จิตวิทยามวลชน (Mass psychology)

-A +A

          จิตวิทยามวลชนเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ที่รวมกันเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะให้เป็นไปตามความต้องการของผู้นำมวลชน โดยใช้การโน้มน้าวจิตใจให้เกิดความรัก ศรัทธา คล้อยตามและลงมือปฏิบัติ วัตถุประสงค์ของการใช้จิตวิทยามวลชน  มุ่งเน้น 5 ประการ คือ การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสาร การพัฒนาชุมชนและสังคม การสร้างคนดีและประชากรที่มีคุณภาพ การรักษาระเบียบวินัย และการสร้างศูนย์รวมใจเพื่อธำรงค์สถาบันสำคัญของชาติ

          ฟรอยด์เรียกสภาวะดังกล่าวว่า การบังเกิดขึ้นของจิตวิทยามวลชน (Mass psychology) ฟรอยด์อธิบาย Mass psychology ว่าเกิดจากผู้ตามถ่ายเทตัวตนที่เป็นอุดมคติ (ideal ego) ของตัวเองไปสถิตอยู่ในตัวผู้นำ  ทุกสิ่งที่ผู้นำเอ่ยออกมาจึงอยู่เหนือวิจารณญาณและ หลักของเหตุผล ซึ่งความสัมพันธ์ของผู้นำและผู้ตามถูกหล่อเลี้ยงด้วยลิบิโด (Libido) ที่เป็นพลังงานอันเกี่ยวเนื่องกับความรัก ผู้ตามจะรู้สึกถึงความรักที่ผู้นำมีให้อย่างเท่าเทียมกันทุกคนในมวลชน ความสำเร็จของจิตวิทยามวลชนในทางด้านจิตวิทยาจัดว่าอยู่ในทฤษฎีแรงเสริม (Reinforcement theory)

          ความเกลียดเป็นแรงจูงใจที่มีอิทธิพลมากที่สุด ที่ก่อให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เช่น เกลียดการกดขี่ข่มเหงทำให้เกิดการเดินขบวนขับไล่ผู้ปกครองที่อยุติธรรมหรือประพฤติไม่ดี เป็นต้น

          เครื่องมือสำคัญของจิตวิทยามวลชน คือ การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ซึ่งแตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติเพราะมันจะทำให้ตรรกะข้อเท็จจริงบิดเบี้ยวโดยไม่รู้ตัว โดยมีหลักการของการโจมตีตัวบุคคลให้เป็นปีศาจร้าย สร้างสมญานามที่เสียหายให้ศัตรู และสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ในทางตรงข้ามก็อ้างตนเองและกลุ่มแนวคิดของตนให้ดูยิ่งใหญ่ รวมทั้งควบคุมข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน

          สื่อมวลชนมีอิทธิพลทางอ้อมในการชี้นำวาระทางสังคมหรือเรื่องราวที่ต้องการให้ความสนใจและเป็นผู้สร้างบรรยากาศของความคิดเห็นที่ทำให้ประชาชนรับรู้แนวโน้มของประชามติอมาตยา เสน (Amatya Sen)  นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1996 เสนอทฤษฎีกระแสเสรีของข่าวสารเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจว่าการเปิดกว้างของข่าวสารจะส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ซึ่งระบอบประชาธิปไตยก็จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง   แท้จริงและยั่งยืนผ่านผู้นำที่รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องเพื่อริเริ่ม ดำเนินโครงการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

 

          ตัวอย่างการใช้จิตวิทยามวลชนที่ประจักษ์ชัดในเยอรมนียุคฮิตเลอร์และอิตาลียุคมุสโสลินีพัฒนากลไกการโฆษณาชวนเชื่อตั้งแต่ระดับแผนกถึงระดับกระทรวง  โดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง ละครและภาพยนตร์ในปฏิบัติการทางจิตวิทยาหมู่เพื่อโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อในลัทธิถือเชื้อชาติผิวพรรณ (Racism)

          ความรุนแรงหลังการใช้จิตวิทยามวลชนปลุกระดมประชาชนจะไม่เกิดขึ้นหากกระทำอย่างไร้ความรุนแรงหรือสันติวิธี กล่าวคือ อำนาจทางการเมืองจะเปราะบางลงเมื่อเกิดการรวมตัวกันของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจแท้จริง ซึ่งต้องไม่มีความเกลียดชังเป็นพื้นฐานเพราะความเกลียดชังจะนำสู่ความรุนแรงในที่สุด การกระทำประกอบด้วย

          การประท้วงต่อต้านเชิงสัญลักษณ์โดยไร้ความรุนแรง (Symbolic Protest/Persuasion) เป็นวิธีการซึ่งมุ่งเน้นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ เพื่อกระตุ้นให้สนใจปัญหา ได้รับรู้ยอมรับในความคิดเห็นนั้น หรือลงมือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

          การไม่ให้ความร่วมมือด้วยการหยุดหรือเพิกถอนความร่วมมือในกิจกรรม (Non-Cooperation) เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน อำนาจการปกครองไม่สามารถบังคับใช้ได้ “อารยะขัดขืน” (Civil Disobedience) จึงเกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนและต่อต้านกฎหมายโดยสันติวิธี เพื่อมุ่งต่อต้านการกระทำของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยอ้างอิงบรรทัดฐานของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

          การเข้าแทรกแซงทั้งด้วยวาจาและการกระทำ (Direct Intervention) เพื่อมุ่งสร้างแบบแผนพฤติกรรม นโยบาย ความสัมพันธ์หรือสถาบันซึ่งเป็นที่พอใจขึ้นมา

 

          สารคดี Five Steps to Tyranny (BBC TV Movie, 2001) กล่าวถึงเพียง 5 ขั้นตอนทุกคนก็เป็น ผู้นำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ แสดงให้เห็นถึงการทดลองทางจิตวิทยาที่พิสูจน์ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลก  ของเรา ไม่ได้เป็นผลจากการกระทำของปิศาจร้าย แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่เริ่มต้นจากการแบ่ง “พวกเขา” ออกจาก “พวกเรา” ภายใต้อคติพื้นฐานว่ากลุ่มของเราเหนือกว่ากลุ่มอื่น ในไม่ช้า “พวกเขา” จะถูกมองว่าต่ำต้อยด้อยค่าจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) กระทั่งกลายเป็นปิศาจร้ายที่น่าเกลียดกลัว (Demonization) และต้องกำจัดให้สิ้นซาก เมื่อเราเห็นว่าคนอื่นไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับเรา การที่จะใช้ความรุนแรงกับเขาก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา

          การหาทางออกของความรุนแรงตามหลักจิตวิทยาแนวบวก (Positive Psychology) ดร.มาร์ติน เซลิกแมน (Dr.Martin Seligman) ศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรทำให้คนมีความสุข มองโลกในแง่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์ในทางบวกด้วยหลักคิด 3 ประการซึ่งหากได้รับการกระตุ้นและพัฒนาอย่างถูกต้องจะช่วยลดและป้องกันความรุนแรง และนำสู่สันติสุขในที่สุด หลักคิดประกอบด้วย

          1.อารมณ์ด้านบวก (Positive emotion) คือ การมีความสุขในอดีต ปัจจุบัน และมีความหวังในอนาคต

          2.ลักษณะด้านบวก (Positive individual traits)  คือ การสะท้อนความดีงามและจุดแข็งของมนุษย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

          3.สถาบันที่เป็นด้านบวก (Positive institution) คือ  สถาบันที่สร้างเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

          จิตวิทยามวลชนมิได้มีบทบาทเชิงลบทางสังคมเท่านั้น ในประเทศไทยใช้จิตวิทยามวลชนเป็นเครื่องมือในการปกครอง โดย“ผู้นำ”ใช้อำนาจและบารมีเพื่อดึงมวลชนเข้าไปเป็นพวก ซึ่งในไทยพบการใช้จิตวิทยามวลชนทั้งในยามบ้านเมืองปกติเพื่อปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุข และในยามคับขันเพื่อปลุกพลังประชาชนในการต่อสู้เรียกร้องความชอบธรรม

          ในด้านศาสนาก็มีการใช้จิตวิทยามวลชนในการสร้างความเชื่อและศรัทธาเพื่อชักจูงโน้มน้าวประชาชนให้ตื่นตัวและเลื่อมใสศรัทธา เช่น การสร้าง สมมติเทพและนิทานชาดก การเผยแพร่ลัทธิด้วยกลยุทธ์การสร้างสารและการสื่อสารอย่างอุปมาอุปมัยให้ภาพพจน์ของเทพเจ้าและนรกสวรรค์ที่ปราชญ์โบราณจินตนาการขึ้นมีชีวิตและปาฏิหาริย์ เพื่อป้องปรามการทำผิดบาปของผู้คน

          การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทุกๆ แนวโน้มจะเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานและอิทธิพลของจิตวิทยามวลชน ผ่านแรงจูงใจของตลาดทุนที่ประกอบไปด้วยอารมณ์กลัวและความโลภ การขึ้นลงของตลาดและราคาหุ้นเกิด  จากความโลภและความกลัวของนักลงทุน นักลงทุน   มือใหม่จะรีบซื้อขายในครึ่งชั่วโมงแรกของการเปิดตลาด เนื่องจากรู้สึกตื่นเต้นหรือวิตกกับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับโดยขาดการไตร่ตรองในข้อมูล ขณะที่นักลงทุนมืออาชีพเมื่อได้รับข้อมูลใหม่จะใช้เวลาทบทวนถึงข้อดีข้อเสียของข่าวที่เข้ามากระทบ และไตร่ตรองก่อนตัดสินใจซื้อหรือขายในช่วงก่อนปิดตลาด

          หากประชาชนมีสติในการรับฟังข่าวสารผ่านสื่ออย่างใช้ปัญญา มีสติยับยั้งไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และใช้จิตวิทยาเชิงบวกในการพัฒนาคุณค่าแห่งตน จิตวิทยามวลชนภายใต้ธรรมาภิบาลของผู้บริหารก็จะนำพาประเทศไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: