การคืนสู่สุขภาวะ : ความหวัง - ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมทาง

-A +A

          กองบรรณาธิการเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตได้รับเกียรติอย่างสูงในโอกาสการให้สัมภาษณ์ แอนโทนี สเตรตฟอร์ด ที่ปรึกษาอาวุโสการคืนสู่สุขภาวะ องค์กร MIND ออสเตรเลีย, อาจารย์กิตติมศักดิ์คณะจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น, อาจารย์รับเชิญมหาวิทยาลัยเยล, ที่ปรึกษาเรื่องการคืนสู่สุขภาวะของการดูแลด้านนิติจิตเวช รัฐวิคทอเรีย, กรรมการของ CRC Biomarks, กรรมการอำนวยการของ International Association of Peer Supporters, วิทยากรใน Symposium: Pathway to Mental Health Recovery-User involvement and peer-led services ของ New Life Psychiatric Rehabilitation Association เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2014 ณ Yasumoto International Academic Park,The Chinese University of Hong Kong. โดยมี พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ นายกสมาคมสายใยครอบครัว และคุณเครือวัลย์ เที่ยงธรรม เป็นผู้สัมภาษณ์และร่วมพูดคุยในครั้งนี้

 

แอนโทนี: เอาล่ะ คนไหนคือ “ผู้มีประสบการณ์ตรง (peer)” ครับ อ้อ, คุณสองคน (ผู้สัมภาษณ์และช่างภาพ)

 

ขอบพระคุณค่ะที่ให้เรามาสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เราจะเน้นเรื่องบทบาทในการคืนสู่สุขภาวะ (recovery) คุณนิยามบทบาทในการคืนสู่สุขภาวะว่าอย่างไรคะ และมีบทบาทที่สำคัญอะไรบ้างในการคืนสู่สุขภาวะสำหรับผู้ใช้บริการสุขภาพจิตและนักวิชาชีพ?

แอนโทนี: ผมคิดว่าความแตกต่างหลักระหว่างแบบการรักษาพยาบาลกับการคืนสู่สุขภาวะ... อ้อ เวลาผมพูดว่า การคืนสู่สุขภาวะ ผมหมายถึงการปฏิบัติงานที่มุ่งการคืนสู่สุขภาวะ ในการคืนสู่สุขภาวะ หินก้อนสำคัญที่ยึดทุกสิ่งไว้ด้วยกันคือ ความหวัง และสิ่งสำคัญลำดับต่อมาก็คือความสัมพันธ์ที่ผู้ใช้บริการมีต่อคนที่สนับสนุนการเดินทางคืนสู่สุขภาวะของเขา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญจากแบบการรักษาพยาบาลมาเป็นการคืนสู่สุขภาวะ ก็คือความแตกต่างทางอำนาจ   งานที่ผมทำมากเลยในการฝึกอบรมจิตแพทย์รุ่นเยาว์ก็คือให้การศึกษาซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ว่า พวกเขาไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดในห้องรักษาคนไข้ สำหรับคนจำนวนมาก จิตเวชศาสตร์และการให้ยาจะมีบทบาทหลักในการคืนสู่สุขภาวะของพวกเขา แต่สิ่งอื่นๆ ก็มีบทบาทมากด้วย อย่างเช่น ความสัมพันธ์ ที่พักอาศัย การจ้างงาน ความเป็นเพศหญิงหรือชาย ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าสำคัญพอๆ กับจิตเวชศาสตร์   ดังนั้น เมื่อมีคนได้รับการวินิจฉัยในตอนเริ่มแรกและทำงานกับจิตแพทย์ ความสัมพันธ์จะก่อตัวขึ้นได้ก็ต้องเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน ในปี 2003 ทางอังกฤษได้ใช้การริเริ่มหนึ่งที่เรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญจากประสบการณ์ (peer expert) การริเริ่มนี้มุ่งให้การศึกษาแก่แพทย์ว่ามีผู้เชี่ยวชาญสองคนในความสัมพันธ์นี้ คนหนึ่งเชี่ยวชาญผ่านการเรียนและอีกคนหนึ่งผ่านประสบการณ์ ดังนั้นคุณต้องมีผู้เชี่ยวชาญทั้งสองด้านจึงจะประสบความสำเร็จ และเรื่องนี้ก็เป็นจริงเกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วย   ฉะนั้น สิ่งสำคัญเท่าที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้มีประสบการณ์” ก็คือ... หากมี “ผู้มีประสบการณ์” เข้ามาร่วมทีมทำงานด้วย ความสัมพันธ์สามารถก่อเกิดได้ตั้งแต่การพบครั้งแรก นั่นก็เป็นเพราะ พวกเขาเดินในเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน พวกเขารู้ว่าบุคคลนั้นกำลังประสบกับอะไรอยู่ แต่ในองค์กรที่ไม่มี “ผู้มีประสบการณ์” อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นก่อเกิดขึ้นมา

 

ขอให้คุณขยายความ บทบาทการเป็นหุ้นส่วนอีกหน่อย?

แอนโทนี: การเป็นหุ้นส่วนนั้นสำคัญในทุกระดับ อย่างในองค์กรที่ผมทำงานอยู่นี้ เราเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ในคณะกรรมการอำนวยการ เราเป็นหุ้นส่วนกับฝ่ายการเคหะ เรามีหุ้นส่วนที่เข้าไปสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยสำหรับการวิจัย ตัวอย่างเช่น เราเป็นหุ้นส่วนกับมหาวิทยาลัยเยล ไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนอะไร จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อคนที่เราให้บริการ หาไม่แล้วก็จะเสียเวลาเปล่า

 

และขอคุณแบ่งปันสักเล็กน้อยเกี่ยวกับไมนด์ ออสเตรเลีย (MIND Australia) ได้ไหมคะ ว่าองค์กรของคุณทำอะไรในการส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนที่เอื้อต่อการคืนสู่สุขภาวะอย่างสำคัญ?

แอนโทนี: ครับ ไมนด์มีมาราวๆ สี่สิบปีแล้ว เป็นองค์กรสุขภาพจิตชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และเรามีคนทำงานกว่า 800 คน  ปีที่แล้วเราได้รับเกียรติให้รับใช้ลูกค้ากว่า 10,000 คน

 

เมื่อคุณพูดว่า ลูกค้า (client) คุณหมายความว่าอะไร?

แอนโทนี: ลูกค้าหมายถึง ผู้ใช้บริการสุขภาพจิต เจ้าหน้าที่ของเราได้แก่ “ผู้มีประสบการณ์” นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาล แต่พยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่พยาบาล พวกเขาทำหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตชุมชน เรามีบริการกว้างขวางหลากหลาย เรามีโครงการกว่า 60 โครงการ ดังนั้นเรามีตั้งแต่โครงการพักอาศัยสำหรับผู้ใหญ่ มีโครงการพักอาศัยสำหรับเยาวชน เรามีชุดการสนับสนุนเป็นรายปัจเจกบุคคลโดยเฉพาะคนที่มาจากงานนิติจิตเวช เรามีโครงการหลากหลาย...

 

และถ้าเราไปที่เว็บไซต์ของคุณก็จะเห็นบริการทั้งหมดนี้ ได้ใช่ไหมคะ?

แอนโทนี: ครับ ได้ และเรามีสิ่งที่รู้จักกันว่า พาร์ค (PARC-Prevention and Recovery Center) นี่เป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข รัฐวิคทอเรีย องค์กรด้านสุขภาพจิตในท้องถิ่น และไมนด์ นี่เป็นสถานบริการสำหรับก้าวขึ้นก้าวลง สถานบริการทางสุขภาพจิตนี้เจตนาสร้างให้อยู่ในชุมชน ห่างไกลจากอาณาบริเวณโรงพยาบาล คนที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแต่ยังไม่พร้อมกลับบ้านจะไปพาร์ค ผู้ใช้บริการสุขภาพจิตในชุมชน เมื่อรู้สึกไม่ค่อยสบายสามารถนำตัวเองมาพักที่พาร์คได้ ศูนย์นี้ก่อสร้างอย่างสวยงามและรับสมาชิกเข้าพักได้ 10 คน คุณอยู่ได้นาน 28 วัน ทั้งหมดนี้รัฐบาลเป็นคนจ่าย และทุกคนมีห้องชุดของตนเอง พร้อมทุกอย่าง และเรายังมีพาร์คสำหรับเยาวชนด้วย ตอนนี้เรายังมีศูนย์สามแห่งคล้ายๆ กันสำหรับเยาวชน และยังเริ่มศูนย์ที่อยู่ยาวได้ถึง 6 เดือน คิดว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องสุขภาพจิตได้มาเปิดศูนย์สำหรับหญิงล้วนแห่งแรก

 

พญ.สมรัก: คุณแอนโทนี ดิฉันสนใจว่าคุณรับ “ผู้มีประสบการณ์” เข้ามาทำงานด้วยวิธีใด และคุณมีหลักสูตรสำหรับฝึกอบรมพวกเขาหรือไม่?

แอนโทนี: ครับ เราต้องฝึกพวกเขาอย่างแน่นอน เรารับพวกเขาเข้ามาตามช่องทางคล้ายๆ กับที่รับเจ้าหน้าที่อื่นๆ แต่ในปี 2009 ซีอีโอขององค์กรเราขอให้ผมกับเพื่อนร่วมงานพัฒนาคู่มือการฝึกอบรม “ผู้มีประสบการณ์” ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราก็ทำสำเร็จ และได้แก้ไขใหม่เมื่อปี 2012 เมื่อปีที่แล้วคู่มือนี้ได้รับรางวัลผลงานดีเด่นที่การประชุมบริการสุขภาพจิตซึ่งเป็นการประชุมใหญ่มากของออสเตรเลีย เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่ “ผู้มีประสบการณ์” จะต้องได้รับการฝึกอบรม หาไม่แล้วคุณก็เก็บพวกเขาไว้เพื่อให้ถูกไล่ออกเท่านั้นเอง พวกเขาต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างดี เราจัดการอบรมให้เป็นเวลา 5 วัน

 

ห้าวันเท่านั้นหรือคะ?

แอนโทนี: เป็นการฝึกอบรมที่เข้มข้นมาก สิ่งที่เราสอนก็ได้แก่ การฝึกสะท้อนกลับ (Reflective Practice) ส่วนสำคัญของหลักสูตรนี้ก็คือส่วนที่รู้จักกันว่า “ฉันคือใคร?” ผู้เข้าร่วมแต่ละคน จะมีโอกาสตอนใดตอนหนึ่งที่จะเล่าเรื่องการเดินทางของตนเอง เรื่องเล่าจะไม่ค่อยจดจ่อด้านการเจ็บป่วยน่าสะเทือนขวัญ แต่จะเน้นว่าพวกเขาคืนสู่สุขภาวะได้อย่างไรมากกว่า เพราะเรื่องนี้ทำให้พวกเขาเด่นออกมาจากลูกจ้างคนอื่นๆ ที่เรามีในสนามขององค์กรไมนด์ องค์กรรับพวกเขาเข้ามาทำงานก็เพื่อให้ใช้เรื่องราวของตนเอื้ออำนวยให้คนอื่นๆ คืนสู่สุขภาวะ และพวกเขาต้องสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ “ผู้มีประสบการณ์” ออกไปบอกเล่าเรื่องราวของตนแล้วเกิดทุกข์ใจขึ้นมา เพราะหาก “ผู้มีประสบการณ์” จบลงด้วยความทุกข์ คนที่พวกเขาถูกคาดหวังให้ช่วยก็จะทุกข์ไปด้วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

พญ.สมรัก: เกี่ยวกับเรื่องบทบาท เราเพิ่งเริ่มเรียนเกี่ยวกับการคืนสู่สุขภาวะ และเราเอาคำสำคัญ อย่างเช่น คำว่า “บทบาท” และนำมาเผยแพร่ ฉบับนี้จะเกี่ยวกับ “บทบาท”

แอนโทนี: ก็ถ้าคุณดูที่ “บทบาท” มีหลายบทบาทที่ “ผู้มีประสบการณ์” สามารถทำได้  สำหรับ “ผู้มีประสบการณ์” ในองค์กรของเราจะอยู่ในงานด้านการออกไปหาผู้ใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ เราเพิ่งทบทวนงานโครงการที่พักอาศัยครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ และในการทบทวนนั้น เราจะรวม “เพื่อน” หนึ่งคนไว้ในโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้ใหญ่ทุกโครงการด้วย แล้ว “ผู้มีประสบการณ์” ยังมีบทบาทอื่นๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสหรัฐ รู้จักกันในนาม สะพาน “ผู้มีประสบการณ์” ที่เป็นสะพานคือคนที่เริ่มทำงานกับผู้ป่วยตั้งแต่ยังอยู่ในโรงพยาบาล ช่วยเขาให้กลับคืนสู่ชุมชน และทำงานกับเขาต่อไปนานถึงหกเดือนในชุมชน ตอนนี้เขาพบว่าบริษัทบริการดูแลสุขภาพใหญ่มากแห่งหนึ่งในสหรัฐจ้าง “ผู้มีประสบการณ์” ทำงานแบบนี้นับร้อยๆ คน เพราะจากผลการศึกษาของบริษัทเองพบว่า เมื่อทำเช่นนี้อัตราการกลับเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในภายในเดือนแรกลดลงถึง 91% สิ่งที่แลรี่ให้ตัวอย่างเมื่อวานนี้ก็เป็นเรื่องคล้ายๆ กันคือลดได้ถึง 70%  “ผู้มีประสบการณ์” ที่เป็นสะพานเหล่านี้มีประสิทธิผลมาก อีกอย่างหนึ่ง หากคุณมีทีมและมี “ผู้มีประสบการณ์” อยู่ในทีม ยกตัวอย่างเช่น ในไมนด์ “ผู้มีประสบการณ์” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาลำดับสอง เอาล่ะเมื่อเรามีการประชุม เจ้าหน้าที่แต่ละคนก็รายงานเรื่องผู้ใช้บริการที่พวกเขากำลังดูแล และคนที่สนับสนุนอาจพูดว่า “ฉันจนหนทางแล้วกับผู้ใช้บริการคนนี้ ฉันไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย....” แล้วพวกเขาก็จะถามคนที่เป็น “ผู้มีประสบการณ์” ว่า “คุณมีข้อเสนอแนะอะไรไหม?” และเพราะว่า “ผู้มีประสบการณ์” มีประสบการณ์ชีวิต เขาอาจจะบอกว่า “ลองทำอย่างนี้ อย่างนี้ ดีไหม” และนี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ “ผู้มีประสบการณ์” ทำ คือเป็นที่ปรึกษาลำดับสอง

 

พญ.สมรัก: สำหรับดิฉันที่เป็นนักวิชาชีพ เมื่อมีคนไข้ ก็จะพยายามหาคำสำคัญอย่าง ความหวัง หรือความสัมพันธ์ หรือการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และมีคำหนึ่งในที่นี้คือ บทบาท เราพยายามสอนเจ้าหน้าที่เราว่าเราต้องแนะแนวคนไข้ให้มีบทบาทในชุมชนหรือในครอบครัวของเขา เราเข้าใจคำว่า “บทบาท” อย่างนี้ ในประเทศไทยคนไข้ที่ป่วยเรื้อรัง พวกเขาไม่ค่อยมีบทบาทที่มีความหมายหรือความสำคัญต่อชีวิต

แอนโทนี: ดังนั้นสิ่งที่คุณกำลังมองก็คือการทำลายความโดดเดี่ยวในชุมชน เพราะคนบางคนอาจอยู่ที่บ้านแต่ยังโดดเดี่ยวก็ได้

พญ.สมรัก: ใช่ ดังนั้น ดิฉันจึงคิดว่าเมื่อเขามีบทบาทที่มีความหมายต่อเขา ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการคืนสู่สุขภาวะ

แอนโทนี: ครับ แน่นอนครับ นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของ “ผู้มีประสบการณ์” เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของเราต้องเอื้ออำนวย แนะแนวทาง และเป็นพี่เลี้ยง เป็นพี่เลี้ยงคนที่กำลังคืนสู่สุขภาวะ “ผู้มีประสบการณ์” ทำทุกอย่างนี้แต่ “ผู้มีประสบการณ์” ยังนำสิ่งอื่นๆ เข้ามาในบทบาทของเขาด้วยใช่ไหมครับ อย่างแรกคือพวกเขาเป็นแบบฉบับของการหายป่วย และพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจ และอีกอย่างหนึ่งคือพวกเขานำความหวังมา  ดังนั้น ถ้าคุณป่วยด้วยโรคจิตเวชร้ายแรง และคุณคิดว่า “ชีวิตเราจบสิ้นแล้ว” แต่คุณเริ่มทำงานกับ “ผู้มีประสบการณ์” คุณก็จะบอกว่า “เดี๋ยวก่อน ถ้าเขาทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน” ดังนั้น เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความหวังขึ้นด้วย

 

ถ้าเขาสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ก็นับเป็นคุณูปการมากมายแล้วใช่ไหมคะ?

แอนโทนี: เป็นคุณูปการที่สำคัญนะครับ

พญ.สมรัก: เขาได้รับเงินหรืออะไร? 

แอนโทนี: ครับ เขาควรได้รับค่าจ้าง เพราะเราจ่ายคนอื่นๆ ใช่ไหมครับ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ “ผู้มีประสบการณ์” จะได้รับค่าจ้าง และได้รับอย่างเหมาะสม เพราะจริงๆ พวกเขานำสิ่งที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ให้ได้เข้ามาในระบบการดูแล เขาเท่านั้นที่สามารถนำสิ่งนี้มาในงานได้ นักสังคม-สงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด หรือใครอื่นไม่สามารถนำความเชี่ยวชาญนี้มาได้ ถูกไหมครับ คนอื่นๆ สามารถพยายามเรียนให้รู้ แต่ไม่สามารถนำประสบการณ์ตรงมาได้

 

เพื่อให้ “ผู้มีประสบการณ์” ทำทุกสิ่งเหล่านี้ได้ เราควรทำอย่างไรบ้างในประเทศไทยตอนนี้ เรามองคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคจิตเวชว่าเป็นผู้ป่วย มีความบกพร่องในหลายๆ ทาง ในด้านแรงจูงใจ ทักษะสังคม ทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน และอื่นๆ?

แอนโทนี: ควรใช้แนวทางการดูแลแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการมุ่งที่ความเข้มแข็ง เอาล่ะ ไม่ว่าใครก็ตามที่นั่งอยู่ต่อหน้าคุณ คนที่ผ่านความทุกข์ทั้งหมดนี้มา คนเหล่านี้ทุกๆ คนเลยมีจุดแข็ง แม้ว่าขณะนั้น จุดแข็งถูกบดบังจนมืดมัวไปโดยความเจ็บป่วย ใช่ไหมครับ  ดังนั้นบทบาทของ “ผู้มีประสบการณ์” ก็คือนำจุดแข็งนั้นกลับมาด้านหน้าของสิ่งที่บดบังอยู่ ให้กลับมาอยู่ข้างหน้าอีกครั้ง และทำงานกับบุคคลนั้นในการพัฒนาจุดแข็งของเขาอีกครั้ง              

 

นั่นหมายความว่า คุณมองทะลุผ่านเมฆมืดที่บดบัง และเห็นจุดแข็งที่อยู่ภายใน และพัฒนาสิ่งนั้น?

แอนโทนี: ถูกต้อง และจุดแข็งเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งพื้นๆ อย่างเช่นการเป็นนักเรียนนักศึกษาที่ดี หรือเป็นแม่บ้านที่ดี อะไรก็ตาม หรือเป็นเกษตรกรที่ดี ทั้งยังมีความเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณภายในคนด้วย ดังนั้นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการดูแลแบบบุคคลเป็นศูนย์กลางหรือแนวทางซึ่งมุ่งที่ความเข้มแข็งกับแบบการรักษาพยาบาลอยู่ตรงที่ แบบการรักษาพยาบาลมองที่ข้อบกพร่องโดยอัตโนมัติ ส่วนเรามองที่จุดแข็งโดยอัตโนมัติ และเราทำงานจากจุดแข็งนั้น เราไม่ทำงานกับข้อบกพร่อง ใช่ไหมครับ

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณไม่รับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออยู่?

แอนโทนี: เปล่าเลยครับ เปล่าเลย รับรู้ได้ไม่เป็นไร แต่ตราบที่ให้บุคคลซึ่งมีความทุกข์นั้นเป็นศูนย์กลาง และเขาเป็นคนตัดสินใจ และได้รับอนุญาตให้ผิดพลาดได้ ทีมรักษาพยาบาล โดยเฉพาะทางตะวันตกมีลักษณะที่เราเรียกว่า “ต่อต้านความเสี่ยง” อย่างมาก  ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และพวกเขาจะดับเครื่องผู้คน ไม่ให้มีแม้แต่โอกาสจะผิดฝาผิดตัว ขณะที่ในแนวการคืนสู่สุขภาวะ เราพูดถึงความปลอดภัย เราพูดถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และเราพูดเรื่องการเสี่ยงอย่างมีความรู้ความเข้าใจ เอาล่ะคุณเป็น “ผู้มีประสบการณ์” และคุณทำงานกับคนบางคนที่ต้องการลองอะไรบางอย่าง คุณอาจให้จิตแพทย์เข้ามาและบอกว่า “ไม่ได้นะ อย่างนั้นเสี่ยงเกินไป ส่วนคนทำงานที่เป็น “ผู้มีประสบการณ์” จะมองทุกแง่มุมของการเสี่ยงนี้และบอกว่า “ตกลง เราจะทำล่ะ” นั่นแหละคือการเสี่ยงอย่างมีความรู้ความเข้าใจ สิ่งที่ทำนั้นอาจให้ผลดี หรืออาจไม่ได้ผล แต่ในชีวิต เราต้องเสี่ยงเพื่อจะเติบโต ดังนั้นถ้าเราไม่อนุญาตให้คนเสี่ยง เราก็กลับไปสู่วันคืนเก่าๆ ของการอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจให้ทุกคน

 

คุณจะกรุณาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางคืนสู่สุขภาวะของคุณได้ไหม?

แอนโทนี: เป็นอันว่าคุณอยากรู้เรื่องการเดินทางของผม ผมมาจากครอบครัวที่มีลูก 6 คน ชายสาม หญิงสาม คุณพ่อผมเป็นศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ มาจากครอบครัวมั่งคั่ง เป็นลูกคนเดียว ไม่มีความรักในครอบครัวเลย และเขาจบลงด้วยการเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังที่มีพฤติกรรมรุนแรง

คุณแม่ผมก็เป็นแพทย์เหมือนกัน เธอมาจากชนบทห่างไกล ทำเกษตรกรรม เธอเริ่มไปโรงเรียนเมื่ออายุ 12 ปี เธอได้รับทุนการศึกษาไปเรียนแพทย์ตอนอายุ 16 ปี เธออายุน้อยเกินไป ต้องเรียนฟิสิกส์อยู่หนึ่งปี และเป็นสตรีคนที่สามที่ได้รับดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และขณะที่ทำดุษฎีบัณฑิตนั้น เธอมีลูกๆ ที่อายุน้อยกว่า 7 ขวบอยู่ห้าคน ทั้งยังมีคุณพ่อผมพร้อมกับปัญหาทุกอย่างของเขา และกำลังอุ้มท้องคนที่หก ดังนั้นผมจึงโตมากับอิทธิพลสำคัญสองอย่างนี้ มีความรุนแรงทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะความรุนแรงต่อคุณแม่ สุดท้าย เมื่อผมอายุประมาณ 19 หรืออาจจะ 20 คุณพ่อเลิกดื่มเหล้าแล้วจากไป ทิ้งเราไป ย้ายไปอยู่ลอนดอน หย่ากับคุณแม่และแต่งงานใหม่ การแต่งงานครั้งที่สองนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เขาแยกทางกันภายในสามเดือน ผมอยู่ในโรงพยาบาลกำลังรับการผ่าตัดจากบาดแผลที่ได้จากการเล่นรักบี้ ผมได้รับจดหมายสองฉบับติดต่อกันวันละฉบับจากคุณพ่อ พูดถึงความซึมเศร้าของท่าน ซึ่งท่านไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ ผมจึงโทรศัพท์ไปที่บ้านท่านที่อ็อกฟอร์ด เพราะโทรติดต่อท่านที่ลอนดอนไม่ได้ ท่านมีอพาร์ตเมนต์อยู่ที่ลอนดอน และผมได้พูดกับท่านขณะที่ท่านกำลังจะสิ้นใจ ท่านฆ่าตัวตาย

หกเดือนหลังจากนั้นแหละ ผมมีอาการแมเนียครั้งแรก ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์แบบที่หนึ่ง ต่อมาผมต้องเข้ารับการรักษาในสถาบันเก่าแก่แห่งหนึ่งในรัฐวิคทอเรียที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผม เราปิดสถาบันทั้งหมดนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จากนั้นผมเข้ารับการรักษาในสถาบันอีกเป็นครั้งที่สอง ผมอยู่โรงพยาบาลนานสามเดือนทั้งสองครั้ง ในการถูกจำหน่ายครั้งที่สอง ผมนั่งอยู่ในห้องมืดๆ อับๆ ต่อหน้าคณะนักวิชาชีพสิบสองคน และจิตแพทย์ที่ปรึกษาพูดกับผมว่า “เมื่อคุณออกจากที่นี่ คุณจะอยู่ด้วยเงินบำนาญตลอดชีวิต อาศัยในเคหะที่รัฐจัดหาให้” ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 28 และผมเล่าเรียนมาในโรงเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลียซึ่งดำเนินงานโดยบาทหลวงคณะเยซูอิต สันตะปาปาคนใหม่ ฟรานซิสเป็นเยซูอิต คณะเยซูอิตสอนผม สองสิ่งที่สำคัญ สิ่งแรกคือสำนึกเรื่องความยุติธรรมในสังคม และสองก็คือ ผมสามารถเผชิญหน้าการท้าทายอย่างซึ่งหน้าและเอาชนะได้ด้วย และนั่นทำประโยชน์ให้ผมมากในการคืนสู่สุขภาวะ  ดังนั้น หลังจากออกจากโรงพยาบาล ผมไปอยู่โครงการที่พักอาศัยราวๆ หกเดือน แล้วผมไปหกล้ม ผมจึงย้ายกลับบ้าน

ครั้งแรกที่ผมป่วย คุณแม่ทำงานอยู่ที่จีน จึงไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ครั้งนี้เธออยู่ ผมจึงย้ายไปอยู่ที่บ้านกับเธอ และเธอไม่เห็นด้วยกับการทำนายโรคที่จิตแพทย์คนนั้นพูด ครั้งนั้นผมไม่เห็นอนาคตของตนเอง ในภาษาการคืนสู่สุขภาวะ คุณแม่ยึดความหวังให้ผม ผมไม่มีความหวัง เธอยึดความหวังนั้นไว้ให้ผม และเราร่วมกันวางแผน ตอนนั้นมีงานระยะแรกๆ ออกมาจากมหาวิทยาลัยบอสตันร่วมกับแพต เดย์แกน และบิล แอนโทนี และคุณแม่รวบรวมสิ่งต่างๆ ซึ่งเธอคิดว่าจะช่วยการคืนสู่สุขภาวะของผมมาใช้ และผมก็คืนสู่สุขภาวะจริงๆ   นอกจากนี้ งานสำคัญมากสำหรับผม แม้ว่าผมยังซึมเศร้ามากๆ ผมได้งานที่สถานพักพิงสัตว์ งานทำความสะอาดคลอง จากนั้นก็ทำงานล้างจานที่ภัตตาคาร และจากนั้นภายในสิบปี ผมกำลังไต่รุดหน้าขึ้นไปในบริษัทข้ามชาติในออสเตรเลียในส่วนของทวีปเอเชีย ผมจึงทำงานนั้นอยู่ระยะหนึ่ง ผมพูดกับตัวเองว่า ถ้าวิธีนี้ใช้ได้สำหรับผม ก็น่าจะใช้ได้ผลกับคนอื่นๆ ด้วย ผมจึงออกจากงานนั้น เข้ามาในงานสุขภาพจิตที่ซิดนีย์ และผมทำงานอยู่หลายปี ในงานทุกรูปแบบเพียงเพื่อสั่งสมประสบการณ์ แล้วผมก็ย้ายกลับไปเมลเบิร์นเมื่อประมาณแปดปีก่อนเพราะคุณแม่เริ่มสูงวัยขึ้น แต่เธอยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ เธอจะครบ 91 ปีในเดือนกรกฎาคมที่จะถึง แล้วผมก็สมัครเข้าทำงานที่ไมนด์ ออสเตรเลีย

สิ่งหนึ่งก็นำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เป็นเวลานานมากที่ผู้ใช้บริการบางคนทั่วโลกมีแนวทางการทำงานแบบนักเคลื่อนไหว ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเราควรมีวุฒิภาวะจริงๆ แล้วตอนนี้ ถ้าเราอยากจะสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ต้องการ หลายสิ่งที่ผมริเริ่มขึ้น อย่างให้มีการสอนเรื่องการคืนสู่สุขภาวะในหลักสูตรวุฒิบัตรจิตเวชศาสตร์นั้น ต้องใช้การทูตและการชักนำผู้คนเข้ามาด้วยกันอย่างมาก และถ้าผมทำให้เกิดเป็นฝักเป็นฝ่าย ตัวอย่างเช่น คนมีอำนาจตัดสินใจ คนสำคัญในเรื่องหลักสูตรเป็นฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ดังนั้นผมจะไม่ทำวิธีนั้น ผมจะพยายามนำพาทุกคนมากับผม แต่ยังคงซื่อตรงต่อสาเหตุที่ทำให้ผมมาอยู่ตรงนั้น ดังนั้นผมทำงานค่อนข้างมากทีเดียว ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับแลรี่ แลรี่เป็นพี่เลี้ยงผม ในออสเตรเลีย ผมทำงานให้กับคณะกรรมาธิการสุขภาพจิตออสเตรเลีย เป็นสมาชิกคณะกรรมการซีอาร์ซี ไบโอมาร์ค กรรมการอำนวยการของสมาคมนานาชาติของผู้สนับสนุน “ผู้มีประสบการณ์” (International Association of Peer Supporters) กระทรวงสาธารณสุข ของรัฐวิคทอเรีย บทบาทเหล่านั้นอยู่ในแวดวงของ “ผู้มีประสบการณ์” และ ในแวดวงของการนำกรอบโครงสร้างไปปฏิบัติ ผมจึงพบว่า นี่เป็นเวลาที่น่าตื่นเต้น 

 

เป็นการเดินทางที่น่าอัศจรรย์

แอนโทนี: (หัวเราะ) ผมคิดว่าแลรี่พูดว่าภรรยาของเขาเป็นคนสำคัญที่ช่วยให้เขาคืนสู่สุขภาวะ สำหรับผมคู่ของผมเข้ามาในชีวิตเมื่อแปดปีก่อน และนั่นแหละเป็นจุดที่ผมเริ่มทำงานได้ดีที่สุด เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนที่ใกล้ชิดผมมากที่สุด สนใจในงานที่ผมทำ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมพบในงานที่ทำก็คือ เป็นเรื่องดีมากเลยที่มีพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพล อย่างผมทำงานกับจิตแพทย์คนสำคัญจำนวนหนึ่งในออสเตรเลีย และมีประโยชน์มากที่มีพวกเขาอยู่ฝ่ายเราเพราะพวกเขามีอิทธิพลสำคัญต่อคนอื่นๆ

 

เราขอแสดงความยินดีกับคุณและชื่นชมคุณอย่างมากด้วย

แอนโทนี: ไม่หรอกครับ ไม่หรอกครับ (หัวเราะ)

 

ผู้อยู่กับโรคจิตเวชที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัว อ้างว้างท่ามกลางค่ำคืนที่เหน็บหนาว โดดเดี่ยวลำพังบนโลกใบนี้..... เพื่อนผู้มีประสบการณ์จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน  เราจะมีเพื่อนเดินไปด้วยกันบนเส้นทางนี้ แล้วไออุ่นของแสงแดดอ่อนจะสร้าง ความหวัง สู่การคืนสุขภาวะค่ะ :)

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: