สื่อกับการฆ่าตัวตาย: นำเสนอบันเทิงคดีอย่างสร้างสรรค์

-A +A

พฤติกรรมเลียนแบบไร้เดียงสา?

           เมื่อเกือบสี่ปีก่อน หนังสือพิมพ์ข่าวสดวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 นำเสนอข่าวว่า เวลา 16.00 น. ตำรวจเมืองนครสวรรค์ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กหญิงอนุบาลวัย 6 ขวบเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ หลังจากผูกคอกับต้นไม้หน้าบ้านที่อำเภอลาดยาว โดยน้องชายฝาแฝดเล่าว่า พี่สาวเห็นละครโทรทัศน์เรื่อง “ไทรโศก” ซึ่งออกอากาศวันที่ 30 มิถุนายน มีการแสดงท่าผูกคอตาย ตอนเล่นกันหลังกลับจากโรงเรียนพี่สาวบอกว่า จะแสดงผูกคอตายให้ดูจริงๆ เอาไหม ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว ผู้กำกับการแสดงละครเรื่องนี้สัมภาษณ์ว่า ตกใจมากที่ได้ยินข่าว แท้ที่จริงตัวละครไม่ได้ผูกคอตาย เพียงแต่คิด และมีภาพจับเชือก ตัวละครอื่นๆ ได้มาห้ามไว้ พร้อมกับตักเตือนว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องผิด เป็นบาปหนักทางพุทธศาสนา ตายไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะการตายไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาทุกๆ อย่าง บานเย็นในเรื่องจึงไม่ฆ่าตัวตาย

           ตัวอย่างการผูกคอตายเลียนแบบละครโทรทัศน์อีกกรณีหนึ่งเปิดเผยโดย นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี (www.csip.org) ระหว่างแถลงข่าวเรื่อง “ภัยร้ายต่อเด็กจากสื่อทีวี สื่อไอที : ดูทีวีแล้วผูกคอตาย เล่นเกมแล้วแทงแม่ตาย” ว่า “พ่อของเด็กบอกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ เด็กได้ดูรายการทีวีที่มีภาพการแขวนคอตายถึง 2 รายการในช่วงสัปดาห์เดียว ได้แก่ ละครเรื่อง “แรงเงา” ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2556 และรายการ “คนอวดผี” ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 17 และ 24 ต.ค. 2556 ซึ่งออกอากาศก่อนเกิดเหตุหนึ่งวัน โดยทางศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ได้ทำการดูทั้งสองรายการย้อนหลังแล้ว พบว่ามีฉากการแขวนคอจริง” เด็กหญิงคนนี้อายุ 8 ขวบ ไม่เสียชีวิต แต่คุณหมอกล่าวว่า สมองขาดออกซิเจนนาน หากฟื้นขึ้นมาอาจมีปัญหาทางสติปัญญาได้

           เราอาจคิดว่า ละครโทรทัศน์ที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบทั้งสองกรณีนี้ ผู้ชมเป็นเด็กเล็ก ซึ่งไม่ควรชมละครระดับนี้ตั้งแต่แรก และทั้งสองกรณีก็เป็นการนำไปเลียนแบบในการเล่นเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจฆ่าตัวตาย แต่เราก็ได้เห็นว่าอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเลียนแบบนั้นมีจริง และคำพูดของตัวละครที่สอนว่าการกระทำเช่นนั้นไม่ดี มีผลกระทบน้อยกว่าภาพที่ได้เห็น และไม่เพียงภาพที่เห็นเท่านั้น แต่จินตนาการและการรับรู้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมเลียนแบบด้วย

           บทความเรื่อง “มายาภาพในละครทีวีกับปัญหาสังคม” ในการสัมมนาศิษย์เก่าภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ของ ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว ได้พูดถึง การสำรวจความคิดของผู้ปกครองพบว่าร้อยละ 95.5 ระบุว่า สื่อต่างๆ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบความรุนแรงของเด็ก มีเพียงร้อยละ 4.5 ที่ระบุว่าไม่มีส่วน ผู้เขียนระบุว่า มายาภาพที่นำเสนอส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนความเป็นไปในสังคม แต่มีมายาภาพ 17 เรื่องที่อาจก่อให้ เกิดการเลียนแบบที่เป็นปัญหาสังคมได้ หนึ่งในนั้นคือ อัตนิบาตกรรม

           อันที่จริงไม่ใช่ละครโทรทัศน์เท่านั้นที่นำเสนอการฆ่าตัวตาย วรรณกรรมและละครเวทีทั้งของไทยและต่างประเทศก็นำเสนอเรื่องนี้มายาวนาน โศกนาฏกรรมอันมีชื่อเสียงของกรีกอย่างเรื่อง “อีดิปุสเรกซ์ของโซโฟคลีส” ก็จบด้วยการที่ตัวละครสำคัญฆ่าตัวตาย และตัวเอกทำร้ายตัวเองด้วยการทะลวงตาจนบอด ถึงกระนั้นก็เป็นไปตามหลักของโศกนาฏ- กรรมที่ดีในแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า ต้องไม่นำเสนอฉากฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองให้ผู้ชมเห็นกับตา เพราะเจตนาของโศกนาฏกรรมนั้นไม่ใช่เพื่อความน่ากลัวสยดสยอง หากแต่เพื่อให้การล้มลงของตัวเอกซึ่งเก่งกาจสูงส่งนั้นทำให้ผู้ชมเกิดความสลดยำเกรงและการชำระจิตใจให้ผ่องแผ้ว (catharsis) สำหรับปัจจุบัน เราต้องยอมรับข้อหนึ่งว่า บันเทิงคดีผ่านช่องทางโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลต่างๆ เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายและทรงอิทธิพลต่อผู้ชมทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวอย่างยิ่ง และบางครั้งการนำเสนออาจไม่ได้เป็นในแนวทางที่อริสโตเติลเคยให้ไว้

           คำถามก็คือว่า เด็กเท่านั้นหรือที่ทำพฤติกรรมเลียนแบบ ข้อเท็จจริงหนึ่งที่สนับสนุนโดยงานวิจัยก็คือ การนำเสนอเรื่องนี้อาจกระทบต่อผู้ชมที่อ่อนไหวในประเด็นนี้และก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ โครงการไมนด์เฟรมของออสเตรเลียได้อ้างการศึกษาของฟีลิป  ดี. พี. (1982) เกี่ยวกับผลกระทบของเรื่องแต่งในโทรทัศน์ต่อการเสียชีวิตของผู้ใหญ่ ชาวสหรัฐตีพิมพ์ในวารสารสังคมวิทยา (American Journal of Sociology) ว่า จำนวนการปลิดชีวิตตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทันทีหลังจากออกอากาศละครโทรทัศน์ที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และการศึกษาในเยอรมันและอังกฤษก็ได้ผลทำนองเดียวกัน นอกจากนี้การนำเสนอการฆ่าตัวตายซ้ำๆ จะทำให้การฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป

 

ข้อแนะนำของไมนด์เฟรม

           ก่อนจะนำเสนอการฆ่าตัวตายในบันเทิงคดีของคุณ ขอให้สื่อถามคำถามต่อไปนี้คือ...

 

จำเป็นไหมที่จะนำเรื่องการฆ่าตัวตายเข้ามา?

    -ทำไมฉันถึงนำการฆ่าตัวตายเข้ามาในการดำเนินเรื่อง? เพียงเพื่อคลี่คลายปม หรือเพื่อสำรวจประเด็นนี้จากมุมมองส่วนบุคคล

    -ให้คำนึงว่าการวาดภาพการฆ่าตัวตายอาจเป็นอันตรายต่อผู้ชม/ผู้อ่านที่เปราะบาง

    -ให้คำนึงว่าคนที่สูญเสียผู้ใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิตและการมีความคิดฆ่าตัวตาย ทั้งอาจได้รับผลกระทบจากเรื่องราวที่คุณนำเสนอ

 

ควรนำเสนอภาพการฆ่าตัวตายหรือไม่?

    -การนำเสนอภาพวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียดเชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตายด้วยวิธีเดียวกันจากพฤติกรรมเลียนแบบ

    -หากตัดสินใจนำเสนอ ให้คำนึงถึงความยาวของการเสนอภาพ และผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ชมหรือคนที่ได้รับผลกระทบจากการฆ่าตัวตาย

    -การนำเสนอการฆ่าตัวตายของฉันอาจถูกนำไปตีความผิดๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหาหรือไม่?

    -การนำเสนอรายละเอียดน้อยลงอาจมีผลกระทบในเชิงการละครได้ดีกว่าการนำเสนอแบบภาพละเอียดชัดแจ้งหรือไม่?

    -ดนตรี แสง และฉากที่ประกอบทำให้การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องชวนฝัน และเลิศวิไลหรือไม่?

 

ฉันจะสำรวจประเด็นการฆ่าตัวตายให้ลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร?

    -การเข้าใจสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการฆ่าตัวตายเสริมให้การนำเสนอมีคุณภาพขึ้น คนจำนวนมากที่พยายามฆ่าตัวตายหรือตายเพราะฆ่าตัวตายป่วยด้วยโรคจิตเวช ความเจ็บป่วยจากสารเสพติด หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเช่น ความสัมพันธ์แตกร้าว มีความทุกข์ยากทางการเงิน หรือเจ็บป่วยทางกาย

    -การแสดงผลกระทบของการฆ่าตัวตายที่มีต่อตัวละครอื่นๆ อย่างเช่น ครอบครัว เพื่อน ผู้ร่วมงาน และชุมชนทั้งชุมชน อาจเป็นการวางความตายนั้นในบริบทการสูญเสียและน่าเศร้าที่กว้างขึ้น แสดงให้เห็นการสูญเปล่าของการกระทำเช่นนั้น

    -ชุมชน วัฒนธรรมและ กลุ่มวัยต่างๆ กัน มีท่าทีต่างกันต่อการฆ่าตัวตาย และมีแนวทางรับมือการสูญเสียต่างๆ กัน ที่อาจให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใหม่ๆ ได้

 

ฉันได้ตรวจสอบว่าภาพการฆ่าตัวตายที่นำเสนอนั้น เที่ยงตรงและแท้จริงหรือยัง?

    -มีความเชื่อความเข้าใจผิดๆ หลายอย่างเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและความเสี่ยงในเรื่องนี้ การหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแนวโน้มการฆ่าตัวตายตลอดจนปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ

    -ในตอนกำลังพัฒนาโครงเรื่อง ให้พิจารณาว่าการพูดคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการฆ่าตัวตายมีคุณค่าเพียงใด

    -สำหรับลิงค์ไปยังข้อมูลที่เที่ยงตรงเกี่ยวกับแนวโน้มการฆ่าตัวตาย ความเสี่ยง และการสะท้อนจากประสบการณ์ส่วนตัวให้ไปที่ www.mindframe-media.info สำหรับของไทยให้ไปที่เว็บกรมสุขภาพจิต www.dmh.go.th 

และลิงค์ไปที่ suicide@dmh.go.th 

หรือ www.thaifamilylink.net 

 

ฉันทำอะไรได้อีกบ้าง?

    -การนำเสนอที่เน้นผลสืบเนื่องต่อผู้อื่นและแหล่งที่ให้การสนับสนุนสำหรับผู้ชมที่เสี่ยงอาจส่งเสริมให้ผู้ชม/ผู้อ่านที่มีภาวะเสี่ยง ไปหาความช่วยเหลือ

    -ให้รวมหมายเลขโทรศัพท์และรายละเอียดที่ติดต่อขอบริการสนับสนุนไว้ตอนท้ายผลงาน (หรือเป็นส่วนหนึ่งของละคร) จะเป็นการให้การสนับสนุนเฉพาะหน้าแก่คนที่อาจเป็นทุกข์อยู่และกระตุ้นให้ไปหาความช่วยเหลือก็ได้

 

ข้อเท็จจริงน่ารู้บางอย่าง

สถิติการฆ่าตัวตายที่รวบรวมเมื่อปี 2553 ปรับให้ทันสมัยเมื่อ 18 พฤษภาคม 2555 ของ นพ.อภิชัย มงคล (อธิบดีกรมสุขภาพจิตขณะนั้น) และคณะโครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย รพ.จิตเวช ขอนแก่นราชนครินทร์ รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต สรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้...

    -แม้มีความเชื่อกันว่า คนฆ่าตัวตายมากขึ้น แต่อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยที่สูงขึ้นในปี 2542 หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ถึง 8.59 คนต่อประชากรแสนคน ได้ลดลงเรื่อยๆ จนต่ำสุดเมื่อปี 2549 ที่ 5.77 จนปัจจุบันอยู่ที่ 6.08 คนต่อประชากรแสนคน

    -อัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดสิบจังหวัดแรกอยู่ที่ภาคเหนือยกเว้น ลำดับสองซึ่งเป็นจังหวัดระยองที่ 13.45 ลำดับแรกคือลำพูนที่ 15.58

    -วัยที่มีจำนวนคนฆ่าตัวตายสูงสุดในช่วงปี 2540-2554 คือวัยระหว่าง 20-29 , 30-39 , 40-49 , 50-59 ตามลำดับ ซึ่งเป็นช่วงวัยทำงาน สร้างผลผลิตแก่สังคมอย่างสำคัญยิ่ง

    -เพศชายฆ่าตัวตายสูงกว่าเพศหญิงมาก คือ อัตราการฆ่าตัวตายของเพศชายอยู่ที่ 9.45 และเพศหญิงอยู่ที่ 2.7

    -คนที่ฆ่าตัวตายจำนวนไม่น้อยป่วยด้วยโรคจิตเวชในขณะที่อาการยังไม่สงบ โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า และจากคำให้สัมภาษณ์ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) แก่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพียงร้อยละ 3.94 เท่านั้นที่เข้าถึงการรักษา ซึ่งทำให้อัตราฆ่าตัวตายสูงเป็น 20 เท่าของคนทั่วไป

    -ปัจจัยปกป้องคนจากการฆ่าตัวตาย คือ การ เชื่อมโยงหรือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือกลุ่มต่างๆ มีบุคคลสำคัญอย่างน้อยหนึ่งคนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนอื่นๆ มีทักษะและความอึดในการรับมือกับความยากลำบาก ฟื้นตัวได้ดี มีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและความเชื่อ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีสุขภาพกายสุขภาพใจดี ได้รับการบำบัดรักษาโรคจิตเวชและปัญหาทางอารมณ์ที่มีประสิทธิผล 

    -หมายเลขโทรศัพท์สำหรับหาการสนับสนุน คือ 1323 กรมสุขภาพจิต ซึ่งตอบโดยบุคคลตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นสายท้องถิ่นคือไม่ใช่สายทางไกล แหล่งความช่วยเหลือทางโทรศัพท์อีกแห่งหนึ่ง คือ  ศูนย์สะมาริตัน มีหมายเลขต่อไปนี้ กรุงเทพฯ โทร. 02-713-6793 , เชียงใหม่ 053-225-977-8 และทางอินเตอร์เน็ต www.samaritansthailand.blogspot.com

 

           หากคุณสร้างบันเทิงคดีด้วยมุ่งหมายให้สมจริงและสะเทือนอารมณ์โดยไม่ตระหนักให้จงดีถึงเรื่องพฤติกรรมเลียนแบบและผลที่ตามมา บางทีคุณอาจทำร้ายผู้ชมของคุณก็ได้ คุณคงไม่ต้องการเช่นนั้นแน่นอน นักเขียนคนหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมเพื่อร่างแนวทางการนำเสนอการฆ่าตัวตายของไมนด์เฟรมกล่าวว่า “ในฐานะนักเขียนเราอยู่ในตำแหน่งที่ทรงอำนาจยิ่ง เราไม่ควรใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิดเพียงเพราะความไม่รู้” และถ้าคุณสร้างงานของคุณอย่างเข้าใจ อย่างผู้รู้ และด้วยความรับผิดชอบ บางทีคุณอาจช่วยชีวิตผู้ชมของคุณก็ได้

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: