใช้เรื่องของสมาธิและสติเข้าไปช่วยทำให้จิตเขาสงบไปได้ปล่อยวางได้มากขึ้น กรณีของผู้ป่วยแม้กระทั่งผู้ป่วยที่เป็นมากๆ เช่นผู้ป่วยจิตเภทหรือโรคอารมณ์สองขั้ว ในช่วงที่เขาอาการดีๆ ก็สามารถเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการฝึกสติ พอเราอยู่กับปัจจุบันทั้งการทำงานก็คือทางกาย ทั้งทางด้านจิตใจคืออารมณ์ของเรา ก็จะช่วยทำให้เรามีความสามารถในการอยู่กับปัญหาต่างๆ ได้ โดยไม่ค่อยมีความเครียด ไม่ค่อยมีอารมณ์ที่รุนแรง อารมณ์ที่มั่นคงแบบนี้จะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคที่รุนแรงได้ดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องฝึกโดยกระบวนการและความเข้าใจที่ดีด้วย

          การพัฒนาจิตมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ เวลาฝึกอย่างเข้มข้น จะมีการเข้าไปนั่งนานๆ เป็นชั่วโมง เป็นหลายๆ วัน ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้ถ้าเราไม่เข้าใจ  การดูแลไม่ดีอาจจะไปกระตุ้นอาการป่วยทางจิตขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นในผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอาการทางจิตที่รุนแรง เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า การใช้กระบวนการพัฒนาจิตแบบแนวพุทธที่มีการพัฒนาโปรแกรมอย่างดีก็จะช่วย ในกรณีผู้ป่วยที่รุนแรง เช่น โรคจิตเภทหรือไบโพลาร์ อาจจะช่วยได้บางส่วนเท่านั้น ในช่วงที่เขาได้รับการบำบัดรักษาแล้วจนกระทั่งอาการดีแล้ว การฝึกพัฒนาจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสติจะช่วยได้ในการที่จะป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ กรณีที่ 3 ก็คือ ในญาติ เราพบว่าชีวิตครอบครัวจะมีผลอย่างมากต่ออาการทางจิตของผู้ป่วย ถ้าญาติมีอารมณ์ที่มั่นคง สามารถเข้าใจผู้ป่วย ก็จะช่วยได้มาก แต่ญาติเองก็มีความเครียด ไม่ใช่จะเครียดจากตัวผู้ป่วยอย่างเดียว ความเครียดอย่างอื่นด้วย พอมาเจอกับอาการป่วยทางจิต ก็อาจทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติต่อผู้ป่วยได้อย่างดี เพราะฉะนั้นการที่ญาติได้มีการพัฒนาจิตให้มีความมั่นคงมากขึ้น สิ่งนี้ก็ช่วยได้

          อันนี้ก็คือ 3 กรณีหลักๆ ที่เรื่องของการพัฒนาจิตในแนวพุทธ หรือที่เราเรียกว่า พุทธธรรม จะช่วยได้ ที่จริงแม้กระทั่งศาสนาอื่นๆ เช่น คริสต์หรืออิสลาม ก็มีจิตแพทย์ที่สนใจในแนวนี้ ก็นำหลักธรรมทางศาสนาเหล่านี้ มาช่วยในการดูแลผู้ป่วยได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่ารายละเอียดกระบวนการก็จะแตกต่างกันในแต่ละศาสนา

 

บางคนคิดว่าถ้าใช้หลักธรรมแล้วพาผู้ป่วยไปบวชนั้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร?

นพ.ยงยุทธ : ถ้าเขาได้รับการบำบัดรักษาอยู่ และการฝึกจิตนั้นอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น เน้นเรื่องความสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราก็มีวัดที่หลวงพ่อยอมรับผู้ป่วยจิตเวชที่รับการบำบัดรักษาจนอาการดีแล้วไปบวช คนเหล่านี้พอเป็นพระ เขาก็ 1) ใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช้าก็ไปบิณฑบาตร ทำวัตร สวดมนต์ ทำงานในวัด ก็ช่วยให้เขามีชีวิตที่ปกติได้  2) การฝึกง่ายๆ เช่น การฝึกสติ ก็ช่วยทำให้เขามีอารมณ์ที่มั่นคงได้ ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหา   ที่เป็นปัญหาจะมี 2 แบบ แบบ 1 ก็คือ ป่วยแล้วไปบวชโดยไม่ได้รับการรักษาอันนี้แย่แน่ เพราะว่าในขณะที่กำลังป่วยคงไม่สามารถช่วยได้ โดยอาศัยแต่การบวชอย่างเดียว กับแบบที่ 2 คือ พออาการดีขึ้นแล้วก็ไปบวช โดยที่แยกออกจากการบำบัดรักษาเลย เช่น หยุดยา แบบนี้ก็จะทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด ก็คือเป็นการร่วมกัน อย่างกรณีวัดก็มีบางวัดที่เขาสามารถที่จะร่วมมือกับโรงพยาบาลจิตเวชในการดูแลผู้ป่วย โดยคู่ขนานกันไป แบบนี้ปรากฏว่าเป็นผลดี

 

ท่านช่วยฝากทิ้งท้ายเกี่ยวกับวงการจิตเวชจะพัฒนาไปได้อย่างไร?

นพ.ยงยุทธ : ประเทศไทยเราก็พัฒนามาถึงขั้นตอนที่สำคัญมาก ถือว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของทั่วโลกที่เขามีเชิงประจักษ์ว่า ถ้าเมื่อไหร่เราสามารถจะทำให้สังคมนั้นยอมรับองค์กรของผู้ป่วยและญาติ ให้เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในการดูแลนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย อันนี้จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด บ้านเราก็ได้ก้าวมาอยู่ในขั้นตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าหัวใจสำคัญก็คือว่ากลุ่มผู้ป่วยและญาติที่มีศักยภาพ ต้องใช้ความเข้มแข็งในการรวมตัวกัน พยายามที่จะทำบทบาทให้สังคมมีความเข้าใจมากขึ้น อย่างบทบาททั้ง 3 อย่าง ทั้งการช่วยเหลือกันเอง และการช่วยให้ญาติและผู้ป่วยใหม่ๆ เข้าใจ และการเข้าไปมีบทบาทในเชิงนโยบายหรือกฎหมายกับสังคม อันนี้ก็คงเป็นส่วนที่อยากให้ความสำคัญกับทางองค์กรผู้ป่วยและญาติว่าลองก้าวเข้ามามีบทบาทเหล่านี้ให้มากขึ้น  ก็จะทำให้เรื่องของการเจ็บป่วยทางจิต ซึ่งเขาบอกว่าในช่วงชีวิตของคนเราจะต้องมีคน 25% ที่จะต้องเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ และเมื่อเราคิดว่าคนแต่ละคนก็ต้องมีญาติพี่น้องในครอบครัวอีกอย่างน้อย 2-3 คน ก็เรียกว่าช่วงชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยทางจิตไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่ด้วยตัวเองเป็นก็ด้วยคนใกล้ชิดเป็น เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้เรื่องใกล้ตัวเหล่านี้ ซึ่งเราอาจจะปฏิเสธ ละเลยหรือมองข้ามไป ให้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้ ก็จะช่วยทำให้เรื่องอาการเจ็บป่วยทางจิต ซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องที่ถูกดูถูก เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ กลายมาเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะเข้าใจและยอมรับได้มากขึ้น

 

          สิ่งต่างๆ ที่ท่านได้กล่าวมาทั้งหมด น่าจะทำให้ผู้อยู่กับโรคจิตเวชสบายใจขึ้น กับการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโรคจิตเวชจะได้มีการตอบสนองต่อความจำเป็นที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของผู้อยู่กับ โรคจิตเวชภายใต้การวิวัฒน์ของวงการจิตเวชไทย

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: