ประสบการณ์ผู้ดูแล

-A +A

สามีของฉันป่วยด้วยโรคไบโพลาร์เมื่อ 26 ปีที่แล้ว เมื่ออายุได้ 38 ปี ตอนนั้นลูกคนโตอายุเพียง 7 ขวบ โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่ฉันและสามีไม่รู้จักมาก่อน ณ เวลานั้นก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ฉันเพิ่งมารู้จักโรคทางจิตเวชตอนเรียนหลักสูตรสายใยครอบครัว ระยะเวลาที่เขาป่วย 15 ปี ฉันใช้ประสบการณ์ที่เคยดูแลคุณแม่มาใช้ คือ ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรค ยาที่ใช้รักษาและป้องกัน ได้แก่ การใช้ยาคุมอารมณ์ (mood stabilizer) ยาเมื่อเกิดอาการแมเนีย ยาลดอาการแมเนีย อาหารที่ควรกิน อาหารเสริม กิจกรรมที่จะช่วยทำให้ยาทำงานได้ดีขึ้น

         ฉันเข้าพบหมอพร้อมเขาทุกครั้ง จดบันทึกอาการของเขาและรายงานคุณหมอคอยสังเกตอาการที่เป็นสัญญานเตือนของการเริ่มโรค ฉันดูแลสามีวิธีเดียวกับดูแลคุณแม่ แต่คราวนี้หนักใจกว่าเพราะคุณแม่ยังมีลูกคนอื่นๆ ที่ช่วยดูแล ฉันต้องดูแลทั้งสามี ลูกเล็กและคุณแม่ สิ่งที่เกิดในช่วงนั้นคือ ความเครียดที่ต้องรับภาระหนักเพียงคนเดียว ความไม่เข้าใจกัน ความทุกข์ใจ ความกลัว  ฉันใช้วิธีจดบันทึกเป็นการระบายอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ทั้งที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้น และก็ใช้สติ ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา เพื่อหาทางออกที่จะเกิดผลดีต่อครอบครัว และแก้ไขโดยการเตือนและสอนตัวเอง หัดทำในสิ่งที่ดีที่ไม่เคยทำ ซึ่งถ้าหาทางออกไม่ได้จริงๆ ฉันก็เลือกที่จะใช้บริการให้คำปรึกษาของศูนย์สุขภาพจิต เจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์ของฉัน ปรับการคิดที่วุ่นวายไม่เป็นระเบียบและแนะนำให้ฉันแก้ไขที่ตนเอง ไม่คาดหวังสูง ให้ปล่อยวาง และยอมรับตามสภาพการเจ็บป่วย และให้ลูกรับผิดชอบและช่วยเหลือในเรื่องส่วนตัว เพียงแค่นี้ฉันก็รู้สึกสบายใจอึด ฮึด สู้ ต่อไปได้

         โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ขั้วแมเนียที่มีอารมณ์สุขแบบสุดโต่งเป็นขั้วที่คนไข้ชอบ เพราะเขาจะคิดอะไรได้ปราดเปรื่อง สมองแล่น มีอารมณ์สนุกฮึกเหิม ใช้เงินมาก ทำสิ่งที่ไม่ถูกกาลเทศะ และมีอาการหลงผิด ส่วนขั้วซึมเศร้าก็จะนอนไม่อยากทำอะไร คิดอะไรไม่ออก  เพราะฉะนั้นคนไข้เลือกอยู่ที่ขั้วแมเนียมากกว่า สามีก็ชอบขั้วแมเนียเขาพยายามปกปิดพฤติกรรมเมื่ออยู่ที่บ้าน และไปแสดงออกที่ทำงาน อาการจะเริ่มจากร้องเพลง นอนน้อย กินน้ำอัดลมแทนน้ำแทนข้าว กล้าแสดงออกในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ในเวลาปกติ

         ยาที่กินประจำตลอด 15 ปี คือ Licarb เป็นยาควบคุมอารมณ์ เมื่อเขาเริ่มมีอาการฉันบอกเขาจะไม่เชื่อ และไม่พอใจที่พาไปหาหมอ เพราะกลัวต้องกินยาลดอาการซึ่งจะใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะหยุดยาได้ เพราะหมอจะให้ยาขนาดสูงและค่อยๆ ลดลง ทุกครั้งที่มีอาการคุณหมอจะสั่งตรวจปริมาณลิเทียมในเลือด ก็จะพบว่า ค่าลิเทียมต่ำกว่าปกติซึ่งยืนยันว่าโรคกำเริบซึ่งคนไข้จะปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นการสังเกตอาการเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าพบอาการเร็วและรีบรักษาเร็วที่สุด จะดีที่สุดสำหรับโรคนี้ ในสังคมไทยที่ยังไม่เข้าใจโรคนี้ ความเสียหายและการกระทำที่ทำลายภาพพจน์ในช่วงแมเนียจะเป็นตราบาปติดตัวเขาตลอดไป

         ช่วงที่สามียังทำงานอยู่เขาจะป่วยปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งต้องใช้เวลากินยาลดอาการครั้งละ 3-6 เดือน ช่วงนี้เขาจะนอนมากด้วยฤทธิ์ยาประมาณ 15- 20 ชม.ต่อวัน ปีหนึ่งจะมีช่วงปกติ ประมาณ 1 เดือน ช่วงปกตินี้เขาจะทำอะไรได้เหมือนคนปกติ ขับรถได้ พูดคุยและร่วมกิจกรรมกับครอบครัว ไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่เขาจะอยู่แบบนี้ไม่นาน ฉันพยายามทำให้ช่วงนี้นานขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยังมีสิ่งกระตุ้นภายในใจเขาจากปัญหาการทำงานและปัญหาภายในครอบครัวที่เขาแก้ไม่ได้ หรือหาทางออกไม่ได้ ฉันพยายามจดสถิติการป่วยของเขา ระยะห่างของการป่วยแต่ละครั้งเพื่อหาความถี่ในการป่วย เหตุการณ์เกิดก่อนป่วย เพื่อหาสาเหตุของโรค หรือทำนายโรค ฉันเชื่อว่าถ้าคนไข้คิดและทำแบบที่ฉันพยายามทำ เขาคงไม่ป่วยเรื้อรังเช่นนี้

         เมื่อเขาป่วยครั้งที่ 27 หลังจากกิน Licarb มานานกว่า 15 ปี เขามีอาการไตวายเฉียบพลันจากพิษของ Lithium ในเลือด หมอต้องเปลี่ยนยาและต้องรักษาไตควบคู่กันไป ความผิดใหญ่หลวงที่ฉันทำโดยสามีไม่เห็นด้วยคือ การเปลี่ยนหมอที่ดูแลเขามามากกว่า 15 ปี เพราะฉันเหนื่อยที่จะต้องพาเขาไปหาหมอที่โรงพยาบาลต่างๆ ที่หมอไปทำพิเศษยามที่เขามีอาการผิดปกติ ฉันเปลี่ยนเป็นหมอที่มีคลินิกประจำใกล้บ้านซึ่งเหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด เพราะเปลี่ยนหมอก็คือ เปลี่ยนยา สามีต้องนอนโรงพยาบาล (admit) เพื่อปรับยา 4 ครั้งภายใน 2 ปี อาจเกิดจากโรคที่เปลี่ยนไปก็ได้ ครั้งสุดท้ายที่เป็นคือครั้งที่ 29 หมอให้ admit แต่โรงพยาบาลไม่มีเตียง วันนั้นพี่สาวและพี่เขยของฉันมาช่วยเพราะเขาไม่ฟังฉันแล้ว คนที่ใกล้ชิดที่สุดคือ คนที่คนไข้ไม่ไว้ใจมากที่สุด จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องมีคนที่เขานับถือและไว้ใจไว้ช่วยเรายามวิกฤติ คุณหมอคนปัจจุบันให้การรักษาปรับยาจนสามีไม่กลับเป็นซ้ำนาน 8 ปี ปัจจุบันใช้ยาป้องกันขนาดต่ำสุด

         วันนี้สามีอายุ 64 ปี แต่มีกิจวัตรแบบคนอายุ 70 ปี ที่ใช้เวลากับการพักผ่อนมาก วันละประมาณ 18 .. พูดน้อย คิดช้า ไม่ริเริ่มทำอะไร บ่นว่าขี้เกียจ ทั้งที่เป็นสิ่งที่เคยชอบแต่ให้ความร่วมมือทำตามโปรแกรมฟื้นฟูที่พวกเราร่วมกันจัดให้ ได้แก่ การช่วยงานบ้าน ออกกำลังกายช่วยรดน้ำต้นไม้ คุณภาพงานไม่ดีนัก แต่เขาจะทำได้ตรงเวลาตามนิสัยของเขา ใจเย็น ยังเป็นพ่อที่รักลูก และลูกรัก ส่วนฉันถอยออกมายามท้อแท้ที่เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราทุ่มเทและคาดหวัง ลูกจึงรับเป็นผู้ดูแลหลัก โดยเราจะทำงานเป็นทีม นำศักยภาพของแต่ละคนมาใช้ และสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ดูแลพ่อ เพราะลูกสาวอยู่ต่างจังหวัด ลูกชายอยู่กับพ่อแม่ ฉันรับเป็นที่ปรึกษาคอยชี้แนะและติดตามผล และพาเขาทำกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจและร่างกาย

 

            ฉันได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีคิดของลูกที่แตกต่างจากฉัน เราพยายามหาวิธีที่เหมาะสม เพื่อช่วยเขาให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุขอย่างที่เขาต้องการ

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: