ดิฉันหายป่วยแล้ว | สมาคมสายใยครอบครัว

ดิฉันหายป่วยแล้ว

-A +A

           “เรียบร้อย เรียนดี ไม่ค่อยกล้าแสดงออก” คือข้อความจากสมุดพกที่อาจารย์ประจำชั้นมักจะเขียนบรรยายตัวดิฉัน

           ตั้งแต่เล็กจนโต ดิฉันเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เงียบ จะพูดคุยกับใครต่อเมื่อคุ้นเคยหรือสนิท มีนิสัยรักการอ่าน ชอบฟัง ตั้งใจเรียน ชีวิตเป็นปกติดี จนกระทั่งการเรียนมาถึงชั้นมัธยมปลาย เมื่อต้องเรียนหนักขึ้น ก็เริ่มนอนไม่หลับ เครียด มีอาการหูแว่ว ได้ยินเป็นเสียงด่าว่า แต่ดิฉันไม่มีความรู้เรื่องโรคจิตเวช คิดว่าเป็นเสียงเพื่อนบ้านนินทา มีอาการเป็นๆ หายๆ จนช่วงใกล้สอบของการเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ดิฉันอ่านหนังสือไม่ทัน เครียด เวลากลางคืนนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นไปอ่านหนังสือ มีเสียงหูแว่วเป็นเสียงอาจารย์มาสอนหนังสือ ดิฉันก็เชื่อแบบนั้น ดิฉันเรียนกับอาจารย์จนเช้า ก็ไปสอบ แต่ไม่สามารถทำข้อสอบได้เลย ดิฉันร้องไห้ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องสอบ สมองเบลอไปหมดเพราะนอนไม่หลับมา 1 สัปดาห์ ก่อนเข้าสอบ อาจารย์คุมสอบเห็นอาการ ก็เป็นห่วงเรียกมาซักถาม แล้วจึงพาดิฉันไปพบจิตแพทย์ ปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นโรคจิตเภท 

           เรื่องที่ดิฉันป่วยดูเหมือนจะเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับครอบครัวของดิฉัน ทั้งพ่อแม่และพี่ชายต่างไม่มีความรู้เรื่องโรคจิตเวช แต่ทุกคนก็เป็นห่วงเป็นใยดิฉัน พ่อและแม่แสดงความรักโดยการกอดดิฉันด้วย พี่ชายก็ให้กำลังใจดิฉัน โดยการให้คิดว่าดิฉันหายป่วยแล้ว เป็นคนปกติ พี่ยังบอกว่า “แกไปทีเคปาร์ค แกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ เนี่ยเหรอคนป่วย แกไม่ได้ป่วยซะหน่อย” นอกจากนี้คนในครอบครัวก็ปฏิบัติต่อดิฉันเหมือนว่า ดิฉันเป็นคนปกติ ดิฉันยังคงช่วยงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน และช่วยเลี้ยงหลาน ดิฉันทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ มีกลุ่มเพื่อนเฮฮา จนบางทีก็ลืมไปว่าเราเป็นคนป่วยด้วยซ้ำ

           หลังจากนั้นดิฉันดูแลตัวเอง ทานยาสม่ำเสมอ เรียนหนังสือต่อได้ แต่มักจะไม่มีสมาธิ ใกล้สอบเพื่อนๆ และอาจารย์มักจะมาติวบทเรียนให้ ดิฉันจึงสอบผ่าน ยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งมีเมตตาพาไปนั่งสมาธิ เพื่อให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ และกระตุ้นความจำ ท่ามกลางความช่วยเหลือของเพื่อนๆ และอาจารย์ดิฉันจึงสามารถเรียนจบปริญญาตรีโดยที่ครอบครัวต่างยินดีและภูมิใจในตัวดิฉันมาก

           ดิฉันเริ่มทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี งานเยอะมาก ดิฉันรู้สึกกดดัน ไม่มั่นใจ จึงลาออกมาเรียนต่อด้านสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดิฉันคิดว่าคงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจครอบครัวได้ เพราะทางบ้านคุณพ่อเป็นแพทย์แผนโบราณ ผลิตยาไทยหลายชนิดจัดวางจำหน่าย แต่ดิฉันก็ยังรู้สึกตัวว่าไม่มีความสุข ยังหวาดระแวง หูแว่ว เครียด ร้องไห้บ่อยๆ และรู้สึกว่าชีวิตยังมืดมน ยังทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราว ยังมองไม่เห็นอนาคตหรือแสงสว่างในทางชีวิตของตัวเอง

           จนกระทั่งวันหนึ่ง ในปี 2554 ดิฉันดูโทรทัศน์รายการ “เก้าอี้สีขาว” แขกรับเชิญวันนั้นคือ แม่กุสุมาลย์ สุทธิลออ จากสมาคมสายใยครอบครัว ผู้ซึ่งดูแลลูกสองคนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชจนหายดี มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศูนย์กิจกรรมสมาคมสายใยครอบครัว ดิฉันรู้สึกศรัทธาในตัวแม่กุมาก จึงรบเร้าให้คุณพ่อและคุณแม่พาไปพบท่าน

           ซึ่งในตอนนั้นคำว่าโรคจิตเวชเป็นเรื่องแปลก และไม่ยอมรับของคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แม่กุสุมาลย์ได้อธิบายให้ดิฉันและครอบครัวฟัง เกี่ยวกับเรื่องราวของโรคจิตเวช เรื่องของสารสื่อประสาทในสมองที่ไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคจิตเภท ความเข้าใจว่าจำเป็นต้องกินยาไปตลอด ซึ่งยาโรคจิตเวชนี้เองจะช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง นอกจากนั้นแม่กุยังตักเตือนให้ดิฉันฝึกยิ้มบ้าง ท่านกล่าวว่า ถ้ามีคนมาซื้อของที่ร้าน ลูกจะทำหน้าบึ้งหรือ ยิ้มแย้มแจ่มใส อันไหนจะเรียกลูกค้าได้มากกว่ากัน ดิฉันจึงคิดได้และปรับเปลี่ยนบุคลิกให้เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น

           ต่อมาแม่กุได้ไห้โอกาสดิฉัน โดยให้ดิฉันเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในศูนย์กิจกรรมสมาคมสายใยครอบครัว และเรียนรู้งานเอกสารต่างๆ กับพี่อี๊ด ซึ่งเป็นผู้ช่วยแม่กุอยู่ในขณะนั้น ด้วยคำสอนเพื่อปรับบุคลิกภาพจากแม่กุ และการสอนงานเกี่ยวกับด้านเอกสารต่างๆ จากพี่อี๊ด ทำให้ดิฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้น พัฒนาทักษะในการทำงานและการเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อดิฉันเข้าใจผู้อื่น ดิฉันก็เข้าใจโลก เข้าใจตัวเองมากขึ้น

           ปัจจุบันดิฉันทำธุรกิจภายในครอบครัวเกี่ยวกับการช่วยประชาสัมพันธ์ ติดต่อประสานงาน และเช็คสต็อกสินค้า รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของดิฉันคือ การมีเพื่อน มีกัลยาณมิตร รวมถึงมีผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และให้ความเข้าใจในตัวดิฉัน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ และพี่ติ่ง พี่ชายที่แสนดีของดิฉันและคนอื่นๆ อีกหลายคน จนสามารถพลิกชีวิตของตนเองจากการเป็นผู้ป่วยจิตเวชมาเป็นคนที่ปกติ หายป่วยและใช้ชีวิตอย่างปกติสุข มีความสุขได้ในที่สุด

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: