ความอดทนที่อ่อนล้า

-A +A

           เด็กชายบีมขี่จักรยานกลับบ้านกับเพื่อน เนื้อตัวมอมแมมเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน หลังจากล้างมือล้างหน้า อาบน้ำเสร็จ ก็นั่งกินข้าวเย็นกับปู่ย่าที่ตั้งสำรับคอยท่าอย่างเอร็ดอร่อย วันเวลาช่วงที่มีความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อต้องย้ายไปอยู่กับพ่อแม่เพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1

           ชายหนุ่มวัยรุ่นผมเกรียนที่นั่งอยู่ในห้องตรวจตอบบอกแพทย์ว่า “ตอนนี้ก็เริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว อาทิตย์แรกที่เข้าเรือนจำก็นอนไม่หลับนะครับ งงๆ มีภาพหลายภาพเข้ามาในหัว ภาพอดีต พยายามคิดภาพที่เคยมีความสุข ภาพเหตุการณ์มันก็เข้ามาแทรก” พูดถึงตอนนี้เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าแต่ก็ซึมหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อตอบคำถามต่อไป “ผมไม่คิดที่จะฆ่าตัวตายหรอกครับ ผมหวังว่าถ้าผมพ้นโทษ ผมจะบวชให้พ่อแม่เพื่อชดเชยความผิดที่ผมได้ทำ”

           บีมจำได้ว่าเขาเคยถูกพ่อตบหน้า 3 ครั้ง ครั้งแรกช่วงที่เรียน ป.2 เพราะว่าปิดประตูรถเสียงดัง ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมพ่อถึงต้องตบหน้าด้วย ตกใจและกลัว ร้องไห้ พ่อก็ขู่ว่าจะส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เขายิ่งกลัว ก็ยิ่งร้อง พ่อก็ตบหน้าให้หยุดร้อง จำไม่ได้ว่าเขาหยุดร้องไปได้ยังไง หลังจากนั้นเขาถูกตบหน้าอีกเมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.6 ตอนนั้นแย่งของและทะเลาะกับน้องชายซึ่งอ่อนกว่าเขา 5 ปี พ่อมาเห็นก็ตบหน้าให้เขาหยุดแย่งของน้อง คราวนี้ทั้งเจ็บและทั้งน้อยใจ หลังจากนั้น 3 ปี เขาถูกพ่อตบหน้าเป็นครั้งที่สาม เมื่อน้องชายไปบอกพ่อว่าเขาไม่ไปโรงเรียน พ่อไม่ถามเหตุผลหรือรับฟังเรื่องราวอะไรเลย เขาจำได้ว่าหัวใจเขาเต้นแรง นอกจากพ่อจะตบหน้าเขาแล้ว พ่อยังเคยลงโทษด้วยการตีด้วยเข็มขัด ทั้งกลัวและเจ็บ แต่ความเจ็บและอับอายก็ไม่เท่ากับการตบหน้ากระมัง จึงจำได้แต่แนวสายเข็มขัดที่ขา แต่จำเหตุการณ์ไม่ได้แล้ว หรือว่าเขาไม่อยากจะจำ

           พ่อที่ว่าลงโทษแรงแล้ว ก็ยังไม่เท่าแม่ ภาพแม่ ในวัยเด็กเหมือนยักษ์ผู้หญิงที่ตัวใหญ่ที่สุดในบ้าน ขนาดเวลาแม่โมโห พ่อก็ต้องเงียบ หรือไม่ก็เดินออกจากบ้านไปสักพัก แม่มีหน้าที่ดูแลบ้าน กำกับให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านอยู่ในกรอบ ถ้าสั่งอะไรกับใครแล้วต้องได้ แต่กฎเกณฑ์ของแม่ดูจะเข้มงวดกับบีมมากกว่าคนอื่น ส่วนน้องชายคนเดียวของบีมจะได้รับการผ่อนปรนมากกว่าทุกคนในบ้าน

           ตอนที่เขาเป็นเด็ก ถ้าทำอะไรช้าไม่ถูกใจแม่ แม่ก็จะหยิก บิดตามแขน ห้ามร้อง ถ้าร้องจะตีจนกว่าจะหยุด นอกจากแม่จะใช้มือเป็นอาวุธแล้ว แม่ยังมีอุปกรณ์ครบมือ ไม่ว่าจะเป็นหวาย หรือไม้ที่แม่ใช้ฟาดเวลาที่นอนตื่นสาย หรือเวลาเผลอปิดประตูห้องนอน หรือเวลาที่แอบเปิดแอร์ในห้องนอนช่วงหน้าร้อน ด้วยทนนอนเหนียวตัวไม่ไหวแล้ว อาวุธที่ร้ายและทรงพลังที่สุดออกมาจากปากของแม่ แม่ไม่รู้หรอกว่าคำพูดดุด่าเวลาแม่โมโหมันเสียดแทงใจบีมมากแค่ไหน “รู้ไว้ด้วย มึงจะไม่ได้เกิดมาอยู่แล้ว พ่อจะให้เอามึงออก แต่ก็ดันเก็บมึงไว้เอง” “มึงไม่ต้องมาเถียง กูเป็นแม่มึง” “น้องทำไม่ได้ มือมึงว่างๆ ก็ไปทำให้สิ” เขาต้องใช้เวลาถึงสิบปี กว่าที่จะได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าถึงจะร้องไห้ พูด ชี้แจง อธิบายอะไรกับทั้งพ่อและแม่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เขาเริ่มเงียบ ไม่พูด ไม่โต้แย้ง ไม่อธิบาย ยอมรับการตี รับคำดุด่า ปิดปาก ปิดหู ทั้งๆ ที่ใจเปิดถาม เปิดใจพูดตลอดเวลาว่า พ่อแม่ไม่รักเขาเลยหรือ เขาเป็นส่วนเกินของครอบครัวหรือ เขาทำผิดอะไรที่ต้องเกิดมา เมื่อพ่อแม่ไม่รัก ทำไมไม่ส่งให้เขากลับไปอยู่กับปู่กับย่าล่ะ

           ช่วงเวลาที่บีมมีความสุขคือชีวิตในโรงเรียน แม่ไม่ถึงกับคาดคั้นผลการเรียนของเขามากในช่วงมัธยมต้น แม่คงรู้มั้งว่าบีมเข้าเรียนได้ในกลุ่มโควต้าความสามารถพิเศษด้านดนตรีไทย เขาก็รู้จักการประคองตัวไม่ให้แม่ต้องเดือดร้อนต้องมาพบครูจากปัญหาพฤติกรรมของเขาแม้แต่ครั้งเดียว เขาส่งงานครบ มีเวลาไปทำกิจกรรมของโรงเรียน ได้รับการยอมรับจากเพื่อนให้เป็นหัวหน้ากลุ่มกิจกรรมต่างๆ แม้ว่าเขาจะป็อปปูล่าในโรงเรียน แต่เขาก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนหรือทางโรงเรียนในวันหยุดเลย เรื่องเที่ยวกับเพื่อนก็อย่าไปหวัง ครั้งหนึ่งที่กลับบ้านค่ำเพราะไปทำงานกลุ่มที่บ้านเพื่อน เมื่อถึงบ้านทั้งแม่และพ่อไม่เพียงแต่ตำหนิด่าเท่านั้น หากยังขังเขาอยู่นอกบ้านให้ยืนหน้าบ้านถึงสามทุ่ม จึงจะเปิดประตูให้เข้าบ้านได้ ทั้งหิวทั้งอาย ทั้งโกรธ แต่เขารู้ว่าการปิดปากเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวเองที่ดีที่สุดในเวลานั้น

           จะว่าไปแล้ว มาค่อยๆ นึกทบทวนช่วงที่อยู่ในเรือนจำ พ่อแม่ก็เคยพาเขากับน้องไปเที่ยวทะเล จำได้ว่าเคยมีความสุข แม้ว่าจะตั้งใจระลึกภาพที่จางๆ นั้นก็ตาม พ่อเองก็เป็นคนสอนให้เขาดื่มเบียร์และเหล้าเวลาที่ทำอาหารกินพิเศษในบ้าน แม่ก็ไม่ว่าอะไร ด้วยการงานอาชีพของพ่อต้องใช้ปืนเป็นประจำและต้องหมั่นฝึกฝนความแม่นปืน พ่อจึงสอนให้เขาทำความสะอาดปืน ยิงปืน และพาไปซ้อมที่สนามยิงปืน เขายิงได้ดีทีเดียวแหละ

           เมื่อช่วงที่ต้องถึงทางเลือกของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เขาตั้งใจอึด ฮึด สู้เรื่องการเรียนในช่วง ม.5 และ ม.6 เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้ผลนะจากที่เคยได้เกรดสองกลางๆ ถีบมาเป็นสามจุดสี่สามจุดห้า ถึงกระนั้นมีเพียงตัวเขาที่ชมตัวเขาเอง เขาต้องขัดแย้งกับพ่อแม่อย่างหนัก พ่อแม่อยากให้เรียนและมีอาชีพสายทหาร สายปกครอง แต่เขาอยากเรียนด้านการออกแบบ เขายืนกรานด้วยวิธีการเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงคณะเดียว แล้วเขาก็สอบติดเสียด้วย แม่จำต้องยอมให้เรียนโดยยื่นคำขาดว่าต้องได้เกรด 3.5 ขึ้นไปเท่านั้น ถ้าไม่ได้จะให้ออก ตอนแรกเขาดีใจนะที่จะไม่ต้องอยู่ในบ้านแล้ว แต่...แม่ใช้วิธีติดกล้องวงจรปิดในห้องพักใกล้มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ปลุกและต่อว่าเมื่อเห็นว่าเขายังไม่ตื่น “แม่ครับ บีมเพิ่งนอนตอนตีสี่เอง เพิ่งทำชิ้นงานที่ส่งอาจารย์เสร็จ” “มึงไม่ต้องมาพูด กูบอกให้ลุก ก็ต้องลุกสิ” “ถ้ามึงได้เกรดไม่ถึง มึงไม่ได้เรียนต่อแน่” โอ๊ย เครียด เครียด เครียด พึ่งพ่อก็ไม่ได้ คอยผสมโรงกับแม่ทุกครั้ง

           คืนนั้นที่บ้านทำอาหารกินกันเป็นพิเศษ อยู่กันพร้อมหน้า บีมดื่มเบียร์กับพ่อสองคนก็หลายขวด เริ่มมึนๆ ก็น่าจะเป็นคืนที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนหลังกินกันอิ่มแล้ว แต่แล้วประเด็นของการบีบเรื่องเกรด เงื่อนไขของการเรียนในสาขาที่บีมรู้สึกว่าใช่ ก็กลายเป็นเรื่องถกเถียงในโต๊ะอาหาร คำสั่งคือคำสั่งเด็ดขาด ทุกคนนอนหลับไปแล้ว แต่เขาเดินเหมือนหนูติดจั่น หาทางออกไม่เจอ เขากังวลเรื่องผลการเรียนมาก เพราะเทอมสองยากกว่าเทอมแรกมาก มันยากที่จะได้คะแนนแบบที่แม่สั่งไว้ ความคับข้องใจ ความอัดอั้นใจมันท่วมท้นแค่ไหนเขาไม่รู้ รู้แต่ว่าแม่ตื่นมาเข้าห้องน้ำเห็นเขายังไม่นอน ก็ให้พรและสำทับขู่โน่นนี่นั่น หูเขาอื้อไปแล้ว เขาเดินจะเข้าห้องนอนที่พ่อแม่นอนอยู่ แต่ทำไมนะ ต้องมีปืนวางอยู่บนโต๊ะด้วย เพียงแค่สองนัดเท่านั้น ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรจากเตียงนอนนั้นเลย

           “ผมทำผิดจริง ผมก็ต้องรับผิด” “ทำไมตอนนั้น ผมถึงหาทางออกไม่ได้ ผมก็คิดจะหนีออกจากบ้าน แต่ก็รู้ว่าหนีไม่พ้น” “ผมไม่ได้คิดจะฆ่าพ่อแม่” “เมื่อผมทำไปแล้ว สุดท้ายผมก็ไม่ได้เรียนในสาขาที่ตั้งใจอยู่ดี” “ผมรู้สึกผิดจริง แต่ผมก็ไม่คิดฆ่าตัวตาย ผมต้องอยู่ต่อไป หากศาลเมตตา ไม่สั่งประหารชีวิต ผมก็คงมีโอกาสทำความดี และมีโอกาสได้รับปล่อยตัว มีโอกาสบวชให้พ่อแม่” น้ำเสียงเขาหนักแน่นทั้งๆ ที่น้ำตาเกือบล้นเบ้า

           เรื่องของบีม น่าจะได้เป็นอุทธาหรณ์ของการลดความรุนแรงในครอบครัว การลดความคาดหวัง ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ลูก การช่วยกันหาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการให้การศึกษากับสังคม หวังว่าความอดทนที่อ่อนล้าของบีม จะได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งในจิตใจและความรัก ความเข้าใจและความเข้มแข็งของอีกหลายๆ ครอบครัว

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: