ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็ง เพื่อการคืนสู่สุขภาวะ

-A +A

ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็งเพื่อการคืนสู่สุขภาวะ
ตอน: หลักการ

           กองบรรณาธิการเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตได้รับเกียรติอย่างสูงที่มีโอกาสสัมภาษณ์ Prof.Larry Davidson (ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา, ผู้อำนวยการโปรแกรมการคืนสู่สุขภาวะ และสุขภาพชุมชน คณะแพทยศาสตร์ และสถาบันเพื่อการพัฒนาสังคมและนโยบายการศึกษา มหาวิทยาลัยเยล) วิทยากรใน “Symposium: Pathways to Mental Health Recovery User Involvement and Peer-led Services” ของ New Life Psychiatric Rehabilitation Association เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2014  ณ Yasumoto International Academic Park, The Chinese University of Hong Kong โดยมี พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ นายกสมาคมสายใยครอบครัว และคุณเครือวัลย์ เที่ยงธรรม เป็นผู้สัมภาษณ์และร่วมพูดคุยกันในหัวข้อเรื่อง “On Rights and Strength for recovery: Principle” “ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็งเพื่อการคืนสู่สุขภาวะ” ตอน “หลักการ”

 

พญ.สมรัก: การคืนสู่สุขภาวะเป็นแนวคิดใหม่มากในประเทศไทย เราจะเรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ของคุณ

 

คุณคิดว่าเราจะเริ่มงานที่เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิดนี้ในโรงพยาบาลเพียงหนึ่งแห่งได้ไหมคะ? หรือเราต้องทำทั้งระบบสุขภาพจิต?

แลร์รี่: ก็ในที่สุดคุณจะต้องการให้ทั้งระบบมุ่งที่การคืนสู่สุขภาวะ แต่เราต้องเริ่มตรงไหนสักที่หนึ่งก่อน คุณช่วยบอกสักหน่อยได้ไหมครับว่า ประเทศไทยอยู่ตรงจุดไหนในขณะนี้

พญ.สมรัก: เราพยายามจะปรับปรุงบริการของเรา โรงพยาบาลศรีธัญญาที่ฉันทำงานอยู่เป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่ใหญ่ที่สุด เราพยายามตามให้ทันแนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพ แต่ก็จะมีช่วงขึ้นช่วงลง ตอนนี้ฉันได้รับมอบหมายให้นำแนวคิดใหม่เรื่องการคืนสู่สุขภาวะมาใช้ในโรงพยาบาลและทั่วประเทศไทย เป็นเรื่องยาก เป็นวิสัยทัศน์ที่เปิดความคิดจิตใจ อาจเป็นการดีที่เราจะเริ่มต้น เรามีประสบการณ์ทำนองนี้บ้างจากสุขภาพจิตศึกษาที่นำกลุ่มโดยวิทยากรที่เป็นผู้มีประสบการณ์ตรง เป็นการบุกเบิกประสบการณ์แบบนี้ เราจึงมีแหล่งอย่างนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตซึ่งส่งเสริมความคิดและความเคลื่อนไหวใหม่ๆ

แลร์รี่: และส่วนใหญ่แล้วการบำบัดรักษาจัดให้ในโรงพยาบาลหรือครับ?

พญ.สมรัก: ค่ะ ใช่

แลร์รี่: แล้วคนอยู่ในโรงพยาบาลนานเท่าไรครับ?

พญ.สมรัก: ถ้าเป็นคนไข้ในก็หนึ่งเดือนโดยเฉลี่ย แต่ประมาณหนึ่งในสามอยู่ยาว อาจจะเป็นหนึ่งหรือสองปี หรือบางครั้งก็ตลอดไป

แลร์รี่: แล้วเมื่อเขาออกจากโรงพยาบาล มีอะไรจัดให้ในชุมชนบ้างครับ?

พญ.สมรัก: เขากลับไปอยู่ที่บ้าน กลับไปอยู่ในชุมชน ส่วนใหญ่จะอาศัยในชนบท

แลร์รี่: มีการบำบัดรักษาแบบคนไข้นอกใช่ไหมครับ?

พญ.สมรัก: มีค่ะ

 

จุดแข็งกับสิทธิมีบทบาทอะไรในการคืนสู่สุขภาวะ? ทั้งสองอย่างเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างไรต่อการคืนสู่สุขภาวะ? สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

แลร์รี่: ให้เราเริ่มด้วยเรื่องสิทธิ เราต้องเริ่มต้นตรง “สิทธิ” ขบวนการคืนสู่สุขภาวะเริ่มขึ้นในฐานะเป็นความเคลื่อนไหวด้านสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองและสิทธิมนุษยชน เริ่มขึ้นโดยผู้คนที่มีประวัติการป่วยด้วยโรคจิตเวชร้ายแรง คนที่ซึ่งเคยเป็นคนไข้ใน คนเหล่านี้รู้สึกว่า การบำบัดรักษาในโรงพยาบาลไม่ค่อยเป็นประโยชน์ แท้ที่จริงเป็นผลร้ายอย่างมากต่อสุขภาพของพวกเขา  ดังนั้นเมื่อออกจากโรงพยาบาล พวกเขาเริ่มมารวมตัวกันในเขตเมืองอย่างเช่น ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก บอสตัน ชิคาโก้ ลอนดอน

ได้ยินคุณเอ่ยถึง NAMI (องค์กรเอกชนด้านจิตเวชที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา) ตอนอภิปราย

แลร์รี่: นามี มาทีหลังครับ ตอนแรกเป็นกลุ่มผู้ป่วย ผู้ใช้บริการ เริ่มรวมตัวพบปะกัน และพูดกันว่า โรงพยาบาลลดศักดิ์ศรีและมีผลร้ายต่อเขาอย่างไรบ้าง และพวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นๆ มีประสบการณ์แบบเดียวกันเลย พวกเขาเริ่มกลายเป็นผู้ที่เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ป่วย กลุ่มนี้เริ่มขึ้นปลายทศวรรษหกสิบและต้นทศวรรษเจ็ดสิบของศตวรรษที่ยี่สิบ และเริ่มพัฒนาไปเป็นพลังทางการเมือง จากนั้นรัฐบาลก็เริ่มสังเกตเห็น 

          ในสหรัฐอเมริกา สมัยประธานาธิบดีคาร์เตอร์ในปี 1976 เขาเริ่มเห็นว่า เราปิดโรงพยาบาลจำนวนมากแต่ไม่ค่อยได้จัดหาการดูแลในชุมชนให้ มีบริการในชุมชนน้อยมาก ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนทั้งโรงพยาบาลและจัดหาการดูแลในชุมชนด้วย ดังนั้นนี่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า ขบวนการสนับสนุนในชุมชน ส่วนใหญ่แล้วนำโดยรัฐบาล และให้การยอมรับว่า กลุ่มผู้มีประสบการณ์ตรงมีความน่าเชื่อถือและชอบด้วยกฎหมาย เป็นผู้คนที่อยู่ในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะ อยู่ในชุมชนและเริ่มมีสิทธิมีเสียง

          ในช่วงเวลาเดียวกันก็เริ่มมีงานวิจัยออกมาจากองค์การอนามัยโลก แสดงว่าเมื่อเวลาผ่านไป คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชนั้นดีขึ้นได้ คืนสู่สุขภาวะได้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ เราเคยคิดว่าคนเหล่านี้ไม่มีวันคืนสู่สุขภาวะได้ ซึ่งเป็นเหตุให้เราเก็บพวกเขาไว้ในโรงพยาบาลนานมากอย่างนั้น และเราได้เห็นว่า เมื่ออยู่นอกโรงพยาบาล คนเหล่านี้เริ่มมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และเริ่มคืนสู่สุขภาวะ มีอาการน้อยลง และทำบทบาทหน้าที่ได้ดีขึ้น

          ดังนั้นสองสิ่งนี้ก็มาประกอบกัน ผมว่าในช่วงปลายทศวรรษแปดสิบ คนเริ่มพูดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะ แพต ดีแกนเป็นคนแรกที่พูดเรื่องนี้ ไม่ใช่ในแง่ของการแพทย์ แต่ในแง่ของการได้ชีวิตคืนมา นั่นเป็นทศวรรษแปดสิบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่มพลังทางการเมืองก็เริ่มล้อบบี้รัฐบาลในสหรัฐ ในอังกฤษ และที่อื่นๆ บอกว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตในชุมชน ไม่เพียงเรื่องนี้เป็นไปได้ แต่ในแง่การเมือง นี่เป็นสิทธิอันชอบธรรมในฐานะที่พวกเขาเป็นพลเมือง สิทธิที่จะได้รับการบำบัดรักษา ที่จะมีชีวิต นั่นแหละคือ จุดก่อเกิดขบวนการคืนสู่สุขภาวะ

          สิ่งสำคัญเกี่ยวกับสิทธิก็คือ ไม่เพียงมีสิทธิที่จะรับการบำบัดรักษาหรือสิทธิที่จะมีชีวิต แต่ยังมีสิทธิที่จะมีชีวิตแม้ยังป่วยอยู่ นี่เป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามไป นี่เป็นความเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ ดังนั้นคนพิการมีสิทธิที่จะอยู่ในชุมชน ทั้งที่มีความพิการอยู่ สิ่งที่ แพต ดีแกนพูดถึงก็คือการได้ชีวิตกลับคืน ไม่ใช่การฟื้นคืนจากความเจ็บป่วย ฟังดูมีความหมายสมเหตุสมผลไหมครับ? เช่นเดียวกับคนที่เดินไม่ได้ก็ใช้เก้าอี้ล้อได้ และเมื่อมีเก้าอี้ล้อ พวกเขาก็ไปทำงานได้ ไปโรงเรียนได้ และอยู่ในอพาร์ตเมนท์ของตนเองได้ คนที่มีความผิดปกติด้านจิตเวช มีประเด็นสุขภาพจิตระยะยาว ก็ควรสามารถไปโรงเรียน มีงานทำ และใช้ชีวิตในอพาร์ตเมนต์ของตนเองได้ ดังนั้นนี่เป็นส่วนของสิทธิ เพียงเพราะผมมีโรคจิตเวชไม่ได้หมายความว่า ผมต้องสละสิทธิของผมที่จะใช้ชีวิตของตนเอง ดังนั้นคุณไม่สามารถบังคับผมให้ไปอยู่โรงพยาบาล หรือเก็บผมไว้ในโรงพยาบาล เว้นแต่ว่าผมก่อความเสี่ยงร้ายแรงต่อตนเองหรือคนอื่นๆ นั่นเป็นเวลาเดียวที่กฎหมายรองรับการบังคับให้รักษา ส่วนในด้านอื่นๆ ของชีวิต ผมยังคงปกครองตนเองอยู่ นั่นเป็นส่วนของสิทธิ

          จุดแข็งเข้ามาเมื่อเราเริ่มมองสิ่งจำเป็นของบุคคลเพื่อเขาจะดำเนินชีวิตในชุมชนได้ และเขาจำเป็นต้องได้รับมากกว่าเพียงการบำบัดรักษาอาการ นี่เป็นเหตุให้การดูแลแบบมุ่งการคืนสู่สุขภาวะเป็นการปฏิบัติที่อาศัยจุดแข็งเป็นพื้นฐาน เพราะตั้งบนพื้นฐานของจุดแข็งที่ว่าผู้คนสามารถสร้างชีวิตของตนขึ้นได้ คุณเป็นมากกว่าความเจ็บป่วยของคุณ สิ่งที่คุณเป็นมากกว่าความเจ็บป่วยนี้คือสิ่งที่คุณเป็นในฐานะบุคคลคนหนึ่งและจุดแข็งที่คุณมี ดังนั้นการดูแลแบบมุ่งการคืนสู่สุขภาวะเริ่มจดจ่อในเรื่องว่า บุคคลที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชนี้คือใคร? บุคคลผู้นี้ต้องการอะไรจากชีวิต และอะไรทำให้ชีวิตมีคุณค่าควรแก่การดำรงอยู่? เราจะช่วยให้บุคคลผู้นี้ใช้จุดแข็งดำรงชีวิตแบบนั้น พูดอย่างนี้มีความหมาย สมเหตุสมผลไหมครับ?

 

มีมากทีเดียว คำถามต่อไปก็คือ สิทธิกับจุดแข็งเกี่ยวข้องกันอย่างไร? และการจดจ่อที่จุดแข็งเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับกรอบแนวคิดอย่างไร?

แลร์รี่: เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิดเพราะการดูแลสุขภาพจิตจดจ่อที่การบำบัดรักษาโรคมาโดยตลอด และด้วยเหตุที่เราไม่สามารถบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ดีนัก... ผมขอพูดใหม่นะครับ ส่วนใหญ่แล้วจิตเวชศาสตร์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของโมเดลรักษาอาการเฉียบพลัน คุณได้รับการบำบัดรักษา แล้วคุณก็ดีขึ้น แต่การบำบัดรักษาที่เรามีอยู่ ไม่ได้ทำให้คนดีขึ้น เราไม่อาจรักษาอาการทางจิตให้หาย เราไม่สามารถรักษาความผิดปกติแบบอารมณ์สองขั้ว เราทำได้ดีกว่าในเรื่องโรคซึมเศร้า แต่ถึงกระนั้น บางคนก็ยังป่วยด้วยโรคซึมเศร้าระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงมีอาการเฉียบพลัน   

 

ผลข้างเคียงของยาร้ายแรงมาก

แลร์รี่: มีผลข้างเคียงที่แย่ แต่ที่สำคัญกว่าผลข้างเคียงที่แย่ก็คือ ยามีประสิทธิผลที่จำกัด ไม่ได้ผลสำหรับทุกคน และแม้แต่ในคนที่ยามีประสิทธิผล ก็ยังช่วยให้หายในบางด้าน ไม่ได้ขจัดอาการทั้งหมดออกไป ดังนั้น โมเดลรักษาอาการเฉียบพลันทำให้อาการหายไป และบุคคลนั้นก็กลับไปหาชีวิตของตนเอง แต่แนวทางแบบนั้นไม่ได้ผลเมื่อคุณมีสภาวการณ์ระยะยาว ดังนั้น การเปลี่ยนกรอบแนวคิดเรื่องแรกก็คือ เปลี่ยนจากโมเดลรักษาอาการเฉียบพลันเป็นโมเดลจัดการโรค ซึ่งเรียกว่าการจัดการโรคและยา แต่หากเรายึดแนวทางที่ใช้จุดแข็งเป็นพื้นฐาน เราไม่ได้กำลังพูดเรื่องการจัดการโรค เรากำลังพูดถึงการสร้างชีวิต หากคุณอยากจะตั้งชื่อก็น่าจะเป็นโมเดลการจัดการคืนสู่สุขภาวะมากกว่า

          การเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านกรอบแนวคิดในเรื่องแนวทางการคืนสู่สุขภาวะอยู่ตรงที่เราไม่ได้จดจ่อแต่ข้อบกพร่อง อาการ และความเจ็บป่วย แต่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องกีดกั้นอย่างหนึ่ง เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งบุคคลคนนั้นต้องจัดการเพื่อจะได้มีชีวิตในแบบที่พวกเขาต้องการจะมี  ดังนั้น สิ่งที่จดจ่อมากกว่าเป็นเรื่องของชีวิตแบบที่คุณต้องการ และเราจะช่วยคุณรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมากีดขวางวิถีทางไปสู่ชีวิตแบบที่คุณต้องการ ขณะที่คุณไขว่คว้าหาสิ่งที่หวัง ที่ฝัน และมุ่งหมายจะไปให้ถึง  ดังนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงจดจ่อที่ความเจ็บป่วยเพราะเราไม่สามารถบำบัดรักษาและขจัดไปได้สิ้นเชิง แต่การดูแลแบบมุ่งการคืนสู่สุขภาวะจดจ่อเรื่องความเจ็บป่วยในฐานะที่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลนั้นได้เรียนรู้ที่จะจัดการในการมุ่งสู่เป้าหมายชีวิตของพวกเขา

 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจระหว่างนักวิชาชีพกับผู้ใช้บริการล่ะคะ?

แลร์รี่: ในโมเดลเดิม แพทย์รักษาโรค ทำให้อาการหายไป อำนาจอยู่ที่ตำแหน่ง เพราะตำแหน่งนี้มีอำนาจที่จะรักษาความเจ็บป่วย หากคุณไม่อาจรักษาความเจ็บป่วยได้ ผู้ป่วยคนนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับความเจ็บป่วย เป็นเรื่องสำคัญที่บุคคลนั้นจะต้องมีอำนาจ เพราะเขาต้องเข้ามารับผิดชอบการจัดการชีวิตของตนและสภาวการณ์ของตน ดังนั้นถ้าผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจทั้งหมด และผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ทั้งหมด มีทรัพยากรทั้งหมดแล้ว ผู้ป่วยก็จะอยู่เฉยๆ  ซึ่งคุณทำไม่ได้ถ้าจะต้องดำเนินชีวิตของคุณ คุณต้องเสี่ยง คุณต้องทำอะไรในเชิงรุกและมีส่วนร่วม ดังนั้นต้องมีอำนาจร่วมกัน ไม่ใช่ผู้ป่วยมีอำนาจทั้งหมด แต่ผู้ป่วยมีอำนาจเหนือชีวิตของตน และต้องมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน นี่เป็นการที่ผู้ป่วยเป็นหุ้นส่วนกับแพทย์ ดังนั้นแพทย์เข้าใจว่า ผู้ป่วยคนนั้นกำลังพยายามจะทำอะไร และแพทย์ก็นำทักษะและความรู้ของตนมาให้บริการกับผู้ป่วย ดังนั้น การให้การศึกษาสำคัญมาก บทบาทของแพทย์ไม่ใช่เพียงสั่งการบำบัดรักษา แต่ยังให้การศึกษาผู้คนว่าจะจัดการสภาวการณ์ของตนอย่างดีที่สุดได้อย่างไร

 

เมื่อการคืนสู่สุขภาวะเกี่ยวข้องกับตัวผู้ป่วยโดยตรง เจ็บป่วยขณะที่ชีวิตมีการดำเนินไปข้างหน้า ปัญหาและความเข้มแข็งจะเป็นตัวจุดพลังภายในเพื่อผลักดัน ซึ่งจุดเน้นของขบวนการคือการทำงานกับจุดแข็ง ไม่ใช่เน้นที่ความบกพร่องหรือพยาธิสภาพ หวังว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้ชีวิตกลับคืนมาค่ะ

--- 

ติดตาม

“ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็งเพื่อการคืนสู่สุขภาวะ”
ตอน “ปฏิบัติ” ในฉบับต่อไป

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: