คุณ คือ คนสำคัญ

-A +A

           หลายๆ ครั้งคุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง สามีภรรยา หรือกระทั่งญาติๆ ของผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวชคงจะรู้สึกทำนองเดียวกัน เราอยู่ในฐานะอะไรสำหรับผู้ป่วย เพราะสิ่งที่เขาทำหลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนว่าเราไม่สำคัญในหัวใจของเขาในหลายๆ กรณี จะมีตั้งแต่เขาอาจจะไม่ค่อยสนใจใยดี เก็บตัวอยู่ในโลกของตนเอง ไม่ให้ความร่วมมือในสิ่งที่คุณพยายามทำเพื่อให้เขาพัฒนาขึ้น จนถึงขั้นที่ว่า เขาอาจทำร้ายคุณ ให้เจ็บให้อายด้วยวาจา หรือใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่ซ้ำซาก

           คุณอาจท้อว่าเขาคงไม่มีวันหาย และคุณแสนจะไร้ค่าในสายตาของเขา และคุณทุกข์หนักหนาต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งตราบาป ต้องมีภาระหนักทั้งกายและใจ จนดูเหมือนว่าชีวิตคุณต้องโคจรไปตามแรงเหวี่ยงของผู้ป่วย

           จนคุณเองก็จะป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจริงแล้ว

           มีหลายคนพูดว่า ผู้ป่วยยังได้รับความเข้าใจ มีนักวิชาชีพดูแล แต่ครอบครัวและผู้ดูแลเล่า ใครจะเข้าใจและช่วยเหลือบรรเทาภาระหนักที่แบกอยู่นี้

 

เสียงจากผู้ที่คุณห่วงใย

           วันนี้เราจึงจะฟังเสียงผู้ป่วยว่า ใครคือคนสำคัญสำหรับชีวิตเขา คนที่ให้ข้อมูลนี้ อยู่ในระดับความเจ็บป่วยต่างๆ กัน บางคนสังเกตได้ว่ายังไม่อยู่ในโลกของความจริงเสียทีเดียว บางคนยังมีอะไรอีกมากที่ยัง ไม่ไว้วางใจพอที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา แต่ส่วนใหญ่ยินดีจะบอกเล่าแบ่งปัน 

           คุณอาจจะตั้งคำถามว่าผู้ป่วยเชื่อได้หรือ???

           เชื่อได้หรือไม่ได้ คุณยินดีฟังเขาสักหน่อยไหมคะ แล้วคุณค่อยคิดเองว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อ และจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยินต่อไปนี้

 

ใครคือคนสำคัญมากสำหรับคุณ? 

           มีคนตอบว่า “แม่” มากที่สุด แม้คุณแม่ของผู้ตอบคนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นคนสำคัญที่ให้ทุกอย่างในชีวิต ทิ้งห่าง “พ่อ” ซึ่งมาที่สองแบบขาดลอย ลำดับต่อมาคือ “พี่” และ “น้อง” รองลงไปคือ “ลูก” ครอบครัวซึ่งเป็นคำรวมกว้างๆ เป็นลำดับต่อมา ซึ่งหากรวมอากง คุณตาคุณยายที่ตามมาติดๆ ครอบครัวขยายก็มีคะแนนไม่น้อย แต่เราก็ตระหนักว่าเป็นคะแนนรวม ของญาติหลายคนอย่างเช่น คุณอา หลานเป็นต้น ไม่ใช่คนเดียวแบบแม่พ่อหรือพี่น้องและลูก สำหรับกลุ่มคนที่สำคัญมากต่อมาที่ผู้ป่วยเอ่ยถึงก็คือ “เพื่อน” ทั้งที่โรงเรียนและละแวกบ้าน “คุณหมอ” “แฟน/คนพิเศษ” “ภรรยา” “คุณครู” “สามี” ตามลำดับคะแนน สุดท้ายที่เราอาจนึกไม่ถึงก็คือ “ตัวฉันเอง”

 

คุณอยากให้ครอบครัวและผู้ดูแลปฏิบัติต่อคุณอย่างไร?

           คำตอบมีหลากหลาย แต่โดยนัยไม่แตกต่างกันมากนัก ในส่วนแรกคือสิ่งที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต ผู้ป่วยบอกว่าครอบครัว โดยเฉพาะแม่กับพ่อปฏิบัติต่อเขาในแบบที่เขาต้องการอยู่แล้ว คือเป็นผู้ดูแลสนับสนุนเขาในเรื่องการดำรงชีวิต อย่างที่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า การเงิน ขาดเหลืออะไรก็ช่วย แม่ทำให้สบายโดยช่วยเหลือ อย่างทำงานบ้านให้ มีกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่นดูทีวีด้วยกัน พี่ซึ่งออกเรือนไปอยู่ไกลก็ยังมาหาทุกวัน มานั่งคุย แม่ให้คำแนะนำในสิ่งที่ดี ปรึกษาได้ ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเวลาเดือดร้อนในเรื่องที่ทำเองไม่ได้ ตลอดจนเชื่อมโยงให้มีส่วนร่วมในสังคม

           ในด้านที่ละเอียดอ่อนยิ่งไปกว่าการดำรงชีวิต น่าจะเป็นการพูด ผู้ป่วยดูจะให้ความสำคัญต่อคำพูดของครอบครัวและผู้ดูแลมาก คำพูดของแม่บางประโยคดูเหมือนจะฝังใจและเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจของลูกที่ป่วย แม่พูดกับเขาว่า “แม่อยากให้หนูหาย อยากให้เลี้ยงตัวเองได้ ให้มีงานทำ อยู่ในสังคมได้” ผู้ป่วยก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่อยากได้รับคำพูดไพเราะ พูดดีๆ ให้กำลังใจ เวลาที่เขาไม่สบายก็พูดจาซักถาม หากมีประเด็นอะไรก็อยากได้คำแนะนำ น้ำเสียงที่ใช้ควรไพเราะ และวิธีการพูดควรให้กระชับเฉพาะสิ่งสำคัญ

           การพูดที่ผู้ป่วยไม่พึงประสงค์ก็คือพูดมาก พูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ พูดอย่างไร้น้ำใจ เขาไม่อยากให้แนะนำสั่งสอน น้ำเสียงที่เขาขออย่าใช้กับเขาคือการตวาด ดุดัน โวยวาย 

           ในเรื่องการพูดนี้ คุณอาจจะรู้สึกว่าบางครั้งการพูดแนะนำ สั่ง และสอน เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากความเป็นห่วง เนื่องจากสิ่งที่ผู้ป่วยทำหรือไม่ทำซ้ำๆ อย่างเช่น การทำกิจวัตรประจำวันหรือการกินยาที่เขาอาจต้องได้รับการกระตุ้น แต่ดังที่ผู้ดูแลคนหนึ่งได้แนะนำไว้ก็คือ ลองหยั่งลึกลงในใจเราว่า เรารักและเป็นห่วงเขาใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่สื่อสารในแนวทางที่เขาก็สบายใจ เราก็สบายใจเล่า? และหากจะเรียนรู้เทคนิควิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย อย่างเช่นการบอกเขาตรงๆ ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น คุณรู้สึกอย่างไร และถามเขาว่าเขาจะเปลี่ยนไปทำสิ่งที่คุณต้องการได้หรือไม่? และตอบเขาโดยพยายามจับว่าเขารู้สึกอย่างไร และพูดสะท้อนให้เขาทราบเพื่อเขาจะได้รับรู้ว่า คุณรับรู้ เข้าใจ และพร้อมที่จะฟังต่อ คุณคิดว่าจะดีไหม?

           เพราะจริงๆ ผู้ป่วยก็ต้องการให้คุณสื่อสารกับเขา ผู้ป่วยซึมเศร้าคนหนึ่งอยากบอกลูกว่า “ไปไหนให้โทรบอก อย่าปล่อยให้กังวลเป็นห่วง” ก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ทุกคนที่ห่วงลูกใช่ไหม?

           ทั้งการช่วยเหลือดูแลและการพูด หากจะเป็นไปในแนวทางบวกหรือลบ ล้วนออกมาจากท่าทีในใจเราทั้งสิ้น ผู้ป่วยให้คุณค่ากับท่าทีที่ครอบครัวรักและเข้าใจตัวเขาและการป่วยของเขา ซึ่งเขาอยากให้เรามีท่าทีว่า ตัวเขากับการป่วยไม่ใช่หนึ่งเดียวกัน อยากให้เห็นอกเห็นใจ ซึ่งเราจะทำได้ก็ต้องเอาใจใส่ ใส่ใจในความรู้สึก รับฟัง ห่วงใย ใกล้ชิด อบอุ่น และแม้ว่าที่ผ่านมาอาจมีบางอย่างที่ทำให้คุณหวั่นเกรง แต่ผู้ป่วยก็ยังอยากให้คุณไว้วางใจ เชื่อใจ เคารพการตัดสินใจของเขา และให้เกียรติ ให้การสนับสนุน อยากให้ครอบครัวเห็นความสำคัญ ให้ลูกและสามีเห็นว่าทุกสิ่งที่ทำให้ครอบครัวนั้นทำด้วยความรัก และด้วยเต็มใจ

           แม้จะต้องการความใกล้ชิด ความอบอุ่น ซึ่งคุณก็ทราบว่า ในบางครั้ง คุณแทบจะไม่ให้ผู้ป่วยคราดสายตา และคุณจะกังวลไปหมดจนต้องกำกับเขาไปทุกย่างก้าว ผู้ป่วยบางคนจึงต้องการระยะห่าง บอกว่า ไม่อยากให้สนใจมาก เขาต้องการอิสระ ขอให้คุณยอมให้เขามีเวลาเงียบๆ คนเดียว ไม่อยากให้คุณคาดหวังเขา ไม่ตัดสิน ไม่อยากให้คุณบังคับให้ทำอะไรที่ไม่อยากทำ เขาอยากให้คุณทำทุกอย่างด้วยใจ ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่หรือความจำเป็น ไม่อยากให้คุณเห็นว่าเขาเป็นตัวปัญหา เป็นภาระ เขาเองก็ยอมรับว่าเขาอาจผิดได้ และเมื่อผิดเขาก็อยากให้คุณอภัย

           นอกจากนี้ เขาก็เห็นว่า ในการป่วยของเขา บางครั้งก็ทำให้ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานแตกสามัคคี เขาอยากเห็นความสามัคคี อีกทั้งนั้นทั้งนี้ เขาอยากให้มีอารมณ์ขัน ครอบครัวของคุณไม่มีเสียงหัวเราะ เฮฮา กันมานานเพียงใดแล้ว?

           เมื่อเราพิจารณาสิ่งที่ผู้ป่วยอยากให้ปฏิบัติต่อเขาแล้ว เราจะเห็นว่าเขาก็คือมนุษย์ธรรมดา ความต้องการของเขาก็เหมือนกับมนุษย์ทุกคนรวมทั้งคุณและฉัน 

           เราเห็นความเป็นมนุษย์ในสิ่งที่เขาประสงค์ ลองกลับไปทบทวนความต้องการของเขา แล้วดูว่าอะไรบ้างที่ต่างจากตัวคุณ 

           อีกอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ก็คือ ความขัดแย้งในใจ สิ่งที่เขาบอกเมื่อรวมกันเข้าทั้งกลุ่มแล้ว ก็มีคู่ขัดแย้งอยู่ด้วยกัน ด้านหนึ่งเขาก็ต้องการความช่วยเหลือแต่ก็ไม่ต้องการเป็นภาระ เขาอาจดูไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะทำงาน แต่เขาก็ต้องการจะทำสิ่งที่เขาทำได้ดีและเลี้ยงตนเอง ตลอดจนต้องการตอบแทนพระคุณ ต้องการให้คุณดูแลใกล้ชิดเอาใจใส่แต่ก็ต้องการระยะห่าง ต้องการการแนะนำปรึกษาแต่ก็อยากให้ไว้วางใจและเคารพการตัดสินใจของเขา ต้องการการสื่อสารแต่ก็ต้องการความเงียบด้วย จุดสมดุลของคุณและคนที่คุณรักและดูแลนั้นอยู่ที่ไหน? คงไม่มีใครตอบแทนคุณและเขาได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของบุคคล ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

           คุณเป็นคนสำคัญยิ่งที่จะค้นหาและทำสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าคุณอยากทำให้ดีที่สุดและไม่แน่ใจว่าอะไรที่เหมาะสมที่สุด ลองถามคนที่คุณรักและหวังดีซึ่งป่วยอยู่ดีไหมคะ?

 

หรือเขาจะเรียกร้องมากเกินไป?

           เมื่อฟังคำถามแล้ว มีผู้ป่วยน้อยคนที่แสดงออกตรงๆ ว่าอยากได้อะไรที่ยังไม่ได้ กล้าแสดงออกว่ายังไม่พึงพอใจในสิ่งที่ได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะชะงักไปสักครู่ เหมือนกับว่า “ฉันเรียกร้องได้หรือ?” “ฉันได้รับมากมายเพียงพออยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” และผู้ป่วยคนแรกที่คุยด้วย เมื่อก้มหน้าคิดสักครู่ก็เงยหน้าขึ้นตอบว่า “ไม่ใช่ว่าผมจะอยากให้เขาปฏิบัติต่อผมอย่างไร ผมต้องคิดว่าจะต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรมากกว่า เพราะผมเป็นภาระที่ยังไม่ได้ทำงาน” จึงขอเรียนให้คุณทราบว่า ผู้ป่วยรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยมีสิทธิอันใดที่จะเรียกร้อง

           คำตอบของผู้ป่วยเมื่อประมวลแล้วจะเห็นได้ว่ามีภูมิปัญญาซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยต่างๆ อย่างเช่น การวิจัยแสดงมานานแล้วว่า ผู้ป่วยจะหายดีกว่าและไม่ค่อยป่วยซ้ำหากอยู่ในครอบครัวที่สื่อสารกันอย่างสงบไม่ค่อยใช้อารมณ์ใส่กัน มีระยะห่างพอสมควร แต่หากครอบครัวไหนใกล้ชิดกันมากและใช้อารมณ์ใส่กันมาก (high Expressed Emotion) ผู้ป่วยจะป่วยซ้ำบ่อย 

           ในส่วนของการพึ่งตนเองนั้น การทำงานเป็นการเยียวยาที่ดี ทำให้รู้สึกว่าตนมีค่า มีศักดิ์ศรี มีที่ยืนในสังคม ฉะนั้น การที่ผู้ป่วยไม่อยากให้ตนเป็นภาระของ พ่อแม่พี่น้อง อยากให้ครอบครัวยอมรับความสำคัญ จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ว่า เราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้เขาทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

           ต่อหน้าคุณนี้ คือมนุษย์คนหนึ่งสำหรับเขา คุณ โดยเฉพาะคุณแม่ คุณพ่อ พี่และน้อง คือคนสำคัญมาก และหากคุณตีตราบาปตัวเขา คุณคิดว่าผลกระทบต่อเขาจะมหาศาลเพียงใด ขณะที่เขาอาจสูญเสียความหวังไปหมดสิ้นแล้ว คงมีแต่คุณเท่านั้นที่จะประคับประคองความหวังไว้ให้เขา ให้เขาก้าวขึ้นมารับไปเมื่อแข็งแรงขึ้นแล้ว ส่องแสงแห่งความหวังนี้ให้ตัวเขาเองและเพื่อนร่วมทาง

 

เส้นทางนี้มีตัวช่วย

           หากการเป็นครอบครัวและผู้ดูแลทำให้คุณอ่อนล้า และคุณต้องการเรียนรู้ที่จะก้าวเดินให้มั่นคงเข้มแข็งขึ้น เพราะทางเดินนี้ยาวไกล ไม่ใช่การวิ่งเร็ว แต่เป็นการวิ่งมาราธอน สมาคมสายใยครอบครัว มีกลุ่มผู้ดูแลที่ชื่อ “สานสายใย” ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนกันของผู้ดูแล ประชุมกันสองเดือนครั้ง และสมาคมฯยังมีหลักสูตรสายใยครอบครัวซึ่งจัดอบรมปีละสามรุ่น ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้จักเส้นทางนี้ว่าจะคาดหวังและรับมืออย่างไร ดังที่คุณเห็นได้ในหน้าประชาสัมพันธ์ของนิตยสารนี้ หรือติดต่อได้ที่สมาคมสายใยครอบครัว โทร. 02-528-7821, 02-528-7800 ต่อ 57254

           ไม่ใช่คุณคนเดียวที่กำลังพยายามประคองตัวให้ดีในเส้นทางสายนี้ เราขอเอาใจช่วย คุณที่เป็นคนสำคัญมากทุกคน!

           โดยเฉพาะเนื่องในวันแม่ปีนี้ ขอประโลมใจแม่ทุกคน ด้วยคำของผู้ป่วยคนหนึ่ง ที่บอกตัวเองยามน้อยใจผู้บังเกิดเกล้าว่า

           “แต่ก็อย่าไปถือสา ให้อภัยแก่ผู้เป็นพระอรหันต์ของลูก เพราะเราต้องทำดีต่อท่านทุกๆ วัน วันดีคืนดีผู้มีพระคุณจะจากไปเมื่อใดก็ไม่รู้”

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: