ป่วยจิตในครอบครัว

-A +A

รคทางจิตเวช ก็เช่นเดียวกับการเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดกับทุกคน ไม่เลือกเพศ อายุ ฐานะว่ารวยหรือจน สังคมอาจมองว่า การป่วยทางจิตเวชเป็นเรื่องรุนแรง น่ากลัว แต่อย่าลืมว่า โรคจิตเวชรักษาได้ การที่คนในครอบครัวถูกวินิจฉัยว่า เจ็บป่วยทางจิตเวชมักสร้างความทุกข์ ตื่นตระหนกให้ทั้งตัวผู้ป่วย คนใกล้ชิด เพื่อนและญาติ ครอบครัวและสังคมจึงเป็นผู้ประคบประคองให้ผู้ป่วยจิตเวชเข้าถึงบริการและก้าวข้ามความหวาดกลัว

          ปัจจุบันหลายครอบครัวมีผู้ป่วยโรคจิตอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ผู้ป่วยบางคนจะไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วย สัญญาณบ่งบอกปัญหาทางด้านสุขภาพจิตที่ครอบครัวสังเกตได้ ดังนี้

    1.   กิจวัตรประจำวันเปลี่ยน เช่น นอนไม่หลับ เดินไปเดินมา

    2.   พฤติกรรมแปลก เช่น พูดคนเดียว หวาดระแวง เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร นั่งนิ่งเป็นหิน ไม่เคลื่อนไหวและไม่พูดจาใดๆ เป็นชั่วโมงๆ หรืออาจเคลื่อนไหวช้า

    3.   ความคิดแปลกแยก อาจมีอาการประสาทหลอน คิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงคนมาสั่งให้ตนทำโน่นทำนี่ ได้ยินคนมาพูดคุยกับตน มาเตือน หรือมาตำหนิในเรื่องต่างๆ ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีคนพูดหรือไม่มีต้นกำเนิดเสียงเหล่านี้เลย

    4.   การแสดงทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม มีอารมณ์แปรปรวนง่าย บ่นอยากตาย

    5.   การพึ่งพิงสุราและสิ่งเสพติด

 

          เมื่อครอบครัวพบสัญญาณเหล่านี้ควรตั้งสติ อย่าด่วนสรุปว่า เกิดการเจ็บป่วยทางจิตกับคนที่เรารัก ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่ออารมณ์และพฤติกรรม เช่น สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ตกงาน หรือย้ายโรงเรียน เป็นต้น การสื่อสารด้วยคำบอกเล่าของฉัน “ I messege”ช่วยสะท้อนข้อเท็จจริงที่ครอบครัวสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เพื่อโน้มน้าวให้คนที่เรารักเข้ารับการช่วยเหลือทางการแพทย์ หากผู้ป่วยปฏิเสธการพบแพทย์ ครอบครัวควรปรึกษาแพทย์ในสถานพยาบาลใกล้ที่สุดเพื่อรับข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น กรณีที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและผู้อื่น ครอบครัวสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เพื่อช่วยนำส่งสถานพยาบาล

          ปฏิกิริยาของครอบครัวเมื่อมีผู้ป่วยจิตเวชในครอบครัวผสมปนเประหว่างอารมณ์และความคิดที่หลากหลาย ความรู้สึกผิด ความอาย ความหวาดกลัว หรือความโกรธเกิดขึ้นได้ การยอมรับการป่วยจิตในครอบครัวอาศัยเวลาพอๆ กับที่แพทย์ใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยโรคและค้นหาการรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วย ดังนั้นทั้งผู้ป่วยและครอบครัวจึงต้องมีความอดทนเป็นอย่างมาก สุขภาพจิตศึกษาครอบครัวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ป่วยและญาติในการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้ป่วย ด้วยการให้ความรู้ครอบครัวเกี่ยวกับโรค การฝึกทักษะในการแก้ปัญหา การพัฒนาทักษะการเผชิญความเครียด และการค้นหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม

          พ่อแม่ที่มีลูกเจ็บป่วยทางจิตเวชมักโทษตัวเองเสมอ โดยลืมไปว่า โรคทางจิตเวชเป็นความผิดปกติของสมอง และไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความซับซ้อนของความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ สังคม การศึกษาและสิ่งแวดล้อม เช่น กลไกทางพันธุกรรมซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดปกติได้หลายประการ ซึ่งรวมถึงความเสียหายทางด้านชีวภาพ เช่น การบาดเจ็บของร่างกาย หรือการได้รับสารพิษ นอกจากนี้ ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น ความจน ความรุนแรง หรือการละเลยของผู้ปกครอง ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวชได้  พ่อแม่หลายท่านควรก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านั้นแล้วมาพบจิตแพทย์เพื่อรับการดูแลตั้งแต่เบื้องต้น

          ผู้ป่วยจิตเวชเพียง 3% เท่านั้น ที่จะมีพฤติกรรมรุนแรง แต่จากสื่อต่างๆ แสดงอันตรายจากผู้ป่วยจิตเวช หรือมีข่าวอาชญากรรมที่ทำโดยผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งในความเป็นจริงมีคดีเพียงจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรมที่เกิดจากการกระทำของคนปกติทั่วไป ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนจะเป็นเครื่องมือดูดซับความรุนแรงในสังคมได้อย่างดีที่สุด ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนสามารถช่วยเหลือผู้ป่วย และป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดจากผู้ป่วยได้มาก ความเห็นอกเห็นใจ ยอมรับ และไม่ตำหนิติเตียนจะเป็นหนทางหนึ่งของการรักษาและป้องกันความรุนแรงในสังคม

          ครอบครัวจะถูกนำเข้ามามีส่วนในการบำบัดรักษาในลักษณะที่แตกต่างกัน เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

 

          ลักษณะที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการวินิจฉัยการวางแผนการรักษา

          สมาชิกครอบครัวจะถูกสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับผู้ป่วยเพื่อแพทย์จะให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง นอกจากนั้นยังเป็นโอกาสที่ญาติจะได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับการดูแลรักษา การปฏิบัติตน ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วย

 

          ลักษณะที่ 2 ครอบครัวต้องเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ป่วย

          การให้บริการที่เป็นตัวอย่างของการเข้ามามีส่วนในการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวชของครอบครัว ได้แก่ การให้การปรึกษาครอบครัว (Family Counseling) และสุขภาพจิตศึกษา (Psychoeducation)

 

          ลักษณะที่ 3 ทั้งครอบครัวถือเป็นหนึ่งหน่วยที่ต้องรับการบำบัดรักษา

          เรียกว่า จิตบำบัดครอบครัว (Family therapy) สมาชิกในครอบครัวจะถูกเชิญมาประเมินเพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงในครอบครัว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของครอบครัว เช่น มีปัญหาการสื่อสาร การทำบทบาทที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นปัญหาที่โครงสร้างของครอบครัว

 

          องค์การ NAMI (National Alliance on Mental Health, 2015) ได้แนะนำการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจิตอย่างมีความสุข  11 ข้อ ดังนี้

    1.   ประคับประคองความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

    2.   อย่าให้ค่ากับตราบาปจากสังคม

    3.   เข้าใจเหตุของพฤติกรรมป่วน

    4.   ค้นหาโอกาสแห่งการหาย

    5.   ยื่นมือรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น

    6.   ยอมรับพฤติกรรมที่ถดถอย

    7.   เรียนรู้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

    8.   เข้าใจโลกและโรคของผู้ป่วย

    9.   เมื่อจิตตก สงบอารมณ์และทบทวนเป้าหมาย

   10.  พูดง่ายๆ สั้นๆ ตรงประเด็น

   11.  แจ้งข้อเท็จจริง และอธิบายสิ่งที่ต้องการให้ผู้ป่วยทำด้วยเหตุผล

 

 

            สหพันธ์สุขภาพจิตโลกได้กำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต และปัญหาการเจ็บป่วยทางจิต ช่วยกันป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลาม  ครอบครัวและชุมชนต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดรักษา ด้วยการยอมรับ และให้โอกาสผู้ป่วย เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: