เมื่อต้องทิ้งบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

-A +A

           วิสูตร มีความตั้งใจว่าจะเจริญรอยเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แบบพ่อตั้งแต่เด็ก ด้วยว่าในใจคิดเป็นปมด้อยตลอดว่ามีโรคหอบหืด ไม่แข็งแรงเท่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน พ่อเลี้ยงดูเขาผู้ซึ่งเป็นลูกชายคนโตแบบเจ้าระเบียบ เข้มงวด เมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีนิติศาสตร์แล้ว จึงไปสมัครสอบเป็นนักเรียนโรงเรียนพลตำรวจ ได้อยู่กินกับภรรยาและมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ความอุตสาหะในหน้าที่การงานและการศึกษาอย่างสม่ำเสมอของเขาส่งผลให้สอบเลื่อนขั้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้สมปรารถนา  ในปีเดียวกันนั้นเองเขาได้สมัครไปรับราชการประจำอยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากเพื่อรับใช้ชาติแล้ว เขายังหวังว่าจะได้เบี้ยเลี้ยง เงินเดือนเพิ่มเพื่อสร้างครอบครัว ช่วงที่เขาต้องใช้ชีวิตห่างบ้านเกิดนั้น ภรรยาก็ขอแยกทาง ทิ้งลูกให้ปู่ย่าและอาเป็นผู้เลี้ยงดู 

           ชีวิตตำรวจภูธรสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องระมัดระวังตัวเองตลอดเวลา บวกกับประสบการณ์ที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมงานไปต่อหน้าต่อตาในการลาดตระเวน ครั้งหนึ่งโดยสิ่งสุดท้ายที่เขาช่วยได้ คือการแบกร่างชุ่มเลือดที่สิ้นลมหายใจไว้ในอ้อมอก สามปีที่เขามีอาการนอนผวา ตื่น ฝันร้าย เกิดมโนภาพเพื่อนร่วมงานที่ออกรบด้วยกันและหวาดระแวงว่าจะถูกลอบทำร้ายบ่อยๆ แต่ด้วยภาระหน้าที่ เขาและเพื่อนๆ ก็อดทน ทำงานรับใช้ชาติด้วยความภูมิใจ  วิสูตรในภาพตัดผมทรงมหาดไทย ไว้หนวดแบบนายจันหนวดเขี้ยว นักรบโบราณของหมู่บ้านบางระจัน คือ ภาพที่สมาชิกครอบครัวได้เห็นในวันที่เขากลับถึงบ้านโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนจากรัฐบาลตามที่ได้ตกลงไว้

           แม้ว่าได้ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรป้องกันและปราบปรามที่สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดที่ไม่ห่างจากบ้านเกิด แต่ก็ใช่ว่าเขาจะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวได้บ่อยนัก ความตรงไปตรงมากับหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ รังเกียจการคอรัปชั่นของเขาเป็นที่ทราบกันโดยทั่วกัน ได้รับความไว้วางใจและได้รับคำเตือนจากผู้กำกับการสถานีเรื่องความเข้มงวดไปพร้อมๆ กัน ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีทั้งที่ปฏิบัติตามและที่ขัดแย้งกัน จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาตามวาระ ความอึดอัดในหน้าที่การงานเริ่มมีมากขึ้น  

           มาในระยะหลังๆ ช่วงที่ได้พักวันหยุดกลับไปเยี่ยมบ้าน เขาได้เรียกลูกชายมาฝึกยุทธวิธี บอกให้ทุกคนในบ้านเปลี่ยนจากนอนบนเตียงเป็นนอนที่พื้นโดยให้เหตุผลว่าเพื่อหลบวิถีกระสุน หากมีใครมาลอบยิงก็จะปลอดภัย ไปนั่งซึมคนเดียวที่ไร่มะม่วง สีหน้าเคร่งเครียด พูดเปรยๆ ว่าอยากลาออกจากงาน บอกกับลูกว่าต้องตั้งใจเรียน ต้องเป็นคนดี ต้องไม่โกง ต้องระมัดระวังตัว และฝากน้องๆ ดูแลหลานให้ด้วย คนในครอบครัวรับฟัง มิได้ให้ความสนใจ 

           “ฮัลโหล แม่หรือครับ? ผมจะลาออกจากราชการนะครับ” เสียงพูดในโทรศัพท์เวลาเช้า ห้านาฬิกา “อย่าเลยลูก” “ผมแต่งชุดนักรบ กำลังนั่งหน้าโรงพัก จะไปบึ้ม ออกศึกนะแม่” เป็นการพูดคุยเมื่อเวลาแปดนาฬิกา

           “ฮัลโหล นายหรือครับ ผมจะลาออกจากราชการนะครับ” “เออ ออกเลย”  เป็นการคุยโทรศัพท์เมื่อเวลาหกนาฬิกา

           เวลาประมาณเก้านาฬิกา วิสูตรในชุดเครื่องแบบลายพราง สวมชุดเกราะป้องกันกระสุน สวมหมวกและรองเท้าคอมแบท ใช้สีดำป้ายใบหน้าเป็นการพรางตัว พร้อมด้วยปืนยาวหนึ่งกระบอกมายืนหน้าห้องทำงานของสารวัตรเพื่อนร่วมงาน นั่งย่อตัวประทับปืนบริเวณไหล่เล็งลำกล้องที่ติดตัวปืนส่ายไป ณ บริเวณนั้น บอกกับเพื่อนร่วมงานว่า “กูจะมายิงนาย” ทันใดนั้น “นาย” ก็ผลักประตูห้องทำงานออกมาพอดี หลังสิ้นเสียงลูกปืนจากลำกล้อง 4 นัด วิสูตรก็เดินถอยหลังจากที่เกิดเหตุโดยยังถือปืนส่ายไปมา และตะโกนบอกให้ทุกคน “หมอบ” จากนั้นก็ขับรถยนต์ส่วนตัวไปเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ตกถนนห่างจาก ที่เกิดเหตุไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงถูกจับกุมในสภาพที่มึนเมา ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 224 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้คือไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ส่วนผลการชันสูตรพลิกศพ พบรูกระสุนปืนเข้าบริเวณลิ้นปี่ 1 แห่ง สะดือ 1 แห่ง และลำคออีก 2 แห่ง มีหัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. 4 นัด ฝังในร่างกาย

           เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ผู้กระทำผิดเป็นพนักงานตำรวจ ศาลจึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว แต่รับฟังกรณีที่มารดาจำเลยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมอ้างว่าจำเลยมีอาการป่วยทางจิตขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปตรวจสุขภาพจิตกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิติจิตเวช

           ในการตรวจสภาพจิตพบว่าจำเลยมีสีหน้าเคร่งเครียด เล่าประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำงานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นการฆ่าและความตายมามาก ต้องฆ่าศัตรูเพื่อความอยู่รอด ความรู้สึกกดดันอยากระบายด้วยการฆ่าก็ยังมีอยู่ คิดว่าถ้าจับเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกันก็ทำได้ จะหลบหนีก็ทำได้แต่ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่เดือดร้อน ตอนนี้ก็มีความคิดอยากฆ่าตัวตายตลอดเวลา แต่นึกถึงลูกชายแล้วก็ทำให้ยับยั้งใจได้ ยังห่วงลูกชายอยู่ กลางคืนนอนไม่หลับ ทรมานมาก คิดวนเวียนกับชีวิตราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เบื่อ ท้อแท้ อยากทำหน้าที่ตำรวจให้สมกับศักดิ์ศรี เกลียดการคอรัปชั่น แต่ในชีวิตการทำงานมีความขัดแย้งมาก จึงอยากลาออกไปทำสวน มีความคิดเช่นนี้มานานเป็นปีแล้วนับจากช่วงที่มีการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชา แต่ก็อดทน เพราะตนเองเป็นลูกชายคนเดียว เป็นผู้สืบทอดอาชีพตำรวจของตระกูล ระยะหลังรู้สึกระแวงว่ามีคนคอยติดตามทำร้าย และจะทำร้ายครอบครัวด้วย จึงได้เข้มงวดกับลูกและคนในครอบครัวให้ป้องกันและเฝ้าระวังตัวเอง เนื่องจากจำเลยคิดวนเวียนกับการฆ่าตัวตายและมีคำพูดแบบสั่งเสียบ่อยๆ  แพทย์จึงได้ปรึกษากับครอบครัวว่าเห็นควรให้รักษาด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า เพื่อบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้าในระดับรุนแรงอย่างเร่งด่วน วิสูตรได้รับการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพจิตใจนานสามเดือนจึงกลับไปต่อสู้คดีของศาลชั้นต้น

           ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย  เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยมีการแต่งกายคล้ายลาดตระเวนเข้าไปก่อเหตุบริเวณห้องทำงานของผู้ตายต่อหน้าพนักงานตำรวจหลายนาย ทั้งที่จำเลยมีโอกาสลอบก่อเหตุขณะที่อยู่กับผู้ตายตามลำพังโดยง่าย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าขณะก่อเหตุจำเลยมีสภาพจิตไม่เหมือนกับบุคคลทั่วไป บวกกับรายงานความเห็นทางนิติจิตเวชที่ลงความเห็นว่า จำเลยมีอาการของโรคซึมเศร้าในระดับรุนแรงถึงขนาด มีอาการแบบโรคจิตร่วมด้วย ทำให้การรับรู้ต่อสิ่งกระตุ้นของสภาพแวดล้อมผิดปกติไปในแนวทางที่ส่งผลร้ายกับตนเองเกินความเป็นจริงส่งผลให้ไม่อาจบังคับควบคุมความเครียดได้ จึงเชื่อว่าจำเลยก่อเหตุคดีนี้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วไม่ได้ใช้อาวุธยิงทำร้ายผู้อื่นอีก กลับสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุหมอบแล้วออกมาขับรถยนต์หลบหนีจากที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าภาวะจิตใจของจำเลยขณะกระทำความผิดยังสามารถรู้สึกผิดชอบหรือยังสามารถบังคับตนเองได้อยู่บ้าง จึงเห็นควรลดโทษให้จำเลยน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบกับรายงานผลการตรวจภาวะสุขภาพจิตของจำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ป่วยทางจิตจึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ ให้รายงานตัวและไปบำบัดรักษาจิตใจที่สถานบำบัดรักษาทางจิตเวชอย่างเคร่งครัด โดยให้รายงานผลการรักษาต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในเวลาที่รอการลงโทษ

           อัยการยื่นอุทธรณ์ จำเลยเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในอีกครั้ง หลังจากติดตามการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและอยู่กับครอบครัวได้นาน  6 เดือน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: