อาการป่วยทางจิต และคนในครอบครัว

-A +A

           อาการป่วยทางจิตนั้นเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากพูดถึง ด้วยเหตุผลบางอย่าง โรคจิตเวชกลายเป็นเรื่อง “ต้องห้า” ในวัฒนธรรมของเรา เป็นหัวข้อสนทนาที่ทำให้ผู้ฟังอึดอัดเมื่อได้รับฟัง ผลก็คือ ผู้ทนทุกข์จากผลกระทบของโรคจิตเวชไม่มีโอกาสทำ สิ่งเดียวที่จะช่วยลดความหนักอกหนักใจของเขาได้บ้าง นั่นคือ...พูดคุย

           อาการป่วยทางจิตนั้นเป็นอาการเจ็บป่วยที่สามารถพบได้มากกว่าที่เราอยากจะยอมรับ การบอกคนอื่นว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าการบอกว่าคุณมีอาการป่วยทางจิตมากนัก เมื่อคุณบอกให้คนอื่นทราบว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็ง ปฏิกิริยามักออกมาในแนวเห็นอกเห็นใจแต่เวลาคุณบอกเขาว่าคุณป่วยด้วยโรคจิตเวช เขาไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรดี หาไม่เขาก็พยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย ด้วยเหตุนี้ผู้คนส่วนใหญ่ที่กำลังทุกข์ใจกับโรคจิตเวชจึงเก็บเรื่องนี้เงียบ

           ว่ากันว่ามีคนไทยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ที่มีประสบการณ์กับโรคจิตเวชในช่วงชีวิตของตน (อ้างอิงจากบทความจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ด้านล่าง) จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์นี้มีนัยสำคัญไม่น้อยเลย และครอบคลุมเพียงผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงๆ จำนวนนี้ไม่รวมเพื่อน สมาชิกในครอบครัว  หรือเพื่อนร่วมงานซึ่งได้รับผลกระทบจากอาการของผู้ป่วย

           ตราบาปที่เพิ่มความทุกข์แก่ผู้ป่วยจะยังคงอยู่ จนกว่าเราจะเริ่มมองคนที่ทนทุกข์จากโรคจิตเวชว่าเป็นคนเป็นเบื้องแรก และเป็นโรคจิตเวชเบื้องรองลงมา

           หากคุณรู้จักใครก็ตามที่เจ็บป่วยด้วยโรคจิตเวชจงเอื้อมมือออกไปหาเขา จงช่วยทะลายความเงียบงันและตราบาป คุณไม่รู้หรอกว่าเพียงแค่รับฟังทำให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง

           •  อาการป่วยทางจิตหลายแบบนั้นเริ่มแสดงอาการเมื่อผู้ป่วยอยู่ในวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยยี่สิบต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือลักษณะอาการที่พบน้อยกว่า เช่น โรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ หรือโรคจิตเภท อาการที่ปรากฏครั้งแรกมักเกิดขึ้นช่วงที่ผู้ป่วยยังอาศัยอยู่กับครอบครัวของตน แม้เมื่อเขาย้ายออกจากบ้านไปหรืออายุมากขึ้น โรคจิตเวชนั้นไม่เพียงเป็นความทุกข์ใจของตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังผู้คนรอบข้างอีกด้วย

           •  โรคจิตเวชมักส่งผลกระทบแผ่เป็นระลอกกว้างต่อครอบครัว สร้างความตึงเครียด ความไม่แน่นอน ปัญหาทางอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงต่อการใช้ชีวิตของคนรอบข้าง โดยสมาชิกครอบครัวแต่ละคนอาจได้รับผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งนักวิชาชีพด้านสุขภาพไม่รับรู้ผลกระทบเหล่านี้ต่อครอบครัว

           •  ครอบครัวอาจรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในแต่ละวันด้วย และมักเป็นการดูแลโดยไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือการสนับสนุน หรือการรับรู้ความต้องการจำเป็นหรือสุขภาพจิตของตน เมื่อคนยอมรับว่าครอบครัวเป็นพันธมิตรในการดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับการอบรมและส่งเสริมอย่างถูกต้องจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างเห็นได้ชัดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

           •  บางครั้งนักวิชาชีพด้านสุขภาพอาจไม่ได้รับฟังครอบครัว โดยอาจอ้าง “ความลับของผู้ป่วย” เป็นเหตุผลโดยไม่สมควร ทว่า ครอบครัวมักเป็นผู้สนับสนุนหลักของคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคจิตเวชและมีสิทธิจะได้รับการปฏิบัติต่อในฐานะ “หุ้นส่วนในการดูแล” ครอบครัวจำเป็นต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรคจิตเวชและวิธีการดูแลที่จัดให้ผู้ป่วย พร้อมทั้งการฝึกฝนและสนับสนุนเพื่อให้ช่วยเหลือตนเองพอๆ กับช่วยเหลือตัวผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

 

เราเริ่มที่ตรงไหน?

           พัฒนาทัศนคติเชิงบวกที่สมเหตุสมผลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ นี่หมายความว่า:

           การยอมรับกับความจริงที่ว่า คนที่คุณห่วงใยนั้นป่วยด้วยโรคจิตเวชและมีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงทางอารมณ์ที่สร้างปัญหาให้กับคุณได้พอๆ กับที่ตัวผู้ป่วยเอง คุณอาจนึกโกรธเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณ มีความสับสนหรือรู้สึกสูญเสียและเศร้าโศกเสียใจว่า ผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรับรู้และพูดคุยกันถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านี้ หากคุณไม่สามารถพูดคุยกับคนในครอบครัวได้ ผมขอแนะนำให้คุณลองพูดคุยกับคนนอกครอบครัวที่คุณไว้ใจดู เพราะคุณจำเป็นต้องมีคนคอยรับฟังปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่

 

การพัฒนาความรู้สึกสมดุลระหว่าง:

           •   การรับรู้ผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับจากอาการเจ็บป่วยกับความหวังว่าจะคืนสู่สุขภาวะ

           •   ความต้องการจะทำอะไรต่ออะไรเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกับส่งเสริมให้เขาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

           •   การแสดงความห่วงใยกับการก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผู้ป่วย

           •   การให้เวลากับผู้ป่วยกับการมีเวลาดูแลตนเองและสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว

           •   การส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำอะไรต่ออะไรกับการไม่เรียกร้องสูงเกินจะเป็นจริงได้

 

           เตรียมตัวคุณให้พร้อม โดยเรียนรู้เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยและวิธีการบำบัดรักษาให้มากที่สุด และคำนึงถึงสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้การสนับสนุนผู้ป่วยพูดคุยเรื่องนี้กับคนอื่นๆ ในครอบครัวและนักวิชาชีพด้านสุขภาพที่ให้การดูแลผู้ป่วย หากมีการบำบัดดูแลแบบใดที่คุณไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยได้ ผมแนะนำให้คุณขอคำแนะนำจากนักวิชาชีพทางการแพทย์ว่า จะจัดแจงอย่างไรเพื่อให้การบำบัดรักษานั้นในแนวทางอื่นใดแทนได้บ้าง

 

เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เราต้องมีทักษะหรือไม่?

           การป่วยด้วยโรคจิตเวชไม่ใช่เรื่องง่าย การดูแลคนที่ได้รับผลกระทบบ่อยครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกัน และบางครั้งสัญชาตญาณแรกของเราก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก คู่มือสำหรับครอบครัวขององค์กรเซน (The SANE Guide for Families) ประเทศออสเตรเลียได้ให้ข้อมูล และเกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์ซึ่งคนมีประสบการณ์ด้านนี้ให้ไว้มากมาย ดังนี้

           •  หาเวลานั่งลงพูดคุยกับตัวผู้ป่วยและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เปิดอกคุยกันถึงความรู้สึกที่คุณมีและเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ในครอบครัวได้แสดงออกด้วยเช่นเดียวกัน พยายามทำให้แน่ใจว่า สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจและมีจุดยืนร่วมกัน

           •  พยายามหาและเข้ารับการอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวช และพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มผู้ดูแลที่ต้องทำหน้าที่เดียวกับคุณเพื่อพบปะและเสริมสร้างกำลังใจซึ่งกันและกัน

           •  สนับสนุนให้กำลังใจให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชให้มีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง และในการเข้าสังคมและทำสิ่งต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้

           •  คำนึงถึงตัวผู้ป่วยแบบองค์รวม – จำไว้ว่า เขามีความเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการทางเพศเฉกเช่นเดียวกับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ตรวจสอบให้แน่ใจว่า แพทย์ได้ดูแลสุขภาพกายของผู้ป่วยแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสนใจหรือไม่?

           •  หากพบว่า ผู้ป่วยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเองหรือก้าวร้าวต่อผู้อื่น คุณจำเป็นต้องจัดการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และปรึกษานักวิชาชีพด้านสุขภาพ วางแผนร่วมกันว่า คุณต้องทำอย่างไรหากเกิดการป่วยซ้ำ และมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อยามฉุกเฉินไว้ใกล้มือเสมอ

           •  วางแผนล่วงหน้าไว้สำหรับเวลาที่คุณไม่สามารถอยู่ดูแลผู้ป่วยได้ ปรึกษาปัญหานี้กับผู้ป่วยและนักวิชาชีพด้านสุขภาพว่า มีทางเลือกใดบ้างที่ปลอดภัย และจัดเตรียมเงินทุนที่จำเป็นในการดูแลรักษาต่อไป

 

ควรทำอย่างไรในช่วงวิกฤติ?

           เมื่อผู้ป่วยแสดงอาการผิดปกติอย่างรุนแรง คนอื่นและตัวผู้ป่วยเองอาจรู้สึกสับสนเป็นทุกข์

           คุณสามารถหาแนวทางการตอบสนองในยามวิกฤติได้ใน How to help in a crisis

           https://www.sane.org/mental-health-and-illness/facts-and-guides/dealing-...

 

เราจะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างไร?

           ในการดูแลผู้ป่วย สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือ การดูแลตัวผู้ดูแลเองและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยเช่นกัน

           •  ให้ตัวเองมี “เวลานอก” อย่างสม่ำเสมอ และต้องหาเวลาทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบและได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หาคนมาดูแลผู้ป่วยเป็นครั้งคราวเพื่อทุกฝ่ายจะได้พักเพื่อผ่อนคลายบ้าง

           •  เปิดอกพูดคุยถึงความรู้สึกที่คุณรู้สึกอยู่ภายในใจเสียบ้าง หากบางครั้งคุณคับข้องใจหรือต้องการการสนับสนุนอย่างยิ่ง ก็อย่า “เก็บกด” ให้นักวิชาชีพด้านสุขภาพที่ดูแลผู้ป่วยและผู้อื่นรับรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร และขอการสนับสนุนหากจำเป็น

           •  รู้จักประเมินสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้อย่างมีเหตุผล พยายามเรียงลำดับความสำคัญและจัดระเบียบสิ่งที่คุณต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น ทำรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์ ตารางนี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและยุติธรรม และต้องมีเวลาพักสำหรับตัวคุณเองและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของคุณด้วยเช่นกัน

           •  อย่าพยายามทำหลายสิ่งเกินไป รักษาจังหวะของตัวคุณเอง และคอยระวังสัญญาณเตือนว่า คุณเริ่มเครียด วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้าว่า จะทำอย่างไรหากเกิดรู้สึกเครียด

           •  พยายามติดต่อเข้าร่วมกับสมาคมสายใยครอบครัว (Thai Family Link Association) ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการอยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิต

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaifamilylink.net

 

 

บทความโดย : Dick de Konning ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการนิวเคาเซลลิ่งเซอร์วิส  www.ncs-counseling.com

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: