Home School | สมาคมสายใยครอบครัว

Home School

-A +A

          ปัจจุบันการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาเปลี่ยนมาเป็นระบบศูนย์กลางอยู่ที่นักเรียน (Child centered) ซึ่งเน้นเรื่องการปฏิบัติ การทำกิจกรรม การฟังและการฝึกทักษะต่างๆ แล้วให้ผู้เรียนวิเคราะห์หาจุดสนใจตามความถนัดของตนเอง  การจัดการศึกษาแบบ Home School หรือการจัดการศึกษาโดยครอบครัวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ครอบครัวเป็นผู้จัดการศึกษาโดยจะมีแนวคิดในการจัดการศึกษาที่หลากหลาย  แตกต่างกันไปตามปรัชญาในระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา

          Home school จะยึดเด็กเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของ Montessori ที่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาการเรียนรู้ระยะแรกที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก โดยมีกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Education) ครอบคลุมทุกด้านทั้งด้านร่างกายหรือกายภาพ จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนด้านจิตวิญญาณ ดังนั้นรูปแบบการสอนจะไม่ติดยึดกับเทคนิคหรือหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งอย่างตายตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบตามพัฒนาทางความคิดที่ต่างกันในแต่ละช่วงอายุของเด็กทำให้ความพร้อมที่จะรับ “การสอน” ไม่เหมือนกันแต่ละวัย (ทฤษฎีพัฒนาการทาง  สติปัญญาของ Piaget) การเรียนการสอนมุ่งหวังให้เด็กรู้จักความสมดุลใน 3 วิถีทางที่บุคคลสัมพันธ์กับโลก คือผ่านกิจกรรมทางกาย ผ่านอารมณ์ความรู้สึกและผ่านการคิด (Waldorf Education) และส่งเสริมความสามารถเพื่อให้เด็กพัฒนาตัวเองไปได้มากที่สุดที่จะทำได้ตามศักยภาพและความสนใจ (แนวคิดของ Summer Hill)

          การเรียนการสอนแบบ Home school จะเน้นเรื่องการมองเห็นองค์รวมกว้างๆ ตามพัฒนาการช่วงวัยของ    ผู้เรียน ช่วงวัย 1-7 ขวบ ควรปล่อยให้เด็กเล่นไปตามธรรมชาติ เพราะการเล่น คือการจินตนาการที่มีความสุข รวมทั้งควรป้อนความรู้สึกให้กับเด็กบ่อยๆ เช่น ความรัก ความศรัทธา ความมีเมตตา หรือความพยายาม เพราะสมองซีกขวาเปิดกว้างที่สุด เพื่อบ่มเพาะพลังการอยาก เรียนรู้อันเป็นพื้นฐานความสำเร็จของการเรียนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น เหมือนเช่นไอน์สไตน์เมื่อตอน 4 ขวบเกิดความสงสัยมากว่าทำไมเข็มทิศถึงชี้ไปทางทิศเหนือตลอด ส่งผลเป็นพลังทำให้เขาสนใจที่จะเรียนรู้ในศาสตร์ดังกล่าวมากขึ้นจนกระทั่งเติบโต ดังนั้นการเรียนการสอนในช่วงก่อนประถมวัยถึงประถมตอนต้น เมื่อเด็กมีข้อสงสัยให้หาคำตอบมาอธิบายให้เด็กฟังเพื่อปลุกพลังการเรียนรู้นี้

          การจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (BBL : Brain Based Learning) เชื่อว่าการเรียนอย่างมีความสุขทำให้สมองรับรู้ได้ง่ายผ่าน Limbic system และทำให้จดจำได้มากยิ่งขึ้น หรือกลไกและการเรียนรู้ที่เกิดจากความประทับใจจะสั่งสมองให้เกิดการขวนขวายความรู้เพิ่มขึ้น BBL ถูกนำมาใช้ใน Home school เน้นให้ผู้เรียนเกิดความประทับจิตประทับใจ โดยมีหลักการพัฒนาสมองแห่งการเรียนรู้ 5 ข้อ ได้แก่

 

  1. สมองเรียนรู้จากของจริงไปหาสัญลักษณ์
  2. สมองเรียนรู้ด้วยความเข้าใจมากกว่าการจดจำ
  3. สมองมีขั้นตอนการเรียนรู้ภาษาเป็นลำดับ คือ พูด อ่าน เขียน ตามลำดับ
  4. สมองเรียนรู้จากเรื่องง่ายไปเรื่องยาก  
  5. การชื่นชมและให้รางวัลกระตุ้นให้สมองมีพลังแห่งการเรียนรู้

 

          สำหรับประเทศไทยได้มีกำหนดบทบาทของครอบครัวในการจัดการศึกษาไว้ในกฎหมายการศึกษา  อย่างชัดเจนเป็นการเฉพาะเป็นครั้งแรก คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 2 ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับบุตรหลานของตนได้เองตามกฎหมาย แม้ว่าการสนับสนุนจากรัฐทั้งเงินอุดหนุน และการลดหย่อนภาษียังไม่เห็นเป็นรูปธรรม แต่ผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

          พ่อแม่มีบทบาทเพิ่มเติมในการเป็นผู้อำนวยการการเรียนการสอน สนับสนุน และจัดหาครู กิจกรรมสำหรับลูก โดยลักษณะการเรียนรู้จะแตกต่างจากการเรียนในหลักสูตรปกติด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self directed learning)  ทุกที่ทุกเวลาเน้นการมองเห็นองค์รวมด้วยการพาเด็กเห็นสถานที่จริง ยึดตามธรรมชาติและความสนใจของผู้เรียน เป็นสำคัญ หลักสูตรที่ใช้ในการจัดการศึกษา Home school มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญา (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2549) รวมถึงทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและคุณภาพมาตรฐานของหลักสูตร

 

ตัวอย่างหลักสูตร Home school ในประเทศไทย

หลักสูตร แนวคิด วัตถุประสงค์ ช่วงชั้น
ครอบครัวพันธุ์โอสถ Waldof พัฒนาการตามช่วงวัยทั้งกายและจิตวิญญาณ ก่อนปฐมวัย
ครอบครัวพึ่งอุดม การบูรณาการกิจกรรม กิจกรรมเดียวให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาธรรมชาติ เพื่อให้เด็กมีความสุข ปฐมวัย
ครอบครัวสบายใจ ปรัชญาทางพุทธธรรม
และการเรียนรู้พื้นฐานการดำรงชีวิต
พัฒนาความเป็นมนุษย์ที่ดีงาม มัธยมศึกษาตอนต้น
ครอบครัวยศโสภณ เรียนรู้ผ่านชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปพร้อมๆ กัน ปฐมวัย

 

          ประเทศสิงคโปร์ประกาศเป็นวาระแห่งชาติเรื่องการปฎิวัติการสอนทั้งหมดให้เป็นแบบ “สอนน้อย รู้มาก” (Teach less, Learn more) ซึ่งสวนทางกับประเทศไทย    TDRI ศึกษาวิจัยถึงโครงสร้างชั่วโมงเรียนของเด็กไทย     ปี 2556 พบว่า โดยเฉลี่ยเวลาเรียนนักเรียนระดับประถมศึกษา ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี มัธยมศึกษาตอนต้นไม่เกิน 1,200 ชั่วโมงต่อปี และ มัธยมศึกษา    ตอนปลายรวม 3 ปี ต้องไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง เป็นเวลาที่มากเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีชั่วโมงเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ขณะที่ยูเนสโกกำหนดชั่วโมงเรียนของนักเรียนที่เหมาะสม 800 ชั่วโมงต่อปี การเรียนใน Home school ใช้เวลาในการเรียนต่อวันเทียบเท่ากับความสนใจของเด็กที่แตกต่างกันตามช่วงชั้นเรียน (Linsenbach, 2003) ดังนี้ 

ระดับการศึกษา ระยะเวลาความสนใจ
ก่อนเข้าโรงเรียนและอนุบาล 30-60 นาที/วัน
ประถมศึกษา 60-90 นาที/วัน
มัธยมศึกษาตอนต้น 1.5-3 ชั่วโมง/วัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย 2-4 ชั่วโมง/วัน

          Home school จึงเป็นการปฏิรูปการศึกษาไทยที่เน้นการสอนทักษะมากกว่าการท่องจำ ด้วยการปรับและสร้างเจตคติของเด็กให้ดีก่อนการฝึกทักษะ ภายใต้เวลาที่เหมาะสมตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยโดยศึกษาจากของจริงที่มี  อยู่จริง เชื่อจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเน้นที่การปฏิบัติจริง เหมือนการฝึกพูดสื่อสารของเด็กที่เกิดก่อนการเรียนรู้หลักไวยากรณ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมองด้านขวา เพื่อให้เด็กได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาให้ได้มากที่สุด เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มต้นใช้สมองซีกซ้ายอย่างเต็มที่ในช่วงประมาณ      10 ขวบ หรือประมาณ ป.4 จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะแก่   การเรียนสิ่งที่ยากๆ หรือเพิ่มเติมด้วยการเรียนพิเศษได้เห็นผลดี ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้นไป  

          ข้อจำกัดของ Home school ตามหลักของNational Association of Element school (ค.ศ.1998) ที่สังคมเป็นห่วงคือการปิดกั้นเด็กจากประสบการณ์ทางสังคม แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบทักษะชีวิตของเด็ก 2 กลุ่มของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545) พบว่าทักษะทางสังคมของเด็กผ่าน home school ไม่บกพร่อง เนื่องจากพ่อแม่มีการรวมกลุ่มกันจัดการศึกษาในบ้าน และจัดหากิจกรรมทางสังคมเสริมให้กับเด็ก พร้อมทั้งเด็กได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมกับเพื่อนต่างวัยก็เป็นการปลูกฝังการเข้าสังคม

          ข้อห้ามของ Home school คือในเด็กที่มีปัญหาภาวะการเรียนรู้บกพร่อง (LD : Learning disability)    เนื่องจากต้องได้รับการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล (Individualized Educational Program, IEP) จาก        ผู้เชี่ยวชาญหรือโรงเรียนทางเลือกที่เหมาะสมเท่านั้น อาการหลักๆ ของโรค LD คือปัญหาการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือ การสะกดคำหรือการคำนวณ ส่งผลให้เด็กเหล่านี้  มีผลการเรียนต่ำกว่าระดับเชาว์ปัญญา ทั้งๆ ที่ไม่มีความพิการของสมองและไม่มีปัญหาอารมณ์ การค้นพบกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรค LD ต้องเริ่มที่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้าพูดไม่ชัด การทรงตัวไม่ดี สับสนในทิศทาง หลักสูตรการเรียนและวิธีการประเมินจะถูกปรับให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล เช่น เน้นการฟัง การเห็น การลงมือทำ หรือใช้เครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ เช่น วิดีโอ คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเรียนได้ในโรงเรียนปกติ

          การศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์และเป็น  เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  ทุกคน ทั้งยังเป็นกลไกในการส่งเสริมสันติภาพ ความผาสุก และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศและของโลก

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: