การหายป่วยต้องทำอย่างไร?

-A +A

           ดิฉันอายุ 47 ปี ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ด้วยสาเหตุแรงกดดันภายในครอบครัว ดิฉันคิดว่าความรักที่พ่อแม่มีให้ลูกไม่เท่ากัน และมักถูกเปรียบเทียบและตอกย้ำ จนเชื่อไปตามนั้นว่า ตนเองไม่มีความสามารถอะไร เป็นคนไม่ดี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 พอไม่ได้เรียนก็อยู่แต่ในบ้าน ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วย เริ่มมีเสียงด่าทอจากพี่ชาย “ทำไมถึงเกาะพ่อแม่อยู่ได้ ไม่ออกไปหาการหางานทำ” ดิฉันก็นำคำพูดของพี่ชายมาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันฝังแน่นเข้าไปในจิตใต้สำนึก

           ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อตอนที่ดิฉันอายุได้ประมาณ 17 ปี จำได้ว่าพ่อกับแม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมแห่งหนึ่ง จะมีการออกสังคมบ่อยมาก ไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว โดยเฉพาะกับดิฉันซึ่งเข้ากับพี่น้องไม่ได้เลย ว้าเหว่มาก มักอยู่กับตัวเอง ไม่มีใครคอยสอนหรือชี้แนะการใช้ชีวิต อยู่มาวันหนึ่งมีเพื่อนเมื่อสมัยวัยเด็กเรียนมาด้วยกัน มาชักชวนให้ไปช่วยขายของที่ร้าน เขาเปิดร้านขายของโบราณ เช่น รูปปั้นจีน ทำได้ไม่นานนักดิฉันก็เกิดมีปากมีเสียงทะเลาะกันจนดิฉันออกจากงาน

           ต่อมาแม่ดิฉันได้ให้ดิฉันไปช่วยงานร้านเพื่อนของแม่ ทำได้ไม่นานนักดิฉันก็มีปากเสียงกับเพื่อนของแม่ ทำให้ดิฉันออกจากงานเป็นครั้งที่ 2 ดิฉันก็กลับมาในสภาพเดิมคือว่างงานอยู่กับบ้าน มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับทุกคนในบ้าน และทุกครั้งที่ทะเลาะ ดิฉันมักจะใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ เหวี่ยงข้าวของที่อยู่ใกล้มือ พูดจาเสียงดังไม่อายใคร พอจะอธิบายก็ไม่มีใครฟัง จึงมักใช้วิธีทำร้ายร่างกาย ใช้หัวโขกกับกำแพง ใช้กำปั้นทุบกำแพง ไม่มีใครควบคุมดิฉันได้ แม้กระทั่งดิฉันเองก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ทำจนกลายเป็นความเคยชิน และรู้ว่าใช้วิธีนี้แล้วทุกคนจะเงียบ ดิฉันใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่หลายปี  จนมาเมื่อต้นปี 2553 ลูกพี่ลูกน้องได้มาชวนให้ไปช่วยงานที่บริษัทขายอะไหล่รถยนต์ ดิฉันทำหน้าที่เขียนบิล ทำงานมาได้ครึ่งปี ระหว่างนั้นก็ถูกน้องคนหนึ่งในบริษัทดูถูก เขาต่อว่าดิฉันว่าเรียนมาก็สูงกว่าเขา ทำไมถึงทำงานไม่ได้เรื่องเลย ดิฉันรู้สึกโกรธมากจึงมีปากเสียงกับเขา  ครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงของดิฉัน พ่อของดิฉันพูดว่า “ทำงานที่ไหนไม่เห็นรอดสักแห่ง แย่...แย่มากๆๆๆ มีเรื่องมีราวกับเขาไปทั่ว” พี่น้องก็เข้าไม่ได้สักคน ญาติๆ ก็ไม่เอา พอตกกลางคืนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย หูแว่ว มีเสียงคอยบอกดิฉันว่า “เป็นคนแย่...แย่มากๆๆๆๆ พี่น้องก็เข้ากับเขาไม่ได้สักคน” ดิฉันนอนพลิกไปพลิกมาหลายรอบเป็นอย่างนี้ทุกคืน ทำให้เวลาตื่นนอนตอนเช้าไม่สบายตัว จิตใจขุ่นมัว ไม่อยากสนทนากับใคร หน้าตาเครียดทั้งวันเป็นอย่างนี้อยู่หลายปี และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร คิดเสมอว่าตัวเองไม่ได้ป่วย กลับคิดไปว่า ถ้าคนในครอบครัวสนใจให้ความรักมากกว่านี้คงดี มีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อมาชักชวนให้ไปปรึกษาหมอ ดิฉันปฏิเสธบอกว่าไม่ได้ป่วย ไม่ต้องไปปรึกษาหมอ ใช้ชีวิตอย่างนี้มา 30 ปี

           หลานชายซึ่งเป็นญาติห่างๆ ได้มาหาดิฉัน เราได้สนทนากันจนหลานชายได้เห็นสภาพที่ไม่มีความสุขของดิฉัน ได้บอกเล่าชักชวนให้ดิฉันมาที่ “สมาคมสายใยครอบครัว” ที่นี่มีการอบรมหลักสูตรสายใยครอบครัว ซึ่งอบรมเกี่ยวกับโรคจิตเวช ที่มาของโรค การสื่อสารกับคนรอบข้าง นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดิฉันได้รู้จักสถานที่แห่งนี้เมื่อดิฉันได้ยินตอนแรกก็ตอบไปว่า “อาไม่ได้ป่วยนะ อาไม่ไปหรอก” หลานชายบอกว่า “แค่ไปฟังดูจะได้นำมาปรับใช้ได้นะ ผมอยากเห็นชีวิตอามีความสุข” ดิฉันเลยตอบตกลง

           ในปลายปี 2554 ดิฉันได้เข้ามาที่สมาคมสามใยครอบครัว มาอบรมรุ่นที่ 22 การอบรมให้มุมมองและความเข้าใจใหม่ และรู้ว่าที่เข้าใจในตอนแรกผิดหมด จิตเวชเป็นกรรมพันธุ์ ซึ่งเกิดตั้งแต่ในครรภ์มารดา มียีนส์ที่ทำให้เกิดความบกพร่องของสมอง มีความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของสารสื่อประสาท ที่นี่สอนให้บอกความรู้สึกของตนเองกับผู้อื่น เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การบอกเล่าของฉัน” ซึ่งอันนี้ดีมากนำไปใช้แล้วเกิดผลมาก   การอยู่กับตนเองให้มีความสุขทำอย่างไร การมองเข้าไปภายในจิตใจตนเอง เพื่อให้เห็นว่าจิตใจเราต้องการอะไร คาดหวังอะไร ช่วยให้เราสงบได้ เผชิญกับวิกฤตได้ มีเหตุผล ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีสติ ทำให้อยู่กับโรคนี้อย่างมีความสุข การหายป่วยต้องทำอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤตจะทำอย่างไร ความรู้เหล่านี้ทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนไป มีความสุขมากขึ้น ซึ่งในช่วงชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมี การสนทนากับทุกคนในครอบครัวดีขึ้น ทำให้ดิฉันอยู่กับพี่น้องได้ ทำให้ดิฉันนอนหลับอย่างสนิททุกคืน ไม่มีเสียงรบกวนที่หู ตื่นนอนตอนเช้าจิตใจผ่องใส พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่ง ที่นี่ทำให้ดิฉันค้นพบความสามารถ ความมีน้ำใจ และคุณค่าของตนเอง

           สมาคมสายใยครอบครัวเป็นสถานที่ฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช ดิฉันได้เข้ามาฟื้นฟูที่นี่ ในแต่ละวันจะมีการฟื้นฟูที่แตกต่างกัน มีการออกกำลังกายโดยการรำไท้เก็ก เล่นเปียโน วาดรูป เรียนคอมพิวเตอร์ดิฉันเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนทุกวันศุกร์ เรียนภาษาอังกฤษเพราะมีความสนใจ ดิฉันได้มาฟื้นฟูสักพัก อาการต่างๆ เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ ใบหน้ามีรอยยิ้มมากขึ้น ไม่หงุดหงิด ไม่ทะเลาะ เพราะมีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งในตอนแรกดิฉันยังทำได้ไม่ดีนัก ยังมีทะเลาะ ดิฉันได้รู้จักกับแม่กุ ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่นี่ ท่านได้สอนและเยียวยาดิฉัน จนดิฉันสามารถแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของดิฉันได้ ท่านเป็นผู้ที่ให้ความสว่างกับดิฉัน ท่านมาเปิดประตูที่ขังดิฉันไว้ออก ท่านสอนให้ดิฉันรักตัวเอง มีสติ มีเหตุผล ที่นี่ให้อะไรมากมาย นอกเหนือจากการกินยา พูดคุยกับหมอ จึงเกิดความตั้งใจว่าจะมาทำงานให้กับสมาคม นึกไม่ถึงว่าโอกาสจะมาถึง แม่กุได้มอบหมายงานให้ทำ คือ ช่วยทำความสะอาดห้องครัว

           ปัจจุบันได้มาทำงานให้กับสมาคม โดยทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ เดินเอกสาร กรอกข้อมูลการเข้าอบรมหลักสูตรสายใยครอบครัว ทำความสะอาดภายในห้องธุรการ ดิฉันรู้สึกขอบคุณสมาคมฯที่ได้ช่วยให้ดิฉันหายป่วย ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเวชและวิธีการหายป่วย การอยู่กับความป่วยอย่างมีความสุข ถ้าพบผู้ที่เผชิญกับการป่วยอยู่ดิฉันก็จะชักชวนมาที่นี่ค่ะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: