ผมอยากเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้

-A +A

          "แค้นโดนด่าติดเฟซบุค โจ๋วัย 14 ปี  เป็นทรพีฆ่าแม่” เป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญในสังคมได้ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็มีข่าวอื่นเข้ามาแทนที่ตามวัฏจักรของการเล่นข่าว

          เด็กชายร่างผอมสูงปรากฏอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเยาวชน ไม่มีท่าทางก้าวร้าวสักนิด ถามอะไรก็ตอบ “ผมมีคดีฆ่าแม่” เด็กหนุ่มตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยมาก “ตอนนี้รู้สึกเฉยๆ”

          ย้อนหลังชีวิตของ “เอ” ไปตั้งแต่แรกคลอด “เอ” ลืมตาดูโลกหลังจากอยู่ในท้องแม่ได้แค่ 7 เดือน ใช้ชีวิตช่วงแรกอยู่ในตู้อบ พออายุ 10 เดือนก็เกาะยืนได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่ไม่สบตาใคร ชี้นิ้วไม่เป็น ร้องกรี๊ดๆ ขว้างปาข้าวของ จนอายุ 2 ขวบแล้ว “เอ” ก็ยังไม่พูด ไม่ซน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เรียกไม่หัน ต้องการอะไรก็จะจูงมือไป ชอบเอาของมาเรียงเป็นแถวๆ เอาปากกามาขีดๆ เต้นตามโฆษณาในทีวีได้ พ่อแม่ร้อนใจจึงพาไปพบจิตแพทย์เด็ก และพาไปผ่าตัดเลาะพังผืดใต้ลิ้นด้วย หลังจาก “เอ” ได้ฝึกการพูด ก็เริ่มพูดได้เมื่ออายุ 4 ขวบก็จริงอยู่ แต่ช่วงนี้แหละก็มีอาการชักร่วมด้วย ต่อเนื่องจนถึง 5 ขวบก็หยุดชักไป หลังจากที่ “เอ” พูดเป็นประโยคง่ายๆ ได้ มีสมาธิและสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม่ก็ไม่ได้พาไปรักษาอีก ไม่สะดวกในการเดินทาง

          “เอ” ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ สอบตกวิชาคณิตศาสตร์เป็นประจำ แม่และป้าพา “เอ” ไปหาหมอจิตเวชเด็กอีกแห่งหนึ่งเมื่อ “เอ” อายุ 10 ขวบ อารมณ์โมโห หงุดหงิดง่าย ยังพอทนได้ แต่ที่ทนไม่ได้ก็เพราะ “เอ” แอบหยิบเงินของป้าไป 2 ครั้งๆ ละหลายพันบาท จากการตรวจด้านสติปัญญาพบว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย แต่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ การอ่านคำ การสะกดคำต่ำผิดปกติ มีอารมณ์เศร้า โกรธ       คับข้องใจ ต้องการระบายอารมณ์ออกมาในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง ทำร้าย ฆ่า รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า รู้สึกว่าพ่อห่างเหิน แต่แม่ควบคุมมากเกินไป แพทย์ให้พ่อใกล้ชิด “เอ” มากขึ้นและขอให้แม่ลดการตำหนิจู้จี้

          “เอ” อยู่ในบ้านที่พ่อทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยใกล้ชิด แต่ก็เป็นคนใจดี ใจเย็น ตามใจและคุยได้ ไม่เคยตี ไม่เคยดุด่า ส่วนแม่อยู่ดูแลบ้าน เป็นคนเจ้าระเบียบ จุกจิก จู้จี้ ขี้บ่น ดุ พูดเสียงแข็ง เคยตีและทุบที่หลัง “เอ” เมื่อบอกให้หยุดเล่นคอมพิวเตอร์และช่วยงานบ้าน แต่ “เอ” ดื้อ ไม่ทำตาม “เอ” ยังพอคุยกับพี่สาวคนโตได้ ทะเลาะกับพี่สาวคนที่สองเป็นประจำ ดุด่าและขัดใจกันตลอด ใช้คำพูดเรียก “เอ” ว่า “ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ปัญญาอ่อน ควายไม่ใช่คน” ส่วนป้าพี่สาวของพ่อจะเลี้ยง “เอ” แบบตามใจทุกอย่าง อยากได้อะไรก็จะได้ ด้วยรู้ว่าหลานไม่ปกติเหมือนเด็กทั่วไป “เอ” เคยไปบ่นกับป้าเรื่องแม่ว่า “เหมือนเอไม่ใช่ลูก บ่นอยู่ได้” เพื่อนของ “เอ” เคยเล่าให้ป้าฟังว่า “เอเกลียดแม่และครูมากที่สุด”

          “เอ” เริ่มได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเป็นระยะๆ ตั้งแต่เรียนชั้น ป.4 เป็นเสียงคนเรียกชื่อ ได้ยินตลอดเดือนละ 3-4 ครั้ง ช่วงมัธยมได้ยินบ่อยมากขึ้น เป็นเสียง “เฮ้ยๆ” เคยบอกพ่อ พ่อบอกว่าไม่ต้องสนใจตอบโต้ จากนั้นก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเพราะไม่อยากให้คนในบ้านต้องวุ่นวาย เคยมีความคิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนอยู่บ้านเพื่อน คิดว่าจะไปกระโดดตึกชั้น 5 เครียดที่แม่ไม่เห็นความสำคัญ ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่เพื่อนห้ามไว้ได้ก่อน ครั้งที่สองหลังจากเกิดคดี ช่วงที่ไปอยู่ที่บ้านเมตตา เครียด คิดว่าคนที่ดูข่าวคงจะเกลียดชังจึงอยากหนีไปให้พ้น แต่เมื่อคิดได้ว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นไปแล้ว ก็พยายามที่จะไม่คิดถึงอีก

          “เอ” เล่าเรื่องคดีว่าตัวเองมีความเครียดสะสมมานาน อยู่ที่โรงเรียนก็โดนเพื่อนแกล้ง โดนไถเงิน ไม่มีใครคุยด้วย แบ่งขนมให้เพื่อนก็ไม่มีใครกินด้วย ไม่รู้ว่ารังเกียจอะไร เพื่อนบ้านที่เป็นเด็กแว้นก็ขู่ทำร้าย แย่งที่เตะบอล ตัวเองไม่ชอบเสียงดังอยู่แล้ว แต่แม่ก็บ่นทุกวัน พี่สาวคนโตมีลูกน้อยก็พูดกับลูกเสียงดัง พ่อดูมวยก็เชียร์เสียงดัง เป็นกันอย่างนี้ประจำ รู้สึกโกรธมาก ไม่รู้จะระบายออกอย่างไร เครียดจนนอนไม่หลับ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหลายวัน   วันเกิดเหตุง่วงมาก นอนทั้งวัน ตื่นขึ้นมาเวลาสี่ทุ่ม จากนั้นก็เล่นเกมไปเรื่อยๆ ระหว่างที่จะเข้านอนได้ยินเสียงผู้หญิงมาดุด่าว่าให้รีบไปนอน จึงหันกลับไปดูเห็นแม่คิดว่าแม่ด่าทอ รู้สึกโกรธมากจึงไปหยิบมีดหลังตู้เสื้อผ้าแทงไป 4 ครั้ง จึงได้สติว่านั่นคือ แม่ ก็ยืนอึ้งไปเฉยๆ พี่ก็เปิดประตูเข้ามาเห็นโทรศัพท์ในมือพี่ คิดว่าต้องแย่งโทรศัพท์แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไม จากนั้นก็กระหน่ำฟันแบบ บ้าเลือดไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

          “เอ” เล่าว่าตัวเองไม่ชอบเสียงดัง ถ้าใครเสียงดังก็อยากจะเข้าไปต่อยหรือเตะสักที นิสัยตัวเองเปลี่ยนไปหลังก่อคดี จากคนที่เงียบ เกรงใจ คิดกังวลคนเดียว จนเครียดโกรธอยู่คนเดียวปนกันไปหมดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นอนไม่หลับ กลายเป็นคนที่กล้าจนถึงโหดร้าย บ้าบิ่นไม่กลัวใคร มีอะไรก็พูดไปเลย เตะต่อยไปเลย ต้องทำแบบนั้น เยาวชนในสถานพินิจจึงจะไม่มีใครกล้าตอแยด้วย รู้สึกมันกับชีวิตนักเลง บ้าเลือดคลั่งดี ได้ฉายาว่า “นักฆ่าหน้าอ่อน” “นักฆ่าติงต๊อง” ช่วงที่มาอยู่โรงพยาบาลก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยผู้ช่วยเหลือผูกมัดผู้ป่วยที่ไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็ตบหัวผู้ป่วยอื่นไปบ้าง 

          ศิลปะบำบัดโดยการวาดภาพเป็นกุญแจที่พา “เอ” และผู้บำบัดได้เข้าไปค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขา จากเดิมที่นั่งคิ้วผูกโบว์คนเดียวไม่พูดกับใคร  วาดภาพตัวเองไม่ได้ ก็ค่อยๆ เผยให้เห็นความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคนที่ด้อยกว่าด้วยภาพวาดการไปช่วยเหลือ  ผู้ป่วยสูงอายุที่เดินไม่สะดวก จากที่วาดภาพคนที่ไม่มีหัว ไม่กล้าสัมผัสกับอารมณ์ปวดร้าวที่มีต่อตัวเองและแม่ ก็ยังมีภาพพ่อและเพื่อนคนหนึ่งที่เคยยังจำอารมณ์แห่งความสุขได้ จากภาพที่มีแต่สีดำก็เริ่มมีสีแห่งความสดใส จากความรู้สึกนึกคิดที่กระจัดกระจายก็เริ่มมีการจัดหมวดหมู่ความคิด ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรีที่ตนเองและผู้บำบัดยอมรับ ได้ค้นพบว่าแท้ที่จริงแล้ว “เอ” เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ที่อ่อนแอกว่า

          การจัดสิ่งแวดล้อมที่มีกฎระเบียบของชีวิต กินนอนอยู่เป็นเวลา มีกิจกรรมทำ แต่ไม่ได้เป็นการจุกจิกจู้จี้ ได้คุยกับพี่ๆ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ที่ให้ความเป็นมิตร ได้ฝืนตัวเองเข้าร่วมกิจกรรม เช่น งานกีฬาสีที่มีเสียงดังและตัวเองไม่ชอบ จนค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว และปล่อยตัวเองให้มีชีวิตเหมือนเด็กเยาวชนอายุเดียวกัน ความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยสูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย การได้เข้าไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แบบที่พี่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ทำเป็นตัวอย่าง “เอ” บอกว่ารู้สึกมีความสุขมาก ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจะกลับไปเรียนต่อเมื่อศาลพิพากษาแล้ว และอยากทำงานเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้

          ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก บัดนี้ “เอ” ทำบัตรประชาชนแล้ว สูงขึ้นกว่าเดิม 10 ซ.ม. น้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 ก.ก. มาพบแพทย์พร้อมกับพ่อซึ่งเกษียณอายุงานแล้ว มีเวลาอยู่บ้านเต็มที่ ศาลพิพากษาให้คุมประพฤติและรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สีหน้าอารมณ์ของ “เอ” แตกต่างจากครั้งแรกที่พบมาก มีชีวิตชีวา ถ้อยคำสบถที่เคยได้ยินในช่วงที่อยู่โรงพยาบาลหายไป เขายอมรับการเตือนให้ปรับพฤติกรรมอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้เขารอช่วงเวลาที่จะกลับไปเรียนภาคปกติ ด้วยความอยากมีเพื่อน มีสังคม ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อย ถ้าต้องกลับไปเรียนซ้ำชั้น อยากมีพื้นความรู้ที่แน่นกว่าการเรียน กศน.

          “เอ” ยกมือสวัสดี หันมาบอก “หมอผมจะมาสมัครเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้ที่นี่หลังเรียนจบนะ” ก่อนจะออกจากห้องไปรับใบนัด

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: