การฟื้นฟูด้านจิตสังคม ประสบการณ์จากเกาหลีและไต้หวัน

-A +A

           การสัมภาษณ์ ดร.นพ.แท-ยอน ฮวาง (Tae-Yeon Hwang M.D. Ph.D.) ประธานสมาคมเกาหลี เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม (Korea Association for Psychosocial Rehabilitation) และคุณเอวา เทง (Eva, His-Hua Teng) เลขาธิการสมาคมไต้หวันเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม (Taiwan Association for Psychosocial Rehabilitation) ว่าด้วยการฟื้นฟูทางจิตสังคมในเกาหลีและไต้หวัน (ต่อจากฉบับที่แล้วซึ่งคุยกันเกี่ยวกับโครงการอบรมหลักสูตรสายใยครอบครัวที่เกาหลีและไต้หวัน)

           ก่อนจะพูดคุยกันเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมตามประสบการณ์ของเกาหลีและไต้หวัน พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ ได้สรุปความเป็นไปในประเทศไทยย่อๆ ว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมยังมีน้อยสำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่เรื้อรัง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มที่มีความผิดปกติร่วม คือติดสารเสพติดและมีอาการของโรคจิตเวชด้วย เพราะเงื่อนไขการรับเข้าดูแลมักกำหนดว่าต้องมีประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น อย่างเช่นผู้ป่วยจิตเวชนั้นจะต้องไม่ติดสารเสพติด เป็นต้น

           สำหรับสมาคมสายใยครอบครัว มีกลุ่มผู้ดูแลที่อยากหาที่สำหรับลูกหลานที่จะอยู่ได้ระยะยาว ด้วยเกรงว่าเมื่อตนเองจากไปแล้ว ลูกหลานจะไม่มีผู้ดูแล ผู้ดูแลคนหนึ่งของผู้ป่วยที่มีประเด็นซ้ำซ้อนจึงได้บริจาคที่ดินแปลงหนึ่งเพื่อทำเป็นที่ “พัฒนาคนดี” ซึ่งจากการพิจารณาเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เรากำลังไปผิดทางหรือไม่ ประกอบกับการสร้างและดำเนินงานศูนย์ดังกล่าวต้องใช้ทุนจำนวนมาก ในภาวะที่สมาคมฯ ไม่มีผู้สนับสนุนหลัก การทุ่มทรัพยากรไปที่ศูนย์นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และเหมาะกับสถานการณ์หรือไม่ ด้วยทางสมาคมฯน่าจะร่วมงานกับทางรัฐได้ในเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากนี้ แม้สถานที่นั้นไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่ไม่มีการขนส่งสาธารณะ และยังไม่มีระบบน้ำประปา ผู้ป่วยจะเดินทางไปใช้เวลาในการฟื้นฟูในที่นั่น จึงยังเป็นเรื่องยากลำบากอยู่ เราจึงต้องมาตั้งหลักใหม่ว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพในแนวคิดปัจจุบันเป็นอย่างไร เราจึงสนใจอยากเรียนรู้จากประสบการณ์ของทั้งสองประเทศ และต่อไปนี้เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ฮวางกับคุณเอวา

 

เมื่อคุณทราบสถานการณ์ของเราแล้ว มีประเด็นอะไรของการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เราควรพิจารณา จากประสบการณ์ของคุณ มีแก่นสารอะไรของการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เราควรคิด?

นพ.ฮวาง: สมาคมเพื่อการฟื้นฟูทางจิตสังคมเกาหลี (KAPR) ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม 1995 ในตอนนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติสุขภาพจิตในเกาหลี แต่ถึงไม่มีเราก็เริ่มโครงการให้การศึกษาสำหรับผู้ป่วยจิตเวช และสนับสนุนสมาคมของครอบครัวผู้อยู่กับโรคจิตเวชในปี 1996 หลังจากก่อตั้ง KAPR หนึ่งปี ผมคิดว่าองค์กรเป็นทางการแบบนั้น ที่จะจัดโครงการหลายๆ อย่างสำคัญมาก ดังนั้น ในประเทศไทยซึ่งยังไม่มีองค์กรเอกชนด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบ WAPR (World Association for Psychosocial Rehabilitation) ผมคิดว่า ในตอนเริ่มต้น นักวิชาชีพด้านจิตเวชควรพัฒนาโครงการฟื้นฟูทางจิตสังคมของไทยเองขึ้นมา แล้วนักวิชาชีพด้านจิตเวชก็จะได้นำโครงการระดับชาติเหล่านั้นไปดำเนินการในโรงพยาบาลของตนหรือในชุมชน

           กิจกรรมแบบนี้จึงสำคัญมาก เพราะจะมีการร่วมมือกันบ้างระหว่างนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล แพทย์ ตลอดจนผู้รับบริการและสมาชิกครอบครัวของพวกเขาด้วย เพื่อพัฒนาโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบนี้ขึ้นเพื่อผู้ป่วยจิตเวช ดังนั้น โดยทางโครงการเหล่านี้ ผู้ป่วยจิตเวชจะได้รับการศึกษา โดยเฉพาะด้านทักษะชีวิต สุขภาพจิตศึกษา ทักษะการจัดการกับอาการหรืออะไรอย่างนี้

           ในเกาหลีผมพัฒนาโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพหลายโครงการ เพราะผมเป็นนายกสมาคมฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมเกาหลี เราจึงพัฒนาการฟื้นฟูทางจิตสังคมหลายโครงการขึ้น และขยายโครงการเหล่านี้ไปที่โรงพยาบาลจิตเวชและศูนย์สุขภาพชุมชนต่างๆ แต่ละปีเรามีการประชุมเชิงปฏิบัติการกว่า 6 ครั้งสำหรับนักวิชาชีพ ด้านจิตเวช ผู้ป่วยและญาติ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

           ดังนั้น ในขั้นเริ่มต้นอาจมีการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบนี้ แต่ต่อมาก็น่าจะมีศูนย์ในท้องถิ่น มีสาขาขององค์กรในเมืองใหญ่ทุกเมือง เขาก็จะเรียนรู้มีโครงการของตนเองขึ้น ผมคิดว่านั่นเป็นขั้นที่สอง การประชุมหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะให้การศึกษาแก่นักวิชาชีพด้านจิตเวชซึ่งไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ

 

พญ.สมรัก: ที่ประเทศไทย เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ รพ.ศรีธัญญา พัฒนาความเป็นเลิศด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ 

นพ.ฮวาง: ผมคิดว่ารัฐก็สำคัญ แต่นอกจากรัฐแล้ว ควรจะมีองค์กรเอกชนด้วยเหมือนอย่างสมาคมการฟื้นฟูทางจิตสังคมที่เกาหลี ใช่คุณพูดถูกว่าต้องมีสักที่หนึ่งที่เริ่มโครงการกัน หากคุณตั้งศูนย์ของโรงพยาบาลขึ้นมา ควรมีการประชุมปฏิบัติการหรือการประชุมสัมมนา แล้วทุกคนจะมาร่วมกันได้ ดังนั้น จึงควรมีองค์กรขึ้นมาด้วยไม่ใช่มีแต่ศูนย์ของคุณเท่านั้น

           แล้วถ้าคุณต้องการการสนับสนุนบางอย่าง ผมคิดว่าคุณเชิญผู้รู้ได้ นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างคนจากเกาหลี สวิตเซอร์แลนด์ หรือไต้หวัน

           เพื่อวิทยากรรับเชิญเหล่านั้น จะมาร่วมงานกับวิทยากรในท้องถิ่น ตามธรรมดาแบบนี้จะมีประสิทธิผลมากกว่า

พญ.สมรัก: ฉันก็คิดอย่างนั้น

นพ.ฮวาง: ดังนั้นคุณอาจหาทุนสักหน่อยหนึ่งเพื่อจะเชิญแขกจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ผมเป็นเจ้าภาพการประชุมสัมมนานานาชาติของ WAPR ในประเทศเกาหลี ดังนั้นทุกปีเรามีนักวิชาชีพด้านจิตเวชกว่า 500 คนมาร่วมในการประชุม และพวกเขาต้องการเรียนรู้จากผม อย่างการฟื้นฟูด้านจิตสังคมที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง มีโปรแกรมใหม่ๆ อะไรบ้าง ท่าทีแบบนี้ต่อศูนย์ของคุณสำคัญมาก หากคุณมีวิสัยทัศน์บางอย่างหรือมีโปรแกรมที่มีกรอบความคิดใหม่ พวกเขาจะมาหาคุณ มาเรียนรู้จากคุณ แล้วศูนย์ของคุณก็สามารถจะเป็นเหมือนบ่อน้ำพุของการฟื้นฟูด้านจิตสังคมในประเทศไทย

พญ.สมรัก: แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่ฉันต้องเรียนรู้ และคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ (หัวเราะกัน)

นพ.ฮวาง: ถ้างั้นก็มาที่ศูนย์ของผม มาฝึกสักเดือนหนึ่ง (หัวเราะ) และเดือนมิถุนายนปีนี้เธอจะจัดการประชุมประจำปีของ WAPR ผมก็ได้รับเชิญ เฮเลน มีนาก็ได้รับเชิญจาก WAPR เพราะเรามีประชุมระดับชาติของ WAPR ดังนั้น  นักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตกว่า 500 คนมารวมกันอภิปรายเรื่องตราบาป การเลือกปฏิบัติ และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่วนผสมแบบมีทั้งวิทยากรในประเทศและวิทยากรจากชาติต่างๆ ...

พญ.สมรัก: ฉันหวังจะได้เข้าร่วมการประชุมนี้ (หัวเราะกัน นพ.ฮวางและคุณเอวารับว่าดีๆ)

 

คุณได้พูดมุมมองระดับชาติแล้ว ด้านการปฏิบัติในระดับศูนย์ ระดับชุมชนล่ะคะ?

นพ.ฮวาง: ครับ อันที่จริง ผมเปิดศูนย์สุขภาพจิตชุมชนแห่งแรกในมณฑล Gyeonggi ของผม ในปี 1996 โรงพยาบาลของผมอยู่ในระยะขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงจากกรุงโซล อพาตเมนต์ของผมอยู่ที่กรุงโซลและขับรถมาทำงานทุกวัน ใช้เวลาเที่ยวละหนึ่งชั่วโมง และเมืองหลวงของมณฑลก็ขับรถครึ่งชั่วโมงถึง ผมก็ตั้งศูนย์สุขภาพจิตชุมชนขึ้น และเราจัดทำโครงการการฟื้นฟูด้านจิตสังคมหลายโครงการ และปีนั้นผมก็ตีพิมพ์บุ๊คเล็ตเรื่องการฟื้นฟูทางจิตสังคมสำหรับผู้ป่วยจิตเวชในเกาหลีด้วย

           หลังจากผมเปิดศูนย์สุขภาพจิตชุมชนแห่งแรกในมณฑลผมแล้ว เมืองทุกเมืองก็ทำตามผม พยายามเปิดศูนย์สุขภาพจิตชุมชนของตนเองขึ้น และตอนนี้เมืองทั้งหมด 31 เมืองในมณฑล...มีศูนย์สุขภาพจิตชุมชนของตนเอง ผมจึงคิดว่าภารกิจเริ่มแรกนั้นสำคัญมาก หากเราพัฒนาโครงการต่างๆ ที่สำคัญมากสำหรับการหายป่วยคืนสู่สุขภาวะและโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมของผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง จะมีนักวิชาชีพด้านจิตเวชและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเรียนรู้จากศูนย์นั้น แล้วเขาจะพยายามนำไปประยุกต์ใช้หรือนำไปดำเนินการในโรงพยาบาลของพวกเขาเอง

           ผมจึงคิดว่ากิจกรรมระดับท้องถิ่นนั้นสำคัญมากนะครับ หลังจากเรื่องราวของความสำเร็จแบบนั้นแล้ว เมืองทุกเมืองก็ขอเรียนรู้จากผมและนำไปใช้ ดังนั้นเมื่อก่อตั้งศูนย์สุขภาพจิตชุมชนแล้ว สามปีต่อมา รัฐบาลกลางโดยกระทรวงสาธารณสุขได้รับโมเดลของผม พยายามไปดำเนินการทุกมณฑล/จังหวัด จัดตั้งศูนย์ชุมชนแบบเดียวกันขึ้น ตอนนี้เรามีมากกว่า 160 ศูนย์ โดยส่วนใหญ่เริ่มจากศูนย์ของผมที่ตั้งขึ้นในปี 1996

พญ.สมรัก: คุณอธิบายเรื่องโปรแกรมการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นได้ไหมคะ

นพ.ฮวาง: ครับ มีการประชุมปฏิบัติการ และการศึกษา ซึ่งสำคัญมาก บางครั้งผู้ป่วยถูกส่งมาที่ศูนย์ของผมและอยู่มากกว่าสามวันเพื่อร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียนรู้

พญ.สมรัก: สิ่งที่ผู้ป่วยเรียนรู้ในโปรแกรมการฟื้นฟูนี้มีอะไรบ้างคะ

นพ.ฮวาง: โดยพื้นฐานแล้วเป็นสุขภาพจิตศึกษา เรียนรู้เกี่ยวกับอาการ อย่างเช่นจิตเภทเป็นอย่างไรเป็นประการแรก ประการที่สองเกี่ยวกับเรื่องยา พวกเขาควรรู้จักยาที่กำลังกินอยู่ทุกวัน อีกอย่างหนึ่งก็คือการฝึกทักษะชีวิต ทักษะของพวกเขาแย่มาก และเขาควรดูแลสุขอนามัยของตน แล้วก้าวต่อไปก็จะเป็นการฝึกทักษะทางสังคม เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับคนอื่นอย่างไร จึงต้องมีการฝึกทักษะทางสังคม ทักษะการสื่อสารในสังคม ซึ่งสำคัญมาก 

           ก้าวต่อไปก็คืองาน งานในชุมชนสำคัญมากในการที่จะดำรงชีวิตอิสระ จึงต้องมีการฝึกงาน ผมให้มีการฝึกทักษะการทำงานในโรงพยาบาล และเราทำสัญญากับโรงงานและภัตตาคารหลายแห่งในชุมชน หลังจากการฝึกอบรมแล้ว เขาสามารถไปอยู่ในชุมชน โรงงานก็จัดหาหอพักให้ผู้ป่วย ในชุมชนหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล

           ดังนั้น การสร้างเครือข่ายในชุมชนจะเป็นก้าวต่อไป เพราะความมุ่งหมายของการฟื้นฟูทางจิตสังคมคือการจำหน่ายผู้ป่วยออกไปสู่ชุมชน และสนับสนุนพวกเขาให้อยู่ได้เอง ดังนั้นเราจึงเริ่มโปรแกรมการฟื้นฟูทางจิตสังคม หลายอย่างในโรงพยาบาลแต่เราควรเริ่มฝึกอาชีพ เพราะผู้ป่วยทุกคนต้องการจะออกจากโรงพยาบาล และทุกคนต้องการมีงานในชุมชน ดังนั้น ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นเหมือนกรอบความคิดของการฟื้นฟูทางจิตสังคม

           และขั้นต่อไปควรเป็นอย่างไรหรือ ก็ควรมีโครงการเกี่ยวกับที่พักอาศัย เราควรจัดหาบ้านหรือที่พักอาศัยเป็น กลุ่ม (Group Home) สำหรับผู้ป่วย ดังนั้น งานและที่พักอาศัยจึงเป็นโครงการที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

 

ถ้าอย่างนั้นบางทีคลองเขื่อนอาจเป็นโครงการที่พักอาศัยแบบนี้?

นพ.ฮวาง: ครับ 

และโครงการฝึกอาชีพ แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในศูนย์ ไม่อยู่ในชุมชน คุณไม่สนับสนุนเขากลับสู่ชุมชนเลยทันทีหรือคะ?

คุณเอวา: คุณหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าไม่อยู่ในชุมชน หมายถึงผู้บริโภคหรือผู้ป่วยอาศัยอยู่บ้านของตนเอง หรือในหอพัก และเขามาศูนย์ตอนกลางวัน หรือว่า...จัดบริการไปให้เขาที่บ้าน

นพ.ฮวาง: ไปเยี่ยมบ้านหรือครับ?

อย่างเขาอยู่กับครอบครัว และอยู่ในชุมชน และคุณให้การสนับสนุนทางการศึกษาหรือการทำงาน หรือคุณนำเขาเข้ามาอยู่ที่ศูนย์สักพักหนึ่ง แล้ว...?

นพ.ฮวาง: ไม่ใช่เพียงที่ศูนย์ของผม มีศูนย์ฟื้นฟูทางจิตสังคมอื่นๆ ที่มีการฝึกทักษะชีวิต หรือฝึกอาชีพ ดังนั้น ผู้ป่วยสามารถไปที่ศูนย์อื่นใดก็ได้แล้วแต่ว่าเขามีความจำเป็นด้านไหน หากต้องการงาน ก็ไปที่ศูนย์ฟื้นฟูด้านอาชีพในชุมชนได้ หากเขาอยู่ในโรงพยาบาล เขาก็สามารถรับการฟื้นฟูในโรงพยาบาล และหลังจากจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว ก็สามารถรับการฟื้นฟูที่ศูนย์ในชุมชน มีศูนย์สุขภาพจิตชุมชน ศูนย์ให้บริการการฟื้นฟู และศูนย์ฝึกอาชีพ มีแหล่งบริการหลายด้าน เขาเลือกได้ตามชอบและโรคของเขา

คุณเอวา: ฉันคิดว่า บริการในชุมชนมีหลายโมเดล เมื่อเขาออกจากโรงพยาบาล เรามีสถานที่แห่งหนึ่งให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การสนับสนุนมีทั้งที่พักอาศัย บริการหอพักทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนโมเดลอื่นมีแต่บริการด้านที่พักอาศัยเท่านั้น เขาสามารถไปทำงานตอนกลางวัน หรือไปศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ แล้วกลับมาที่พักตอนกลางคืน โมเดลที่สามคือ ศูนย์ดูแลตอนกลางวัน ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพมีสามโมเดล บริการอีกแบบหนึ่งก็คือ เราจัดบริการให้ผู้ป่วยที่บ้าน เรียกว่า ผู้จัดการกรณีชุมชน

           โมเดลการสนับสนุนแบบที่หนึ่งถึงสามนั้นสนับสนุนโดยหลักประกันสุขภาพของไต้หวัน ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเลย ไม่ว่าจะเป็นสถานให้บริการยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือหอพัก หรือศูนย์ดูแลตอนกลางวัน แต่ค่าใช้จ่ายมาจากสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  โมเดลที่สี่ เราจัดบริการให้เขาที่บ้านในครอบครัว ผู้บริโภคหรือผู้ป่วยอาศัยอยู่ที่บ้านกับครอบครัวหรืออยู่คนเดียว เขาเช่าบ้านอยู่คนเดียว และเราให้ผู้จัดการกรณีมาช่วยจัดการหรือจัดการการดูแล หรือให้บริการด้านอาชีพการจ้างงานแก่เขา โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย คือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสวัสดิการสังคมและกระทรวงสาธารณสุขร่วมกัน และผู้บริโภคก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเหมือนกัน ใช่ นี่คือโมเดลที่สี่ 

           ดังนั้นมีบริการแบบต่างๆ เพื่อสนองความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน พวกเขาสามารถเลือกได้ ใช่ หรือบางคนอาจไปศูนย์ในชุมชนครึ่งวัน และอีกครึ่งวันไปทำงาน สนับสนุนโดยกระทรวงแรงงาน

นพ.ฮวาง: ใช่ ถ้าคุณมีวัฒนธรรมหลายอย่าง เชิญมาที่ศูนย์ของผม คุณเอวาไปเยี่ยมศูนย์เราเมื่อหลายปีก่อนกับสมาชิกครอบครัวหลายคน ผมสนุกมาก นำเสนอสถานบริการและระบบสุขภาพจิตของเกาหลีให้ชาวไต้หวันกับสมาคมของครอบครัวไต้หวัน (หัวเราะ)

แล้วคุณมีการฟื้นฟูด้านทักษะการเรียนไหมคะ ผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการในวัยรุ่นตอนต้น จึงมี ผู้ป่วยหลายคนหยุดเรียนกลางคันใช่ไหมคะ แล้วคุณมี...?

นพ.ฮวาง: มีครับ โครงการการศึกษาแบบได้รับการสนับสนุน (supported education) สำหรับคนวัยเยาว์ที่ทนทุกข์จากโรคจิตเวช และมีโครงการการศึกษาแบบได้รับสนับสนุน ซึ่งได้รับใบอนุญาต เขาไม่ต้องไปโรงเรียน แต่มีโครงการการศึกษาทางเลือกสำหรับผู้ป่วย

คุณเอวา: ใช่ ที่ไต้หวันก็มี และมีใบอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ และฟรีด้วย

ทุกอย่างฟรีหมด?

คุณเอวา: ไม่ทุกอย่างหรอก (หัวเราะ)

นพ.ฮวาง: ไต้หวันรวย (หัวเราะ)

 

ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณาให้เวลามาพูดคุยกับเรา หวังว่าเราจะได้ไปเยี่ยมศูนย์ของคุณ

นพ.ฮวาง: ขอบคุณครับที่เชิญเรามา ยินดีมากครับ และขอเชิญไปเยี่ยมศูนย์เราครับ

 

           เราได้เห็นวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการทำงานของบุคลากรทางด้านจิตเวชเกี่ยวกับศูนย์สุขภาพจิตชุมชนในประเทศเกาหลีและไต้หวันกันมาพอสมควร ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาศูนย์ฟื้นฟูทางจิตสังคมในบ้านเราว่า โอกาสในการพัฒนามีมากน้อยและเป็นไปได้อย่างไร?

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: