ประเด็นที่เกี่ยวกับคนพิการทางจิตสังคมใน CRPD

-A +A

>> คลิกอ่านตอนที่แล้ว <<

.มณเฑียร บรรยายประเด็น

ประเด็นที่เกี่ยวกับคนพิการทางจิตสังคมใน CRPD”Ž

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

 

          CRPD นั้นมี เครื่องมือ คือ การขจัดการเลือกปฏิบัติ สร้างความสามารถในการเข้าถึง และการสร้างเสริมการมีส่วนร่วม นอกจากนั้นยังมีหลักการอื่น คือ ความเท่าเทียม เสมอภาค ซึ่งอธิบายลำบาก เพราะจะมีคนอธิบายตลอดว่าขนาดนี้วมือ ฐานะทางเศรษฐกิจยังไม่เท่าเทียมกันเลย แต่เราสามารถให้มนุษย์มีความเท่าเทียมกันด้วยกฎหมาย ภายใต้กฎหมาย หรือเบื้องหน้ากฎหมาย อันนี้ CRPD กล่าวไว้ชัดไม่ต่างจากปฏิญญาระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญาฉบับอื่น คือ มนุษย์มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันเบื้องหน้ากฎหมาย แสดงว่าความเท่าเทียมกันจะต้องอธิบายด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เขาเรียกคำนี้ว่า ความสามารถทางกฎหมาย เป็นเวทีที่จะพิสูจน์ได้ว่า เราสามารถต่อสู้ป้องกันตัวเองในทางกฎหมายได้ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “Legal Capacity” ซึ่งบอกได้ว่าตัวเองคือใคร ตัวเองต้องการอะไร ตัวเองมีปัญหาอะไร ดังนั้นเจ้าของสิทธิจะต้องเป็นของตัวเอง ไม่สามารถมีใครมาล้ำได้

          CRPD จึงปฏิเสธการที่บุคคลๆ หนึ่ง ด้วยการถือวิสาสะก็ดีหรือปรารถนาดีก็ดี ทำตัวเป็นผู้แทนของบุคคลอื่น เพราะเหตุว่าบุคคลนั้นเป็นคนพิการ เพราะ CRPD บอกว่าถึงเขาเป็นคนพิการ ก็ไม่สามารถมีใครมาเป็นผู้แทนบอกได้ว่า คนพิการคนนั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ถ้าคนพิการคนนั้นไม่ได้มอบอำนาจนั้นไปให้ คนพิการซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจนั้นจึงต้องเหนือกว่าผู้ถูกมอบอำนาจในทุกกรณี คนพิการนั้นต้องสามารถกระทำการด้วยตนเองได้

          CRPD ไม่ยอมรับ การตัดสินใจ/การคิดแทนโดยปริยาย” (Substituted Decision-Making) เพราะบางคนถึงแม้ในบางเวลาจะดูเหมือนเขาไม่สามารถจะตัดสินใจเองได้ ถึงแม้จะต้องช่วยเขาถึง 99.99% ก็ต้องถือว่า เขามีความสามารถในการตัดสินใจ ในทางสังคมอาจเข้าใจยากเพราะแค่เขาช่วยตัวเองหรือตัดสินใจเองไม่ได้แค่ 5% ก็ถือว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถทางกฎหมายแล้ว

          CRPD ยอมรับเรื่องการช่วย การสนับสนุนการตัดสินใจ” (Supported Decision-Making) เพราะคนพิการไม่ใช่ Unable หรือ Disable ที่แปลว่าไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นการมองว่า มาจากการกระทำของผู้อื่นที่ทำให้ความสามารถของคนพิการนั้นจำกัดลง ดังนั้นความสามารถทางกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิติกรรม ธุรกรรมต่างๆ CRPD เชื่อว่าต้องช่วยให้คนพิการนั้นตัดสินใจเองได้ ถึงแม้จะต้องสนับสนุนถึง 99% ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจแทนหรือทำแทน หรือแม้กระทั่งช่วย 100% ก็ต้องช่วยด้วยจิตวิญญาณว่า ฉันไม่ได้ทำแทน เพียงแต่ฉันต้องช่วยให้เขาตัดสินใจได้ซึ่งดูเหมือนจะเหมือนกันแต่เบื้องลึกต่างกันระหว่าง การจัดให้กับ ช่วยให้เขาสามารถจัดการตัวเองได้

          ในทางกฎหมายหรือ CRPD ช่วย 100% ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำแทน ตราบใดที่ไม่ได้ใช้อำนาจแทนเขาในข้อบทที่ 12 ของ CRPD มีคำอธิบายเพิ่มเติมหรือ General Comment ซึ่งน่าจะเอามาแปลและเผยแพร่ เพื่อให้รู้ว่า Supported Decision-Making ที่ถึงช่วยเขา 100% นี่คืออย่างไร การให้ความช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลเป็นการช่วยให้บุคคลเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ว่านี้ได้

          มีข้อบทที่พูดถึงคนพิการทางจิตสังคมอีก 3-4 ข้อบท คือ

    1.   ข้อบทที่ 14 พูดถึง เสรีภาพ (Liberty) ความปลอดภัย ในแง่คนทั่วไปอาจจะหมายถึงเดินทางไปไหนมาไหนได้ แต่ในทาง CRPD พูดถึงในด้านคนพิการ คือ การถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพนั้นไม่อาจทำได้ หรือในข้อบทที่ 14 นั้น คือ การถูกบังคับรักษา (Forced Treatment) โดย CRPD ไม่เห็นด้วยกับ การบังคับรักษาซึ่งขัดกับ CRPD เป็นการคิดแทนทำแทนการทำโดยไม่ได้รับอนุญาต และถึงแม้ว่าจะต้องช่วยสนับสนุนคนพิการทั้ง 100% ก็จะต้องไม่ใช่บนพื้นฐานของการคิดแทนทำแทน ดังนั้นคำว่า การบังคับรักษาไม่มีอยู่ใน CRPD แต่ต้องเป็นการช่วยกัน ทั้งนี้ คนพิการจะต้องมีสิทธิอยู่ที่บ้าน อยู่ที่ชุมชน เว้นแต่เขาจะต้องการได้รับการรักษาซึ่งเขาจะต้องได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์และยอมรับจริงๆ (full and informed consent) และการรักษานั้นจะต้องดำเนินการโดยคณะบุคคล รวมทั้งเพื่อประโยชน์ของคนพิการเองเท่านั้น

    2.   ข้อบทที่ 15 CRPD ถือว่า การจับมัด การขังเดี่ยว การช็อตไฟฟ้า ถือว่าเป็นการลงโทษที่ผิดมนุษย์มนา ดังนั้นกรรมการ CRPD จะถามว่าประเทศคุณใช้การปลุกปล้ำทุบตีไหม ใช้ขังเดี่ยวไหม ใช้การจับมัดไหม ซึ่งอาจจะมีกรณีที่เป็นสีเทาที่ถือว่าเป็นการทารุณ ลงโทษแบบผิดมนุษย์มนาหรือเปล่า ซึ่งคนพิการทางจิตสังคมถูกยกมาเป็นกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด อาจจะมีคนพิการทางสติปัญญาที่ถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเหมือนกัน เช่น เด็กที่ถูกกักบริเวณ ถูกทำร้ายในสถานสงเคราะห์

    3.   ข้อบทที่ 16 CRPD พูดว่า การกดขี่ การทำรุนแรง โดยเฉพาะต่อสตรีพิการที่มีความบกพร่องทางจิตหรือสติปัญญาในสถานสงเคราะห์ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างมากและมีอีกกรณีหนึ่งที่ CRPD ไม่ยอมรับคือ การบังคับทำหมัน” (Forced Sterilization) โดยเฉพาะเด็กพิการทางสติปัญญา ผู้ปกครองเข้าใจว่า การป้องกันไม่ให้ลูกท้องนั้น ทำหมันนี่ดีแล้ว แต่ในทางสิทธิมนุษยชนหรือ CRPD ถือว่าไม่เป็นการคุ้มครองคนพิการจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ สิทธิในการเจริญพันธุ์ไม่มีใครบังคับเขาได้ นอกจากจะได้รับความยินยอม ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อป้องกันเขาท้อง

    4.   อีกข้อบทที่ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง คือ ข้อบทที่18 เสรีภาพในการโยกย้ายถิ่นฐาน แต่ขออนุญาตหยิบยกขึ้นมาพูดเพราะเป็นตัวอย่างจากประเทศเกาหลีใต้ที่ผมเป็นผู้รายงาน คือ เรื่องสิทธิในการอพยพเข้าไปพักในเกาหลีใต้ มีข้อห้ามชัดเจนว่า ถ้าเป็นคนพิการทางจิต ไม่สามารถขอ VISA เข้าไปในเกาหลีใต้ได้

    5.   ข้อ 29 สิทธิในการเลือกตั้ง มีกฎหมายบางประเทศบอกว่า บุคคลที่ศาลสั่งว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ไม่สามารถไปเลือกตั้งได้

 

          ส่วนคำว่า ผู้ป่วยทางจิตนั้นเนื่องจากผมไม่มีความรู้มากพอ คุณหมอ (พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์) อาจจะพูดได้ดีกว่า แต่ผมเข้าใจว่า ความบกพร่องที่กึ่งๆ ถาวร คนที่ต้องดูแลจัดการตัวเองอยู่เสมอ ก็คงเป็น ผู้ป่วยทางจิตส่วนคำว่า คนพิการทางจิตสังคมนั้นมองว่า เอาความคาดหวังทางสังคมเข้ามา CRPD ให้การยอมรับคำนี้มากสุด เพราะถูกสังคมกระทำต่างๆ นานา เช่น ถูกเลือกปฏิบัติ...CRPD ไม่ได้ปฏิเสธการรักษา แต่การรักษานั้นต้องไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์... ทุกท่านคงต้องกำหนดเองว่า เราอยู่ในฐานะอะไร ถ้าเราคิดว่าปัญหาของเราอยู่ที่ความเจ็บป่วย ไม่ได้อยู่ที่สังคม ก็คงเป็น ผู้ป่วยทางจิตแต่ถ้าเราคิดว่า ปัญหาของเรามาจากสังคมด้วย เราก็ต้องยึดว่า เราเป็น คนพิการทางจิตสังคม

          ส่วนเรื่อง “Institutionalization” หรือ การเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูแบบสถานสงเคราะห์/สถาบันเป็น การถูกจัดให้ถึงแม้เราจะบอกว่าเราไม่ได้ถูกบังคับ เรายินยอมเข้ามา... CRPD ก็บอกว่า เราไม่ได้ทุบทำลายโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ แต่เราขอให้โรงพยาบาลเป็นที่ที่เรามาใช้บริการ เราต้องการให้ที่พักอาศัยเป็นที่ที่เราเลือกที่จะเข้ามาอยู่ ไม่ใช่เป็นสถานที่ที่กวาดต้อนคนเข้ามาอยู่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าศัพท์ใหม่ ก็เปลี่ยนจาก สถานสงเคราะห์เป็น สถานคุ้มครองเช่น สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.. 2557 แต่ตราบใดที่เขามีความต้องการจะกลับไปสู่บ้าน ชุมชน เขาก็ชอบที่จะกลับไปได้ และบริการต่างๆ ควรไปอยู่ในที่พักอาศัย ชุมชนที่เขาอยู่ ไม่ใช่อยู่ในสถานสงเคราะห์ หรือสถานเลี้ยงดู ดังนั้น CRPD จึงสนับสนุนการดูแลในชุมชนทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเชิงประเด็น โดยเชิงประเด็น คือ บุคคลที่เห็นพ้องต้องกันรวมกัน เป็นชมรม สมาคม...

          ซึ่งเข้ากับหลักในข้อบทที่ 19 ของ CRPD การใช้ชีวิตอิสระและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน CRPD เชื่อว่ารัฐต้องสนับสนุนให้คนอยู่ในชุมชนของเขาได้อย่างมีความสุข และสามารถเลือกว่าเขาจะต้องอยู่ที่ไหนก็ได้ โดยต้องไม่จำกัดว่าเขาจะต้องอยู่ที่ใด เรื่องนี้รวมถึงการรักษาและการบำบัดฟื้นฟูด้วยว่า เขาต้องการจะไปที่ไหนแบบใด คำว่า Independent Living การดำรงชีวิตอิสระ ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ด้วยตัวเองคนเดียวโดดเดี่ยว แต่แปลว่าเป็นเจ้าของชีวิต อนาคต การตัดสินใจด้วยตนเอง สามารถอยู่กับเพื่อนหรือชุมชนได้ โดยเราสามารถขอรับการช่วยเหลือเป็นเรื่องๆ อย่างๆ ได้

          ผู้ช่วยคนพิการ หรือ Personal Assistant นั้น เป็นบริการอย่างหนึ่งที่ทางรัฐจ่ายเงินให้เพื่อช่วยคนพิการ มีหน้าที่ชัดเจน ส่วนผู้แลคนพิการ หรือ Caretaker นั้นหมายถึง คนที่มีความสัมพันธ์กัน สมาชิกในครอบครัว หรือหน่วยงานที่เข้ามาดูแล ซึ่งไม่ได้แปลว่า ผู้อนุบาล (Guardian) เพราะ CRPD ไม่ยอมรับการตัดสินใจแทนแบบ Guardian ปัจจุบันในทางปฏิบัติมีความสับสนระหว่าง ผู้ช่วย ผู้ดูแล อาสาสมัคร

          ศูนย์บริการคนพิการ คือ การนำหลักการของ Deinstitutionalization หรือ Community Based มาใช้ในบริบทของสังคมไทย ทั้ง Institution (สถาบัน) และศูนย์บริการคงต้องอยู่คู่กันไป โดยสถาบันต้องปรับตัวมาทำงานด้านการให้ความรู้ หรือทำเฉพาะเท่าที่จำเป็น แต่คงไม่ใช่ทางออกที่ถาวรสำหรับคนทุกคนอีกต่อไป

          CPRD คงไม่ได้ละทิ้ง Medical Model โดยสิ้นเชิง (การใช้ยารักษา) แต่เน้นให้น้ำหนักไปทาง Social Model หรือ Human Rights Model คือ การที่ว่า คนพิการเป็นเจ้าของสิทธิและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับคนอื่น เพราะ Medical Model อย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิ หรือการเลือกปฏิบัติได้ ซึ่งส่งผลใหญ่กว่าความบกพร่อง แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ ส่วน impairment นั้นจะอยู่กับเราไปค่อนข้างถาวรและแก้ให้หายไม่ได้

          การเสริมพลังให้กับตนเอง และกันและกัน ก็ยังไม่พอ เราต้องเปลี่ยนวิถีของสังคมที่เกลียดและกลัวความแตกต่าง ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องคนพิการเท่านั้น ในบริบทของสังคมไทยหรือสังคมมนุษย์โดยรวม เช่น พูดภาษาต่างกัน ศาสนาต่างกันก็ฆ่ากัน เพราะความแตกต่าง เราต้องช่วยกันขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ไม่ว่าเขาจะมีความต่างหรือเหมือนกับเรา ต้องมองข้ามเรื่องความพิการหรืออัตลักษณ์เฉพาะตัว โดยมุ่งไปสู่หลัก สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันซึ่งแปลมาจากภาษาฝรั่งว่า Inclusive Society คือ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปราศจากการเบียดเบียน การเลือกปฏิบัติ ดังนั้นต้องขยายการเสริมพลังจากวงเล็กไปวงใหญ่ คือ จากตนเอง ไปสู่กันและกัน จนไปสู่สังคมในระดับมหภาค เราจะทำอย่างไรให้ตึก อาคาร บริการสาธารณะให้ทุกคนเข้าถึงได้

 

          .มณเฑียร ตอบคำถามว่า พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.. 2550 เกี่ยวข้องกับคนพิการทางจิตสังคมอย่างไร และพรบ.สุขภาพจิต พ.. 2551 กับ CRPD นั้นสอดคล้องกันอย่างไร หรือไม่

          แต่ก่อนตอนพรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.. 2537 เรามีความรู้อยู่แค่ว่า คนพิการต้องฟื้นฟูสมรรถภาพ ต้องสงเคราะห์ แม้แต่ในยุคนั้นในเรื่องความบกพร่องก็รวมเอาเรื่องความบกพร่องทางจิตรวมไว้แล้วด้วย แต่สังคมไทยในตอนนั้นแข็งมาก ทำให้คนพิการทางจิตติดอยู่กับ กับดัก ยังติดอยู่กับสภาพความเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถออกมาเสริมพลังให้กันและกันและสังคมได้ ต่อมา พรบ.ส่งเสริมคนพิการฯ เปลี่ยนกระบวนการจากการฟื้นฟูสรรถภาพเป็น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจริงๆ อาจต้องเขียนว่า พรบ.การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิคนพิการ (Promotion and Protection the Rights of Persons with Disability) ซึ่งเน้นในเรื่องให้คนพิการตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิของตนเองและกันและกัน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคม ขจัดการเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการขจัด/การห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ กลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างจัง คือ คนพิการทางจิตสังคม ไม่สามารถเปิดเผยตัวเองต่อสังคมได้ ต้องหลบซ่อน ในทางกฎหมายนานาชาติถือว่า การเลือกปฏิบัติเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง ซึ่งการเลือกปฏิบัตินั้นร้ายแรงกว่าเพราะอาจเกิดขึ้นได้จากคนดีและคนเลว เกิดจากความไม่รู้ เช่น พ่อแม่ไม่อยากให้เราไปไหนมาไหน ไปเรียน เป็นต้น การเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดจากความเลวความไม่ดี แต่อาจจะเกิดจากความรักความกลัว ดังนั้นการเลือกปฏิบัติจึงไม่ควรค่าแก่การรักษาไว้ แม้จะทำด้วยความรักก็ตาม อันนี้คือเหตุที่ พรบ.ส่งเสริมคนพิการฯ เกิดขึ้นมา เพียงแต่ไม่ได้เขียนด้วยถ้อยคำที่จัดจ้าน

          พรบ.สุขภาพจิต มุ่งที่จะบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิต แต่การรักษานั้นต้องไม่ก้าวล้ำเส้น ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ต้องไม่ลดความเป็นมนุษย์ของเขา ไปละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ถือว่าขัดหรือแย้งกับ CRPD.... ในทาง CRPD ถึงแม้จะเขียนไว้อย่างไร แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติแบบละมุนละม่อมและต้องรักษาโดยการ Supported Decision-Making เท่านั้นไม่ใช่การตัดสินใจแทน... ส่วนเรื่อง Deinstitutionalization นั้น กระแสโลกต้องมุ่งมาทางนี้เท่านั้น เพราะอยู่ไม่ได้ มันเจ๊ง ค่าโสหุ้ยแพงมาก ดังนั้นหลักที้จะช่วยให้อยู่ได้คือ หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

          ร่าง พรบ.สุขภาพจิต ควรแก้จากคำว่า การบังคับรักษาเป็น การช่วยกันรักษาเพราะจะได้ถือเป็นการสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อรับการรักษา เพราะคำว่า การบังคับ (Forced) ไม่สามารถรับได้ในหลักสิทธิมนุษยชน ในบริบทของสังคมไทยไม่สามารถบอกได้ผิดหรือไม่ผิด แต่เราสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น การสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อให้ได้รับการรักษเราสามารถแก้ไขร่าง พระราชบัญญัติบทบัญญัตินี้ เพื่อไปเปลี่ยนแปลงความคิดของสังคมได้

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: