จิตสื่อสาร ประสานใจ คิดให้น้อย | สมาคมสายใยครอบครัว

จิตสื่อสาร ประสานใจ คิดให้น้อย

-A +A

ทำยังงไงดี ลูกๆ ไม่พูดด้วย ไม่ไปเรียน อยู่แต่ในห้อง ไม่ทำอะไรเลยผมนั่งรับฟังคุณแม่ผู้กำลังเครียดกับลูกชายสองคนที่จิตแพทย์วินิจฉัยว่า คนหนึ่งซึมเศร้า อีกคนหนึ่งวิตกกังวล โดยเดินทางมาจากภาคอีสาน ด้วยความต้องการให้ลูกๆ มีชีวิตชีวา และลูกๆ ไม่ยอมทานยาตามที่จิตแพทย์สั่ง

         คุณแม่กับคุณพ่อต้องการเรียนรู้ว่า จะฝึกกิจกรรมบำบัดลูกๆ ได้อย่างไรผมจึงตั้งคำถามทันทีว่า ทุกวันนี้คุณแม่กับคุณพ่อเคยกอดหรือพูดชื่นชมลูกๆ บ้างไหมคำตอบคือ ไม่เคยเลย...เพราะลูกๆ ทำไม่ได้ตามที่คุณแม่กับคุณพ่อคาดหวังไว้สูงเกินไปผมจึงสรุปถึงการเกิดภาวะอารมณ์ตึงเครียดกับปัญหาลูกๆ จนป่วยจิตในครอบครัว ทำให้นักกิจกรรมบำบัดจะขอดัดแปรงสิ่งแวดล้อมด้านจิตสื่อสารก่อนเป็นอันดับแรก ได้แก่ การสังเกต การตั้งคำถาม การชื่นชม การรับรู้สึก การรู้คิด การยอมรับ และการฝึกฝน เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเรา แล้วค่อยๆ นำมาดูแลพัฒนาตนและผู้อื่นเสมอ

         เมื่อการสั่งจิตใต้สำนึกบูรณาการสื่อกิจกรรมบำบัดอันดับแรกคือ การใช้ตัวเราบำบัด หรือ การรู้จักตนเองขณะจดจ่อทำกิจกรรมใดๆ อย่างตั้งใจบวก คือ เปิดใจ ตั้งใจ ใส่ใจ เข้าใจ และมั่นใจในการพัฒนาความเป็นนายแห่งตน เพื่อดูแลตนเองและผู้อื่นอย่างมีคุณค่าชีวิตซึ่ง ดร.มอริส แมสเซร์ นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงในการแบ่งช่วงเวลาสร้างคุณค่าแห่งชีวิต ได้แก่

         1)  ช่วงฝังใจในสิ่งที่ถูกและผิดจากครอบครัวตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ปี

         2) ช่วงเลียนแบบบุคลิกภาพจากคุณครูตั้งแต่ 8-13 ปี

         3) ช่วงสื่อสารทำตามเพื่อนจริตตรงกันตั้งแต่ 13-21 ปี

 

         ดังนั้นผมจึงย้อนถามคุณพ่อกับคุณแม่ของเคสข้างต้นอีกครั้งว่า น้องๆ สองคน เขาชอบทำอะไรบ้าง แล้วทำไมเขาถึงชอบทำ และทำอย่างไรจึงจะทำให้เขาชอบทำสิ่งใหม่บ้างคำตอบคือ คนหนึ่งชอบอ่านหนังสือการ์ตูน อีกคนชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่สองคนชอบเพราะไม่รู้จะทำอะไร มีครั้งหนึ่งที่คนโตลงมาด้วยความหิวแล้วก็ทำอาหารกับแม่ แล้วก็ชอบลงมาทำอาหารทานเองได้ 2 ครั้ง อีกคน พ่อชวนไปซื้อการ์ตูนที่ห้างก็ยอมไป 1 ครั้ง แต่ก็ต้องคอยกระตุ้นตลอดเวลา เลยไม่รู้ว่าจะช่วยลูกๆ ได้อย่างไรแน่เมื่อใช้คำถามข้างต้นไปยังน้องๆ ทั้งสองคน ก็ได้คำตอบจากคนโตว่า ไม่ชอบให้บังคับ จะลองทำเมื่ออยากทำส่วนคนเล็กว่า อยากไปข้างนอก แต่เพื่อนๆ ไม่เล่นด้วย เพื่อนๆ ชอบแซวว่าป่วยทางจิต

         ผมจึงตอบทุกคนไปว่า เมื่อลูกๆ ป่วยจิต ย่อมทำให้พ่อแม่ป่วยตาม ลูกๆ ไม่อยากทำอะไร เพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร ทำไปทำไม คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้จะช่วยลูกได้อย่างไร และจะทำให้ครอบครัวรู้สึกถึงชีวิตอันมีเป้าหมาย มีความหมาย และมีคุณค่า ได้อย่างไรกัน”  ดังนั้นครอบครัวควรรู้ใจตนเองให้ไว้ใจลูกๆ เพื่อสร้างจิตสื่อสารด้วยภาษากายให้ประสานใจกันมากที่สุด เช่น การสบตาอย่างเปิดใจ การใช้มืออย่างตั้งใจ การฟังอย่างใส่ใจ การพูด/เขียนอย่างเข้าใจ การใช้น้ำเสียงอย่างมั่นใจ เป็นต้น ที่สำคัญ คือ การเปิดรับรู้สึกให้ใจสว่าง การปล่อยวางความคิดให้จิตสงบ การปรับลมหายใจให้มีสติ และการเปลี่ยนกิจกรรมให้คิดสบาย...เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่แสดงสีหน้าท่าทางด้วยการสวมบทบาทเป็นเพื่อนจริตตรงกับลูกๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มกับลูกๆ ว่า เรารักและขอบคุณลูกมากๆ ที่ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง ชีวิตลูกมีค่าเสมอ ลูกต้องการอะไร ก็บอกเราด้วย จะได้ช่วยกันเรียนรู้ทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยกัน [จากนั้นก็ลองเงียบ สบตาลูกนิ่งๆ สัมผัสมือ/ไหล่ สัก 1-3 นาที แล้วคอยสังเกตอ่านใจและสัมผัสความรู้สึกของลูก] แม้ว่าลูกๆ จะยังไม่บอกความต้องการใดๆ ขอให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อมั่นในจิตสื่อสาร ประสานใจ คิดให้น้อย ถือเป็นก้าวแรกของการสื่อสาร เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตให้มีพลังกายแข็งแรง พลังใจร่าเริง และพลังจิตเมตตา

 

            ผมขอส่งกำลังใจ ให้แรงบันดาลใจ ให้ความสำเร็จในช่วงเวลาสร้างคุณค่าแห่งชีวิตทั้งคุณลูกและคุณพ่อคุณแม่อย่างอดทนดังความเค็มของน้ำทะเล ที่ค่อยๆ กัดเซาะก้อนหินจนกร่อนลงทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าในจิตใต้สำนึกหรือจิตใจที่ละเอียดอ่อนของทุกๆ คน จะได้รับรู้สึกยอมรับและรักตัวเองอย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์ จนกว่าจะแสดงความเป็นนายแห่งตนโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: