ร่มไทรแห่งเจนไน: ตอน ปัจฉิมบท

-A +A

ร่มไทร แห่ง เจนไน:
เสียงของผู้ป่วยจิตเวชหญิงเร่ร่อน

Out of Mind, Out of Sight: Voices of the Homeless Mentally Ill.
The Banyan story told by Kendra
ตอน ปัจฉิมบท

 

จะมีเหตุผลอันใดได้
นอกจากรัก?

          ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว ตัวกระตุ้นและพลังผลักดันดั้งเดิมเบื้องหลังของการที่ฉันเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการทำหนังสือขององค์กรร่มไทรเล่มนี้คือ การสูญเสียลูก ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของฉันกับโครงการนี้เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการเดินทางผ่านความโศกเศร้าอาลัย การเรียนรู้ และการเยียวยาของตัวฉันเอง ขณะบันทึกเรื่องราวอันเป็นเคราะห์ร้ายและทุกข์ยาก แสนสาหัสของหญิงที่องค์กรร่มไทร ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ความยากลำบากจะโอบอ้อมความหมายหรือความมุ่งหมายไว้ เมื่อเผชิญกับความสิ้นหวังของตนเอง หรือเรื่องราวจนตรอกของคนอื่นๆ คำถามว่า “ทำไม?” ก็ดันตัวมันเองออกมาประกาศกร้าวไม่หยุดหย่อนว่า ทำไมต้องเป็นฉัน? ทำไมต้องเป็นเธอ? ทำไมต้องเป็นใครต่อใครด้วยเล่า? การทนทุกข์เรียกร้องหาเหตุผลสักข้อหนึ่ง ฉันต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าขณะล้มลุกคลุกคลานผ่านความเศร้าโศกของตนเองและไตร่ตรองเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของผู้พักพิงที่องค์กรร่มไทร ฉันเริ่มพบคำตอบต่อคำถามที่ไม่อาจมีคำตอบได้เลย ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คำตอบให้ข่าวสารแห่งความหวังและการเสริมพลังสำหรับตัวฉันเอง สำหรับใครใครที่ชีวิตได้มาถึงจุดต่ำสุด รวมทั้งมนุษยชาติทั้งมวลด้วย

          สิ่งที่กลับตาลปัตรก็คือ คำตอบที่ได้นั้นย้ำความเชื่อมั่นของฉันที่ว่า ความทุกข์ยากไร้ซึ่งความหมายใดๆ ทั้งสิ้นในตัวมันเอง แท้ที่จริง การขาดซึ่งความหมายอย่างสิ้นเชิงนั่นเองที่ก่อเกิดความสิ้นหวัง อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ของฉันเองตลอดสองปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนหลายๆ คนที่ฉันได้สังเกตมาที่องค์กรร่มไทร ได้สอนฉันว่า ความทุกข์ยากอาจซึมซาบไปด้วยความมุ่งหมายได้ ทำให้คนที่สิ้นหวังเคลื่อนไปข้างหน้า บางครั้งก็เคลื่อนไปอย่างมองโลกในแง่ดีด้วย การพบเหตุผลในความทุกข์ส่วนตัวช่วยให้ฉันทนความทุกข์นั้นได้ ความเจ็บปวดน้อยลง นอกจากนั้น การกระทำที่สำแดงความเมตตาให้ความหมายแก่การดิ้นรนต่อสู้ชีวิตของคนอื่น บรรเทาภาระของพวกเขาด้วยความหวังในระดับหนึ่ง จดหมายข่าวของชีโวตยาอันเป็นสถานดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายขององค์กรเอกชนองค์กรหนึ่งในเมืองมัดราส ได้พูดถึงนักข่าวคนหนึ่งซึ่งไปเยี่ยมสถานแห่งนั้น นักข่าวคนนั้นได้เขียนว่า “สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือความสงบและเบิกบานเหลือจะหยั่งบนใบหน้าของผู้ป่วยทุกคน ประหนึ่งจะบอกว่า ใช่ ฉันกำลังจะตายในไม่ช้า แต่ฉันถือว่าความทุกข์ยากของฉันเป็นพร ขอบคุณสำหรับการดูแลด้วยความรักของซิสเตอร์ทั้งหลาย” ความคิดทำนองเดียวกันสะท้อนอยู่ในการสัมภาษณ์คนที่องค์กรร่มไทรของฉัน ตัวอย่างเช่น สตรีคนหนึ่งบอกว่า

          “เจ้าหน้าที่องค์กรร่มไทรเป็นเพื่อนแท้กลุ่มเดียวที่ฉันมีอยู่ เพราะพวกเขายืนเคียงข้างฉันในยามมีปัญหา เพื่อนคนอื่นจงรักภักดีแต่ตอนที่ฉันร่ำรวยและมีสถานะสูง ฉันขอบคุณพระเจ้าผู้ทำให้ฉันจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแล้วทรงนำฉันมาที่องค์กรร่มไทร เพื่อกลับขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้ฉันเป็นคนที่ดีขึ้น ฉันเคยใช้ชีวิตในหมู่คนสิ้นไร้ไม้ตรอก ฉันจึงได้เข้าใจว่า คนทุกคน (ร่ำรวยหรือยากจน) เท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า”

          เรื่องราวของหญิงที่องค์กรร่มไทรน่าเศร้า แต่ก็ให้แรงบันดาลใจด้วย เฮเลน เคลเลอร์ อาจารย์ที่หูหนวกตาบอดเคยกล่าวว่า “โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน แต่ก็เต็มด้วยชัยชนะเหนือความทุกข์ทรมานด้วย” ไม่เพียงเหยื่อของโศกนาฏกรรมเท่านั้นที่ฉวยโอกาสที่จะเอาชนะความทุกข์ยากนั้นไว้ได้ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็ทำได้ ตัวอย่างเล็กๆ จากชีวิตของฉันเองก็คือ กรณีสตรีคนหนึ่งในแคนาดา  ซึ่งฉันไม่เคยพบแต่เธอบังเอิญได้ยินเรื่องลูกของฉันเสียชีวิต ชีวิตเยาว์วัยสูญเสียไปอย่างไร้ความหมายของลูกฉัน ผลักดันให้เธอลงนามแจ้งความประสงค์จะบริจาคอวัยวะ การริเริ่มนี้แม้จะเล็กๆ แต่ก็เปิดโอกาสให้เธอแสดงความเศร้าโศกออกมาในทางที่ดี และมีส่วนเพิ่มความหมายแก่ความเศร้าโศกจากการสูญเสียของฉัน โดยนัยเดียวกัน หากผู้ป่วยจิตเวชที่เร่ร่อนถูกทิ้งไว้ตามถนนโดยไม่มีทีท่าว่าจะมีความช่วยเหลือใดๆ ความทุกข์ทรมานของพวกเขาก็เท่ากับสูญเปล่า แต่ในแวบที่สังคมทนสภาพที่ตกต่ำเช่นนั้นของพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว และลงมือใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อทวนกระแสนั้น ความสิ้นหวังว่างเปล่าของชีวิตที่แหลกสลายจำนวนมากมายนักเริ่มเติมเต็มด้วยความหมาย โดยการเอื้อมมือออกไปหาคนที่มีความจำเป็น มนุษยชาติไม่เพียงยกระดับคนที่จนมุมย่อยยับ แต่ยกระดับมนุษยชาติโดยรวมเองอีกด้วย โดยการยกคนที่ตกต่ำจนถึงหุบเหวอันลึกที่สุดขึ้นมา เราสาธิตให้เห็นว่า ความรักความเมตตาเป็นขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคม ขณะที่ปัจเจกบุคคลจำนวนมากอาจไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับหายนะ ใหญ่หลวงในชีวิตของตน มนุษยชาติโดยรวมไม่สามารถทะยานขึ้นเหนือความทุกข์ทรมานของตนจนกว่าทุกชีวิตที่มีความรู้สึกรู้สาได้ทำเช่นนั้น ฉันมาถึงจุดที่เกิดความเชื่อว่า แม้ความเคราะห์ร้ายของคนไม่กี่คนก็เป็นตัวแทนของการท้าทายสำหรับเราทุกคนที่จะหลุดพ้นจากสภาวะของมนุษย์ไปสู่สิ่งที่สูงส่งกว่า

          ตรงนี้เราจำเป็นต้องพูดเล็กน้อยเกี่ยวกับความเมตตา ถ้าฉันได้อาสาทำงานให้องค์กรร่มไทรเมื่อสามปีก่อน ฉันคงจะให้ความช่วยเหลือเพราะสงสารไม่ใช่เพราะเมตตา แต่เราไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์กับความเศร้าลึกจึงจะรู้ว่าจิตวิญญาณมนุษย์นั้นสามารถแตกสลายได้ เพียงยอมรับรู้ความเปราะบางของตนเองช่วยเราให้เอื้อมออกไป ไม่ใช่เอื้อมลงไป หาคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ พระในพระพุทธศาสนาสายธิเบตคนหนึ่งที่  ชื่อ ซกยาล รินโปเช เขียนไว้ว่า “การฝึกในด้านความเมตตา... คือการฝึกอบรมเพื่อให้รู้ว่าทุกชีวิตเหมือนกันและทนทุกข์ในลักษณะคล้ายๆ กัน เพื่อให้เกียรติทุกคนที่ทนทุกข์และเพื่อรู้ว่าเราทั้งไม่ได้แยกจากผู้ใดและไม่ได้เหนือกว่าผู้ใด” ขณะที่ความสงสารแยกผู้ให้ออกจากผู้รับ และโดยนัยนี้ก็ลดทอนทั้งสองฝ่ายลง กรรมที่กระทำในฐานะเป็นพยานหลักฐานของความเป็นหนึ่งเดียวกันของจิตวิญญาณมนุษย์ช่วยทุกคนที่กรรมนั้นไปแตะต้องให้เติบใหญ่ขึ้น

          ยิ่งกว่านั้น ต่างจากความสงสาร ความเมตตาผสมกลมกลืนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเข้ากับความปรารถนาจะบรรเทาความทุกข์ด้วย ซกยาล รินโปเช นิยามความเมตตาไว้ว่า “...ไม่เพียงรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือห่วงใยคนที่ทนทุกข์ ไม่เพียงมีน้ำใจเอ็นดูคนที่อยู่ตรงหน้า หรือตระหนักกระจ่างชัดว่าพวกเขามีความจำเป็นอะไรและเจ็บปวดอะไร ความเมตตายังเป็นการตั้งใจมั่นที่ยืนยาวในสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ความตั้งใจทำทุกสิ่งซึ่งจำเป็นและเป็นไปได้เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของเขา” ความเมตตาขับเคลื่อนด้วยเสียงเรียกร้องข้างในให้กระทำการ ความเมตตาจึงเป็นพลังแรงที่ผสานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

          ความสำเร็จขององค์กรร่มไทรนั้น ฉันเชื่อว่า เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ความเมตตาอยู่ที่รากฐานแท้จริงขององค์กร หญิงที่สถานพักพิงตระหนักในข้อนี้ และได้แสดงออกตลอดการสัมภาษณ์ว่า พวกเขาชื่นชมในคุณค่าและได้รับประโยชน์มากเพียงใดจากการที่ได้รับการปฏิบัติต่อเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง ในการสัมภาษณ์อันน่าสะเทือนใจครั้งหนึ่ง หญิงคนที่ให้สัมภาษณ์พรรณนาว่าองค์กรร่มไทรได้ก้าวเข้ามาทำบทบาทครอบครัวที่เปี่ยมด้วยความรักในยามที่สมาชิกครอบครัวของเธอเองไม่เต็มใจหรือไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป เธอกล่าวว่า 

          “ที่องค์กรร่มไทร ฉันได้รับอาหาร ที่พักพิง เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค แต่สิ่งที่ช่วยฉันให้คืนสู่สุขภาวะมากที่สุดคือ การอยู่ด้วยความรัก และการดูแลห่วงใยซึ่งได้รับจากที่นี่ ฉันรู้สึกเศร้าที่เจ้าหน้าที่องค์กรร่มไทรซึ่งเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิงจนกระทั่งเมื่อสี่ปีก่อน เต็มใจจะรักและดูแลฉัน ขณะญาติในสายเลือดไม่ทำเลย ฉันเดาว่าฉันจะต้องอยู่ที่นี่จนกว่า ‘พระเจ้าจะสำแดงพระกรุณาให้ฉันกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฉันอีก’ ฉันอธิษฐานทุกวันให้องค์กรร่มไทรสามารถเจรจาให้ฉันกลับไปได้ เพราะฉันอยากกลับไปอยู่กับลูกชายอีกครั้ง”

          เราเห็นความเมตตาได้ในแนวทางที่องค์กรร่มไทรปฏิบัติต่อหญิงเหล่านี้ ตั้งแต่พวกเธอเข้ามาสู่องค์กรจนถึงเวลาที่พวกเธอจากไป ความเมตตานี้สำแดงให้เห็นที่เป้าหมายขององค์กรซึ่งมุ่งให้หญิงเหล่านี้กลับสู่ครอบครัวแทนที่จะเก็บพวกเธอไว้ในสถาบัน ความเมตตาปรากฏให้เห็นในวิธีที่องค์กรสนับสนุนหญิงคนหนึ่งให้ตัดสินใจเอง และในวิธีที่สนับสนุนเธอไม่ว่าเธอจะเผชิญปัญหาอุปสรรคสักกี่อย่าง ให้กำลังใจเธอที่จะพยายามอีกครั้งเสมอ จุดศูนย์รวมของโปรแกรมองค์กรร่มไทรอยู่ที่ตัวผู้พักพิง ไม่ใช่ความเจ็บป่วยของเธอ และในบรรยากาศเบิกบานอย่างนี้เอง หญิงเหล่านี้เริ่มค้นพบ (หรือหวนกลับมาค้นพบ) การดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี การเข้าร่วมงานสังสรรค์แบบไม่เป็นทางการขององค์กรร่มไทรเป็นประสบการณ์อันน่าสะเทือนใจ โดยผ่านดนตรีและการเต้นการรำในงานนั้น ผู้พักพิงและเจ้าหน้าที่ชุมนุมกันแสดงออกถึงความปีติยินดีของการมีชีวิตอยู่ ฉันไม่เคยเห็นการสำแดงความหวังยิ่งใหญ่ปานนี้ประจักษ์ตามาก่อนเลย

          แนวเรื่องหนึ่งที่พบซ้ำๆ ตลอดช่วงเวลาซึ่งฉันอยู่ที่องค์กรร่มไทรเป็นเรื่องการเยียวยา ดังนั้นฉันรู้สึกว่าต้องพูดคำบางคำเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อช่วยฉันอธิบายเรื่องนี้ ขอให้ผู้อ่านนึกภาพว่าเราแต่ละคนเป็นไข่ใบหนึ่ง ข้างนอกนั้นเราแข็งแกร่งและถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงกระทำต่างๆ ภายนอก ทว่า แม้เราจะเข้มแข็ง ความกดดันบางอย่างสามารถทำให้เราร้าวแตกได้ง่ายดาย เมื่อไข่ที่ยังอยู่ครบทั้งใบเห็นไข่แตกอยู่บนพื้น ไข่ทั้งใบนั้นยากจะนึกภาพว่าไข่แตกนั้นรู้สึกอย่างไร แท้ที่จริง อาจจะยากที่ไข่ทั้งใบจะนึกภาพว่าตัวมันเองมีอะไรคล้ายคลึงกับไข่แตกบ้าง และจะให้นึกภาพว่าตนมีแก่นแท้หนึ่งเดียวกันกับไข่แตกยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังที่ฉันได้กล่าวแล้ว องค์กรร่มไทรหยั่งรากลึกในความเชื่อที่ว่า ไข่ก็คือไข่ไม่ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร แต่องค์กรร่มไทรนำความเชื่อนี้ไกลไปอีกก้าวหนึ่ง เป็นก้าวที่เกิดจากสมมุติฐานที่ว่า ไข่แตกไม่จำเป็นต้องเสียเปล่า ฉันเองรู้ว่าสมมุติฐานนี้ถูกต้อง เพราะแม้ฉันจะมีประสบการณ์กับการแตกสลาย ฉันยังดำเนินชีวิตต่อไปและทำบทบาทหน้าที่ ทั้งยังเรียนรู้ที่จะเริงรำด้วยซ้ำ สำหรับหญิงที่กลับเข้าสู่ชุมชนอีกครั้งหลังจากป่วยอยู่ระยะหนึ่ง สิ่งจำเป็นก็คืออย่าตัดสินเธอโดยสภาพที่ผ่านมาของเธอ และอย่าเอาเธอไปเปรียบกับคนอื่นๆ หญิงคนหนึ่งที่ได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สังคมจำเป็นต้องได้รับโอกาสที่จะค้นหาใหม่อีกครั้งว่าตนเองคือใครขณะที่พยายามจะส่องหาทางออกจากเขาวงกตแห่งความบ้า

โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้า

 ---

“ขอขอบคุณองค์การ The Banyan และ Kendra Warnecke ผู้ประพันธ์ ที่อนุญาตให้แปลและตีพิมพ์เรื่องราวเหล่านี้ได้โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์”

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: