การสร้างพลังใจจากจุดแข็งของชีวิต

-A +A

          “การสร้างพลังใจ” คือ หนึ่งหัวข้อยอดนิยมของโปรแกรมกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้เข้าเรียนรู้ในโรงเรียนการจัดการความสุข ณ คลินิกกิจกรรมบำบัดฝ่ายการพัฒนาเด็กและฝ่ายการพัฒนาสุขภาพ กาย-จิตสังคมในผู้รับบริการอายุ 18 ปีขึ้นไป คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ซึ่งหัวใจสำคัญของสื่อกิจกรรมบำบัดประกอบด้วย

          การใช้ตัวเราเป็นผู้บำบัดที่ดีที่สุด กระบวนการสอนและการเรียนรู้ด้วยตัวเอง การสื่อสารภายในกับภายนอกตัวเรา การปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และการวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เราพัฒนาความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ การดูแลตนเอง การทำงาน การทำกิจกรรมยามว่าง การนอนหลับ-การพักผ่อน และการเป็นพลเมืองดีของสังคม อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และ/หรือจิตสังคม ย่อมมีประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง “ความไม่สมดุลของการใช้เวลา การใช้พลังงาน และการใช้ศักยภาพ (ความสามารถสูงสุด) ของตัวเราในการใช้ชีวิต” จากนั้นเมื่อทุกคนได้มีโอกาสเข้ามารับบริการทางการแพทย์ด้าน การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็ “จดจ่อแต่การจัดการปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของความเจ็บป่วย” ดังนั้นการกระตุ้นเตือนให้ผู้เข้าเรียน “ตื่นตระหนักรู้ถึงจุดแข็งของชีวิต” ย่อมก่อให้เกิดการสร้างพลังใจด้วยเวลาไม่เกิน 30 นาทีตามหลักการของการสื่อสารให้จิตใต้สำนึก เพิ่มข้อมูลเชิงบวกในสมองหรือ Neuro-Linguistic Programming (NLP)

          ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาที่เข้ามารับบริการกับ ดร.ป๊อปในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมหรือสุขภาพจิตคนเดียวของไทยรวม 4 รายๆ ละ 1-2 ชั่วโมงในวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. 57 ได้แก่ 

          กรณีศึกษารายที่หนึ่ง อายุ 25 ปี มีภาวะกลัวการกลืนมาได้ 8 ปี ได้รับยาคลายความวิตกกังวลกับอาการย้ำคิดย้ำทำและตรวจทางการแพทย์พบว่า กลไกการกลืนปกติ ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้ทบทวนนาน 30 นาทีก็สามารถพบจุดแข็งของตนเองขณะจดจ่ออยู่กับการเคี้ยวกลืนนมและขนมปังนิ่มเป็นครั้งแรกหลังจากมีภาวะกลัวการกลืน คือ เรามีร่างกายที่สามารถป้องกันอาการสำลักอาหารได้ดีอยู่แล้ว และก้มคอลง เล็กน้อยเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการกลืนอาหารได้สมบูรณ์ หากยังคงกังวลและย้ำคิดย้ำทำก็หลับตาทบทวนภาพกระบวนการกลืนที่ชัดเจน แล้วสื่อสารกับตัวเองโดยกำมือแน่นพร้อมพูดในใจว่า “กลืนอาหารได้แล้วและมีแรงบันดาลใจในการฝึกตัวเองเพื่อมีพลังงานเลี้ยงดูลูกเล็กทั้งสองคน” เมื่อประเมินทางกิจกรรมบำบัดก็พบว่า กรณีศึกษารายนี้มีพลังใจถึง 60% จากเดิมต่ำกว่า 30%

          กรณีศึกษารายที่สอง อายุ 2 ปี มีภาวะกลัวการเข้าหาเพื่อนเล่น ทำให้ผู้ปกครองเครียดว่า จะไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาล ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสังเกตจุดแข็งของลูกขณะยืนมองตามเพื่อนวัยใกล้เคียงกันที่ทำการละเล่นอยู่ มิได้แสดงท่าทีหนี เพียงแต่ไม่อยู่นิ่งและเคลื่อนไหวเร็วกว่าเพื่อนๆ จึงแนะนำให้ผู้ปกครองปล่อยใจให้มีอายุเท่าลูกแล้วชวนลูกไปเล่น สบตา ทักทาย และเข้าหาเพื่อนใหม่ จะต่างคนต่างเล่น อย่างน้อยก็ได้อยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อนใหม่ได้นานขึ้น เมื่อประเมินทางกิจกรรมบำบัดก็พบว่า ผู้ปกครองกรณีศึกษารายนี้มีพลังใจถึง 80% จากเดิมต่ำกว่า 40%

          กรณีศึกษารายที่สาม อายุ 60 ปี มีภาวะกลัวการลาจากครอบครัวที่รักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายและรักษาทางแพทย์ด้วยการผ่าตัดเต้านมข้างขวาออก แต่ไม่ได้รับการยืดออกกำลังกาย ทำให้แผลผ่าตัดเกิดพังผืด บวม และตึงเจ็บแขนข้างขวา รวมทั้งหายใจไม่เต็มปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในสมาชิกครอบครัวนี้ แล้วให้คุณแม่บ้านของครอบครัวได้เรียนรู้จุดแข็งของร่างกายที่สามารถลดเจ็บแขนด้วยตนเองหลังจากฝึกค่อยๆ ยืดแขนคล้ายการเดินอย่างช้าๆ ของเข็มนาฬิกา ค่อยๆ ยกแขนแล้วใช้ผ้ากดลดบวม และค่อยๆ จัดท่านอนหงายกับนอนตะแคงมีหมอนรองที่บริเวณแผลผ่าตัดพร้อมฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ แรงๆ จนมีความอิ่มตัวของออกซิเจนจากเครื่องวัดได้เพิ่มขึ้นจาก 95% เป็น 99% ทำให้ทั้งกรณีศึกษารายนี้และครอบครัวมีพลังใจถึง 90% จากเดิมต่ำกว่า 50%

          กรณีศึกษารายสุดท้าย อายุ 6 ปี มีภาวะไม่อยู่นิ่งอย่างรุนแรง ได้รับยาลดภาวะไม่อยู่นิ่งและยาปรับสารเคมีในสมอง อีกทั้งคุณครูได้จัดเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงเรียน  และจับเด็กวิ่งจนเหนื่อย ก็อยู่นิ่งแต่ไม่เกิน 3 นาที ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้เล่นอิสระ เด็กสามารถนิ่งฟังคำสั่งได้บ้าง เมื่อจับกระตุ้นระบบเวสติบูลาร์ (การทรงตัว) ด้วยการหมุนชิงช้าเป็นวงกลมนาน 1 นาทีแล้วนอนหงายพักอีก 1 นาทีก็พบว่า เด็กสามารถนิ่งและควบคุมตัวเองในการเดินและนั่งทำกิจกรรมที่ชอบได้นานกว่า 6 นาที และถ้าเด็กมีความนิ่งได้นานขึ้น ผู้ปกครองก็จะสามารถสังเกตและพิจารณา จุดแข็งของลูกได้คือ เด็กมีพรสวรรค์ในการอ่านหนังสือได้หลายภาษาโดยที่ไม่ต้องสอนในชั้นเรียนเลย ทำให้เกิดการวางแผนสร้างสื่อการเรียนรู้ด้านภาษามุ่งอัจฉริยะได้เร็วขึ้นแทนที่จะมัวกังวลแต่ปัญหาภาวะไม่อยู่นิ่ง เมื่อประเมินทางกิจกรรมบำบัดก็พบว่า ผู้ปกครองกรณีศึกษารายนี้มีพลังใจถึง 80% จากเดิมต่ำกว่า 40%

          จะเห็นว่า “มนุษย์เราทุกคนมีจุดแข็งจุดดีงามอยู่ภายในตัวตน...หากแต่เราจะหยุดนิ่งทบทวนและสังเกตการพัฒนาศักยภาพจากจุดแข็งนั้นหรือไม่อย่างไร” ผมขอยกคำสอนทางคริสต์ ซึ่งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่แตงว่า เราควรหยุดและอยู่ว่าง...ด้วยการปฏิเสธความคิดของผู้อื่นเพื่อให้มีเวลาว่างอยู่กับความคิดของตัวเองบ้าง...เมื่อเรามีเวลาว่างจากการทำงาน เราก็มีความรู้สึกถึงจิตวิญญาณตรงกลางหัวใจของเราด้วยการฝึกภาวนา การฝึกสมาธิ และการฝึกใช้ปัญญา (การใช้จุดแข็งดูแลชีวิต – อาหารดี อากาศดี ออกกำลังกายดี อุจจาระดี และอารมณ์ดี) ซึ่งทำให้เกิดพลังใจที่สงบ มีสันติสุข อิ่มใจ และร่ำรวยความสุข ตรงกันข้ามกับมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาพักผ่อน ทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว  จนเกิดทุกข์ กระวนกระวาย จนเกิดความเครียดและความเจ็บป่วย

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: