การดูแลจิตใจในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

-A +A

          ในระยะที่ผ่านมาสังคมไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง แม้ในวันนี้ยังไม่มีใครรู้คำตอบว่าประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่าควรต้องมีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อสรุปและประเทศจะได้เดินหน้าสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง เมื่อมีการ Shut down กรุงเทพ ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องปรับสภาพการดำเนินชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ บางบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีคำสั่งให้พนักงานย้ายที่ทำงานไปยังต่างจังหวัด หรือบางโรงเรียนประกาศหยุดการเรียนการสอน หน่วยราชการบางแห่งย้ายสถานที่ทำงานไปอยู่บริเวณอื่นโดยยังพอให้บริการประชาชนในบางเรื่อง แต่ก็มีปัญหาอยู่มิใช่น้อย ในสถานการณ์เช่นนี้บุคคลหรือองค์กรควรปรับตัวอย่างไร องค์กรจะสามารถให้ความช่วยเหลือ ดูแลบุคลากรของตนได้อย่างไรบ้างวันนี้มีข้อเสนอแนะมา ฝากกันค่ะ

          ในภาวะการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากความไม่สงบทั้งทางภัยธรรมชาติ การเมือง หรืออื่นๆ อันเป็นเหตุให้บุคคล ครอบครัว และชุมชนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อม การดำเนินชีวิตต้องมีการปรับเปลี่ยน มีความไม่สะดวกสบาย อันอาจก่อให้เกิดภาวะความเครียดหรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอื่นๆ การเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการดูแลด้านสุขภาพกายจะส่งผลให้บุคคลสามารถปรับตัวเผชิญกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น โดยสามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างสูงสุด ตรงกันข้าม หากบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิตจากภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที อาจเกิดผลเสียต่อตนเอง ครอบครัวและองค์กรอย่างรุนแรง

 

การป้องกัน

          องค์กรที่มีบุคลากรในสังกัดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงควรประกาศให้บุคลากรรับรู้ถึงความเป็นไปของสถานการณ์เป็นระยะๆ โดยหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนทางด้านข้อมูลหรือ  ข่าวลืออันอาจเป็นเหตุให้เกิดการตื่นตระหนก การสื่อสารควรเป็นทั้งการกระจายข่าวและการมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งข่าวแก่บุคลากรที่อยู่ภายใต้ความดูแลของตน

          นอกจากการรายงานสถานการณ์ที่ถูกต้องแล้วควรให้บุคลากรรับทราบว่าองค์กรมีความห่วงใยในสวัสดิภาพของบุคลากรตลอดจนครอบครัวและได้จัดเตรียมการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

          บุคลากรควรได้รับทราบอย่างทั่วถึงว่ามีความ ช่วยเหลือใดบ้างทั้งบริการที่องค์กรจัดให้หรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก

          จัดการให้บริการดูแลสุขภาพจิตใจและประกาศให้บุคลากรรับทราบ ตลอดจนมีการสนับสนุนให้บุคลากรเห็นความสำคัญของการดูแลด้านจิตใจโดยเน้นให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย้ำให้บุคลากรตระหนักว่าเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

          จัดการประชุมสัมนาเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตในการเผชิญการเปลี่ยนแปลง เพิ่มความรู้และทักษะในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง หรือคนรอบข้างเพื่อนำไปสู่การเข้าถึงการบริการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม ทั้งนี้การประชุมอาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ

          1.การประชุมโดยภาพรวม สามารถจัดการประชุมหรือเสวนา เพื่อให้เรื่องราวการดูแลด้านจิตใจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่ความตระหนักรู้และเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตในองค์กรหรือแม้แต่การดูแลตนเองและคนใกล้ชิด

โดยผู้เข้าร่วมอบรมสามารถทำแบบทดสอบประเมินสุขภาพจิตและขอรับคำปรึกษาเบื้องต้น 

          2.การประชุมกลุ่มย่อย workshop สำหรับผู้ที่สนใจเฉพาะเช่นผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต กลุ่มเสี่ยง ผู้ที่เป็นผู้ดูแลหรืออาจเป็นผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัครสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาทักษะการดูแลตนเองหรือการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ 

          มีการติดตามประเมินผลเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ

          หลังเหตุการณ์จบลงมีการทบทวนเพื่อหาข้อสรุปบทเรียนในการให้การดูแลเพื่อพัฒนาเป็นการบริการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต

 

ผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

          1.ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อน

          เช่น ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคซึมเศร้าโรควิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาโดยรับประทานยาและหรือร่วมกับการทำจิตสังคมบำบัด จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำให้ได้รับการประเมินจากจิตแพทย์ผู้ดูแล (อาจเป็นการเลื่อนนัดให้เร็วขึ้น) เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องอพยพย้ายที่อยู่อาศัยเป็นต้น เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และจ่ายยาให้เพียงพอกับความต้องการ กรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเสี่ยงจำเป็นต้องมีการส่งต่อไปยังจิตแพทย์ในพื้นที่ที่ผู้ป่วยจะย้ายไปเพื่อดูแลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดหรืออาจจำเป็นต้องมีการปรับยา

          2.ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง

          ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางกาย มีภาวะเครียดสูงจากเหตุการณ์อื่นๆ อยู่ก่อนแล้วเช่นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคร้ายแรง เช่นโรคมะเร็ง ปัญหาด้านครอบครัว การงานหรือการเงินเป็นต้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเป็นการซ้ำเติมให้ความทุกข์ที่มีอยู่ก่อนแล้วรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันอาจนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้ หมดหวังและรู้สึกไม่มีทางออก ผู้อยู่ในภาวะเสี่ยงเหล่านี้ควรได้รับการแนะนำให้รู้ว่าการให้บริการให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นและช่วยให้เขา เหล่านี้ใช้ศักยภาพของตนเพื่อเผชิญกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรย้ำว่าการเข้ารับบริการดูแลด้านจิตใจไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเป็นการลงโทษแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือ และข้อมูลทุกอย่างจะถูกปกปิดเป็นความลับ

          3.ผู้ที่อยู่ในภาวะสุขภาพจิตดีเป็นปกติ

          บุคคลในกลุ่มนี้มีความรู้สึกกระตือรือร้นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เต็มไปด้วยพลัง ชีวิตชีวาและความหวังว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้น ยังสามารถจัดการการดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น ทั้งด้านการงาน ครอบครัว แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรค บ่อยครั้ง ที่บุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจผันตัวเองไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือทหาร ตำรวจหรือหน่วยงานที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามบุคคลที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเช่นกันทั้งในด้านการบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวและการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้สมดุล ราบรื่นและไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนหรือหมดไฟในที่สุด กิจกรรมที่เหมาะสม การได้รับการสนับสนุนและชื่นชมในการที่เขาเสียสละเพื่อผู้อื่นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ “ผู้ช่วยเหลือ (helper)” เหล่านี้สามารถต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงและเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเพื่อนฝูง ครอบครัวและชุมชน

 

หน่วยงานหรือองค์การควรจัดให้มีการบริการ ดังต่อไปนี้

          1.จัดให้มีการสัมนาโดยผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เพื่อการดูแลด้านสุขภาพจิตแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศให้บุคลากรที่สนใจหรือบุคลากรระดับหัวหน้างานได้เข้าร่วม

          2.จัดให้มีการสัมนากลุ่มย่อย workshop แก่บุคลากรที่สนใจเพื่อปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการ ขององค์กร

          3.บริการให้คำปรึกษาแนะนำบริการและการดูแลภาวะฉุกเฉินโดยบริการให้คำปรึกษากรมสุขภาพจิต 1667  www.dmh.go.th

          4.กรณีที่บุคลากรต้องการเข้ารับบริการดูแลด้านสุขภาพจิตเป็นรายบุคคลสามารถขอข้อมูลสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชเพื่อทำการนัดหมายพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อการดูแลที่เหมาะสมต่อไป

 

          องค์กรควรสนับสนุนให้บุคลากรมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ผ่อนคลายเช่นจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี การจัดบริเวณให้บุคลากรได้ออกกำลังกายหรือชื่นชมธรรมชาติ กิจกรรมครอบครัวเป็นต้น

          การเปิดโอกาสให้บุคลากรได้พูดคุย ปรับทุกข์เกี่ยวกับสถานการณ์ความเครียดที่เกิดขึ้นและให้แต่ละคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้กำลังใจซึ่งกันและกันมากกว่าจะเป็นการพูดคุยแต่ในด้านลบจะเป็นประโยชน์และช่วยให้บุคลากรได้เรียนรู้จากประสบการณ์และมุมมองของผู้อื่นอันจะก่อให้เกิดพลังในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันและมีการหยิบยกเอาประสบการณ์ที่มีประโยชน์ของบุคคลอื่นไปปรับใช้

          ผู้บริหารแสดงความห่วงใยและเข้าใจจะช่วยให้บุคลากรมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

          เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ย่อมดำรงอยู่สักระยะและจำเป็นต้องยุติไปในที่สุด การเตรียมการรับมือให้พร้อม ตั้งสติให้มั่น ใช้เหตุผลและปัญญาในการตัดสินปัญหา ดูแลคนรอบข้าง ดูแลจิตใจของตัวเอง เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปเราควรจะภาคภูมิใจที่เราสามารถเผชิญเหตุการณ์ได้อย่างเรียบร้อยสง่างาม สามารถเรียนรู้และให้อภัยมิใช่บาดหมาง ขุ่นเคืองหรือมองหน้ากันไม่ติด เป็นเพื่อนกันต่อไม่ได้ อย่างไรเสียเราทุกคนก็ยังคงต้องร่วมมือกันดูแลสังคม ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติของเราต่อไป

          สุดท้ายแล้วความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ อาจช่วยให้สังคมไทยในวันนี้พอจะมีทางออก ไม่ช่วยกันวันนี้ก็เห็นทีจะไม่มีโอกาสหน้า ไหนๆ ก็ลงแรงลงมือกันมาขนาดนี้แล้ว อย่าให้ความโกรธ เกลียดชังแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายมาเป็นอุปสรรคให้ความเหนื่อยยากที่ผ่านมา สูญเปล่าไปเฉยๆ เลย มันน่าเสียดาย

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: