ฉันผิดอะไร ?

-A +A

           หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าดิฉัน เธอได้มาที่โรงพยาบาลนี้ตามลำพังเมื่อเดือนที่แล้วครั้งหนึ่ง ระหว่างรอเข้าพบแพทย์ เธอนั่งร้องไห้ โทรศัพท์ไปบอกแม่ของเธอด้วยความเสียใจว่า วันนี้เธอต้องมารับบริการที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่เสียงตอบจากปลายสายมีแต่คำปลอบโยนและให้กำลังใจ ไม่ได้คิดเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย แล้วเธอก็ได้เข้าพบแพทย์ ได้ยาต้านเศร้าไปรับประทาน 1 เดือน พร้อมใบนัดให้มารับบริการที่คลินิกโรคซึมเศร้า เอกสารมีบันทึกว่า เธอได้มาทำบัตรผู้ป่วยตั้งแต่ 6 เดือนก่อน แต่เปลี่ยนใจ ไม่รอตรวจ

           เธอเปิดเผยว่า เธอเคยเป็นผู้หญิงเก่ง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทำงานสร้างฐานะ ซื้อบ้าน ซื้อรถ ส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ ไม่เคยคิดว่าจะมีความอ่อนแอและมีปัญหาขนาดที่ต้องมาโรงพยาบาลจิตเวช เธอแต่งงานได้ 4 ปี อยู่ๆ สามีก็บอกเธอว่า “ผมอยู่กับคุณแล้ว ผมไม่มีความสุข” แล้วก็ดำเนินเรื่องขอย้ายงานไปอยู่ที่ไกลมาก เธอซึมเศร้า ไม่อยากทำอะไร รู้สึกสิ้นหวัง ยาต้านเศร้าช่วยเธอให้ประทังชีวิตมาได้ ทำให้ยังพอมีเรี่ยวแรงมาพบแพทย์ตามนัดได้ แม้เขาได้ขนของย้ายออกไปแล้วจริงๆ

           นี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้พบเธอ จึงขอให้เธอบอกเล่าเรื่องราวของเธอบ้าง เพื่อดิฉันจะได้รู้จักเธอและจับประเด็นปัญหาของเธอว่าคืออะไร ดิฉันได้ข้อมูล 2 ระดับ คือ ระดับคำพูดบ่งบอกถึงความเข้มแข็ง เธออวยพรเขา แต่ระดับอารมณ์เศร้ามาก เธอเห็นว่าเธอเป็นส่วนเกินของใครๆ หากพวกเขาไม่มีเธอเสียก็คงจะดีกว่านี้ เพราะเธอไม่มีค่าเลย ดิฉันคาดคิดว่าหากปล่อยให้เธอตกอยู่ในความเศร้าต่อไปก็คงมีข้อความทางลบต่อตัวเธอเองอีกมากมาย ดิฉันจึงขอให้เธอมองหาเป้าหมายที่เธอต้องการเพื่อเบนความคิดไปสู่สิ่งใหม่ที่จะช่วยให้เธอมีความหวังกับชีวิต

           เธออยากมีชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องมีเขา จากนี้ดิฉันได้เริ่มกระบวนการบำบัดโดยให้เธอเริ่มค้นหาประเด็นภายในจิตใจของเธอว่า ชีวิตที่ไม่มีเขานั้น อยากให้เป็นอย่างไร “มีความสุข” เธอตอบอย่างไม่รีรอ  คำถามต่อไป คือ “คุณจะมีความสุข คุณต้องจัดการหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตคุณ?” เธอใช้เวลาสักครู่ ก็ได้คำตอบว่า “ดิฉันต้องรักตัวเอง ที่ผ่านมาดิฉันไม่เคยรักตัวเอง” งานต่อไปในชั่วโมงบำบัดนี้ก็คือ การทำให้เธอรักตนเอง

           ดิฉันอยากให้เธอได้ตระหนักรู้ว่า คำพูดที่ออกมาจากปากของเธอเอง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธออย่างไร โดยใช้เก้าอี้อีกตัวในห้องทำงานตั้งไว้ต่อหน้า เธอแทนจิตใจของเธอ แล้วพุ่งคำพูดไปที่เก้าอี้นั้นว่า หากใครๆ ไม่มีเธอเสียก็จะดีกว่านี้ เธอไม่มีค่าเลย จิตใจของเธอได้ยินชัดๆ แบบนี้แล้วเป็นอย่างไร “เศร้ามาก เจ็บมาก หมดเรี่ยวแรง” เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเวลานี้ เธอตัดสินว่านี่เป็นความอ่อนแอที่ต้องขจัดออกไป

           ขั้นตอนนี้ดิฉันให้เธอได้พิจารณาทางเลือกใหม่ หากหัวใจเธออ่อนแรง ท้อแท้ ควรถูกปฏิบัติอย่างไร เธอบอกว่าควรให้กำลังใจ แต่วันนี้ดิฉันชี้ให้เธอตระหนักว่า แต่เธอตัดสินใจว่า นั่นเป็นความอ่อนแอควรขจัดออกไป ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งส่งผลทางลึกต่อจิตใจให้แย่กว่าเดิม  ดังนั้นการรักตนเองจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่จุดนี้ คือ เธอได้ขอโทษตัวเองที่ได้ทำให้ตนเองอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แม้เธอจะไม่เคยรู้มาก่อนเลย แต่เมื่อได้รู้เช่นนี้เธอก็ตอบสนองด้วยการขอโทษตัวเอง นี่ก็เหมือนกับเมื่อคนเรารู้ตัวว่าได้ทำให้ใครเสียใจ เราก็ขอโทษเขา ตัวเราเองก็ควรค่าที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

           ขั้นตอนต่อไป ดิฉันให้เธอยังคงเพ่งมองที่เก้าอี้ตัวนั้น โดยขอให้เพ่งไปในอดีตถึงชีวิตวัยเด็ก เมื่อมีภาพวัยเด็กก็ค่อยๆ ติดตามชีวิตที่เติบโตมา เธอเป็นลูกที่ติดแม่มา แม่มาสร้างครอบครัวกับพ่อใหม่มีน้อง 2 คน พ่ออบรมฝึกฝนให้ลูกๆ มีวินัย ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ เธอพยายามทำทุกอย่างให้เป็นที่พอใจ แต่เธอเรียนไม่เก่งเหมือนน้องทั้งสอง ขณะที่เธอมองเห็นพ่อแม่ชื่นชมน้องที่เรียนเก่ง เธอกลับเห็นตัวเองแย่ มีแค่ความสวยความงาม จึงได้แต่ถือป้าย เดินพาเหรด เป็นนางนพมาศแค่นั้น เมื่อเรียนถึงชั้น ปวส. แม่ก็ให้ออกมาหางานทำ หาเงินเรียนเอง และนี่เป็นการตีความที่ฝังใจเธอมาว่า “พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน”

           เธอเก็บกดความเสียใจนี้ไว้ในส่วนลึก แล้วก็มุ่งพยายามอย่างหนัก ทั้งเรียนและทำงาน จนจบปริญญาตรี มีงานที่ดี รายได้ดี จนได้แต่งงาน เธอก็ยังคงตั้งใจ ทุ่มเททำงานอย่างมาก จนกระทั่งวันที่ได้ยินสามีบอกว่า เขาอยู่กับเธอแล้วไม่มีความสุข จึงทำให้เธอเริ่มมองกลับแล้วโทษตัวเองจนซึมเศร้า

           เมื่อเห็นภาพชีวิตจากวัยเด็กมาถึงวันนี้ ทำให้เธอรู้สึกเกิดความสงสารตัวเอง แต่ดิฉันจะไม่ให้เธอหยุดที่ความสงสารตัวเอง เพราะคนที่ถูกสงสารจะไม่รู้สึกดีต่อตัวเอง แม้ว่าบางขณะคนเราก็อยากให้มีคนสงสารตนบ้าง ดิฉันขอให้เธอพินิจพิเคราะห์ภาพชีวิตตรงหน้านั้นว่า เธอเห็นอะไรในเด็กหญิงคนนั้นที่ทำให้จากวันโน้นมาถึงวันนี้เป็นเช่นนี้ได้ เธอคู่ควรกับอะไร ใช่ความสงสารหรือไม่?

           ขณะที่ประสบความทุกข์หลายอย่างในวันนั้น แต่เธอเลือกที่จะเรียนและเป็นคนดี รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ คิดดีต่อคนอื่น มีความพยายาม แม้ทางเลือกนี้จะเหน็ดเหนื่อยมาก เธอเห็นว่าได้กลายมาเป็นจุดแข็งในชีวิตของเธอ เพียงแต่ว่าเธอรู้จักทุ่มเททำดีเพื่อคนอื่นจนไม่รู้ว่า รักตัวเอง คืออย่างไร

           การได้รู้ว่า เราไม่รู้อะไร มีความสำคัญต่อการพัฒนาตนเอง เมื่อเธอรู้ว่าเธอไม่รู้จักรักตัวเอง จึงเกิดแรงปรารถนาอยากรักตนเอง จิตใจภายในก็ตอบสนอง ว่า “นี่ใช่แล้ว” “สำคัญจริงๆ” “รอคอยมานานมาก” เธอจดจำว่าตั้งแต่เด็ก เธอไม่เคยถูกพ่อและแม่กอดเลย ตอนนี้เธอจึงเติมกอดนั้นให้ตัวเองจนอิ่มเอิบ

           แล้วดิฉันขอให้เธอพิจารณาสาเหตุที่พ่อแม่ไม่ได้กอดเธอ เธอก็พบว่าเพราะเธอแสดงออกให้ทุกคนรับรู้ว่าเธอเก่ง เข้มแข็ง มีความมั่นใจในตัวเอง และเก็บซ่อนความทุกข์ใจซึ่งเธอตีตราว่ามันเป็นความอ่อนแอที่จะให้ใครเห็นไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นการปิดโอกาสตัวเองที่จะได้รับการปลอบโยน ความเข้าใจนี้นำมาสู่การยอมรับความจริงของการเป็นคนธรรมดาตามธรรมชาติ ที่มีสุขก็อยากมีคนร่วมยินดี มีทุกข์ก็อยากมีคนเคียงข้างและปลอบโยน

           ตราความอ่อนแอถูกยกเลิก การได้มองมุมใหม่ของชีวิต ทำให้เกิดความเข้าใจ การยอมรับ ความชื่นชม พลังของความรักก็หลั่งไหลเข้ามาหาเธอได้ ซึ่งไม่เพียงแต่เธอมีความรักให้กับตัวเอง เธอได้เห็นว่าแม่รักเธอมาก เธอเป็นที่ภาคภูมิใจของแม่มาตั้งนานแล้ว ทั้งพ่อและน้องๆ ล้วนรักและห่วงใยเธอ

           ภารกิจในชั่วโมงนี้สำเร็จแล้ว ความทุกข์เมื่อครั้งอดีตเป็นกุญแจนำมาสู่การพัฒนาจุดแข็งในชีวิต ความทุกข์ในปัจจุบันนำมาสู่ความรัก

           เธอลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น มีความสุข ดีใจที่ได้มาใช้บริการของโรงพยาบาลจิตเวช

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: