เมื่อคนบ้าฆ่าคน ยังลอยนวล... | สมาคมสายใยครอบครัว

เมื่อคนบ้าฆ่าคน ยังลอยนวล...

-A +A

เช้าวันนั้นไม่เป็นเหมือนดั่งทุกๆ วันที่นายสม มักจะเดินออกจากบ้านไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวของป้าผิวที่อยู่ห่างไปไม่ไกล แค่เดินสองนาทีก็ถึงแล้ว นายสม คนที่ทุกคนในชุมชนลงความเห็นว่า บ้า

          กิจวัตรที่นายสมเดินไปช่วยกวาดเก็บใบไม้บ้างแล้วแต่ป้าผิวจะบอก แลกกับก๋วยเตี๋ยว โอเลี้ยง เป็นภาพที่ใครๆ ในหมู่บ้านเห็นจนชินตามาหลายปีแล้ว ก็มีป้าผิวนี่แหละที่ดูจะเอื้อเฟื้อ นายสมเองก็พอใจไปที่ร้านป้าผิวทุกวัน แม้ว่าลุงเหลียวจะด่าว่าบ้างเวลาที่เหล้าเข้าปากไปแล้ว แต่ดูเหมือนนายสมก็ไม่สนใจนัก

          แล้วเช้าวันนั้นมันต่างกับทุกวันยังไงเหรอ?

          เจ้าหน้าที่ตำรวจพากันมาล้อมที่บ้านป้าผิวกันเกือบจะหมดโรงพักแน่ะ มีหมออนามัยมาเจรจาเกลี้ยกล่อมให้นายสมวางมีดด้วย แต่นายสมกลับกำมีดแน่น ยืนนิ่งตาขวางอยู่ข้างๆ ศพของลุงเหลียวซะอย่างนั้นแหละ เลือดจากบาดแผลที่หัวและลำตัวของลุงนองพื้น  ป้าผิวก็ได้แต่ร้องถามเสียงหลงว่า ไอ้สม มึงฆ่าลุงเหลียวทำไม? ลุงทำอะไรให้มึงชาวบ้านที่มาสังเกตการณ์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

          เวลาล่วงเลยไปนาน ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงเที่ยงแล้ว การเจรจาก็ยังไม่เป็นผล อารมณ์ของคนที่เกี่ยวข้องก็เริ่มร้อนตามแสงอาทิตย์ไปด้วย ตำรวจถือโล่ค่อยๆ ตีวงล้อมจับ นายสมก็ยังยืนกำมีดทื่ออยู่เหมือนเดิม เสียงตะโกนของพ่อนายสมบอกว่า ตำรวจยิงมันให้ตายไปเลยแต่ตำรวจไม่ทำเช่นนั้นหรอก เพียงแค่ยิงกระสุนลูกปลายไปที่ขาขวาของนายสม เขาล้มลงกับที่ ตำรวจเข้าจับกุมนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลของจังหวัด ด้วยกระดูกปลายขาหักหลายท่อนจากแรงอัด

          หลังจากการผ่าตัดและเข้าเฝือกปลอดภัยแล้ว นายสมถูกส่งจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดให้กลับมาพักรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลชุมชน ระหว่างนี้จิตแพทย์ก็ไปเยี่ยมและสั่งการรักษาร่วมด้วย ช่วงที่นายสมยังเดินไม่ได้ คนไข้คนอื่นก็ไม่หวาดกลัวเท่าไรนัก แต่เมื่อนายสมเริ่มดีขึ้น ถอดเฝือกได้และเริ่มเดินลงจากเตียง ไปฝึกอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเองตามคำแนะนำของพยาบาลได้ คนไข้อื่นก็นอนผวาไม่เป็นสุข พนักงานสอบสวนได้แวะเข้ามาสอบปากคำนายสมเป็นระยะๆ แต่นายสมไม่พูดเลย ระยะเวลาทอดนานจนเกินระยะฝากขังแล้ว ยังไม่สามารถสรุปสำนวนเพื่อส่งให้อัยการฟ้องศาลได้เลย อำนาจการคุมตัวของพนักงานสอบสวนก็หมดลงแล้ว

          การประชุมประชาคมจัดขึ้นครั้งแรกหลังเกิดคดีได้หกเดือน เป็นเสียงเรียกร้องจากครอบครัวของนายเหลียวและชาวบ้านในชุมชน ที่ไม่เห็นด้วยที่จะส่งนายสมจากโรงพยาบาลให้กลับไปอยู่ในชุมชนตามความเห็นของจิตแพทย์ที่ให้รักษาตัวต่อเนื่อง โดยรับยาสม่ำเสมอในชุมชนและให้ฟื้นฟูสมรรถภาพจนสามารถพูดสื่อสารให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนได้ ที่ประชุมประชาคมมีมติว่าเห็นควรนำนายสมออกจากชุมชนระยะหนึ่ง เพื่อลดความหวาดกลัวและแรงกดดันของคนในชุมชน และเพื่อให้ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างจริงจังเพื่อกลับมาสู้คดีได้ในอนาคต จากการประชุมประชาคม 3 ครั้ง ความเห็นและความรู้สึกของครอบครัวผู้สูญเสียและชาวบ้านยังเหมือนเดิม แต่เมื่อนายสมพอเดินเองได้แล้ว กระดูกขาติดดีแล้ว โรงพยาบาลชุมชนก็ต้องจำหน่ายนายสมออกจากโรงพยาบาล เมื่อพนักงานสอบสวนหมดอำนาจการฝากขังแล้วก็ไม่สามารถทำหนังสือถึงศาลเพื่อขอฝากขังนายสมในเรือนจำได้ นายสมได้กลับมาอยู่ที่บ้านของพี่ชายที่ช่วยกันดูแลสลับกับบิดาช่วงกลางวัน ช่วยกันทำความสะอาดร่างกายบ้าง การรับประทานยา บางครั้งก็พาไปช่วยทำนา ตกกลางคืนก็ให้นายสมอยู่ในบ้านและปิดประตูใส่กุญแจ คนในชุมชนไม่รังเกียจแต่กลัว ป้าผิวก็อาศัยกิจกรรมขายก๋วยเตี๋ยวต่อไปเพื่อลดความเครียด ลูกๆ ก็บอกให้ปลงๆ ซะ ความกลัวลดลงก็จริง แต่ก็ยังไม่อยากเห็นหน้า เสียงที่ได้ยินเข้าหูป้าผิวบ่อยๆ ที่ทำให้รู้สึกสับสนก็คือ ฆ่าคนแต่ยังลอยนวลอยู่ได้Ž

          การประชุมประชาคมครั้งที่ 4 เกิดขึ้น เมื่อลูกสาวของผู้ตายร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้กับบิดาและครอบครัวของตน หลังจากเกิดคดีหนึ่งปีกับสองเดือน บรรยากาศของสุนทรียสนทนา เพื่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์เกิดขึ้นจากการรับฟังความทุกข์ความคับข้องใจและทัศนะของทุกฝ่าย ข้อจำกัดที่เกิดจากข้อบัญญัติของกฎหมายที่ทำให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไม่ได้เพราะนายสมยังคงไม่พูดเลย ยังให้การเพื่อสรุปสำนวนสั่งฟ้องไม่ได้ การที่ขาดอำนาจในการคุมตัวเป็นความอึดอัดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกลายเป็น จำเลยของชุมชน ที่ประชุมได้มีโอกาสรับฟังจนเกิดความเข้าใจและคลี่คลายความคับข้องใจกับตำรวจได้ในระดับหนึ่ง  ป้าผิวได้เล่าประสบการณ์ความรู้สึกเสียใจ หวาดกลัวต่อภาพที่เห็น การต่อสู้กับความคิดที่ต้องให้อภัย ความเชื่อเรื่องเวรกรรม ความสับสนต่อการดำเนินคดีและอนาคตที่จะอยู่กันในชุมชนด้วยความปลอดภัย รวมทั้งการต้องการความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ ทุกๆ คนในที่ประชุมก็ได้รับฟังเช่นกัน ความรู้สึกของนายไพศาลพี่ชายนายสมที่ต้องตกเป็น จำเลยร่วมต้องถูกกดดันจากครอบครัวให้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลนายสม แรงกดดันจากครอบครัวตนเอง เขาเองก็มีภรรยาและลูกอายุ 12 ปี ซึ่งอยู่บ้านเดียวกัน ลูกเมียและตัวเขาก็หวาดกลัวเหมือนคนอื่นเช่นกัน  เขาเพิ่งได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกท้อใจ ความรู้สึกละอายไม่กล้ามองหน้าใครในชุมชน ไม่กล้าแม้แต่จะไปงานศพของลุงเหลียว ความรู้สึกผิด ความคับข้องใจที่ไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ ในชุมชนเช่นเดียวกัน ทางฝ่ายนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเคยเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขมาก่อน มีความเข้าใจและประสบการณ์ในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยจิตเวชมาก่อนก็ได้แสดงความรู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน ด้านหนึ่งก็มีความเมตตาต่อผู้ป่วย พร้อมจะเอื้ออำนวยให้รับการรักษาต่อเนื่อง ด้านหนึ่งก็รู้สึกละอายใจที่ตนเองไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายในตำบลของตนเอง อีกทั้งก็ต้องรับแรงกดดันที่เกิดจากความไม่เข้าใจ ทัศนคติที่ไม่ตรงกันกับข้าราชการในหน่วยงาน บุคลากรจิตเวชในท้องที่ก็ได้แสดงความรู้สึกคับข้องใจ ข้อจำกัดของการรับไว้ดูแลในโรงพยาบาลและประสบการณ์ในการจัดการกับผู้ป่วยจิตเวชคดี บุคลากรหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือทางสังคมก็ได้แสดงความคิดเห็นและได้บอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายตามสิทธิที่พึงได้รับทางกฎหมายไปแล้ว

          หลังจากที่ทุกฝ่ายเข้าใจกันแล้ว มีเป้าหมายตรงกันแล้ว คือ ต้องบำบัดรักษานายสมจนกว่าจะหายวิกลจริต สามารถต่อสู้คดีได้ ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนได้โดยที่ตนเองรู้ตัว รู้คิด เพื่อให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการเพื่อสั่งฟ้องศาลต่อไป ส่วนศาลจะพิจารณาตัดสินอย่างไร ทุกคนในที่ประชุมยอมรับได้ และเพื่อให้การบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นจึงให้นายสมรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชเฉพาะทางจนกว่าจะสามารถส่งกลับมารักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพต่อที่โรงพยาบาลจิตเวชใกล้บ้านได้

          การเยียวยาจิตใจของทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการให้อภัยกันอย่างแท้จริง คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการประชุมประชาคมครั้งนั้น การกล่าวคำขอโทษ ขออภัยของนายไพศาลในฐานะตัวแทนของนายสมซึ่งมิอาจกล่าวเองได้และในฐานะของ ผู้ปกครองและจำเลยร่วมต่อหน้าป้าผิวและครอบครัว  การกล่าวคำให้อภัยของป้าผิวด้วยความเข้าใจสภาวะจิตใจของ ผู้ร่วมทุกข์และการกล่าวคำแสดงความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกัน รวมทั้งความตั้งใจที่จะช่วยกันดูแลนายสมให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนคนอื่นในสังคม ทำให้ทุกคนเดินออกจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม

 

            การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคจิตที่ก่อคดีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองสิทธิในการพิสูจน์ถูกผิดเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม เป็นการปลดโซ่ตรวนและตราบาปของเขาที่ดีที่สุด ต้องไม่มีคำว่า ทำผิดแล้วลอยนวล ก่อคดีไม่มีความผิดอีกต่อไป

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: