ป่วยจิต ในครอบครัว

-A +A

เพื่อนรักษ์สุขภาพจิต ฉบับนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ศ.พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์หมออุมาพรได้รับเกียรติยศและรางวัลมากมายจากทั่วโลก เรามาต่อเติมความรู้และประสบการณ์จากจิตแพทย์มือหนึ่งของประเทศไทยท่านนี้กันค่ะ

 

แนวคิดการป่วยทางจิตเวชกับครอบครัว?

พญ.อุมาพร : โรคทางจิตเวชส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ครอบครัวมีปัญหา ครอบครัวเป็นสภาพแวดล้อมที่สำคัญ จริงๆ แล้วโรคทางจิตเวชเกี่ยวพันกับ 2 ปัจจัย คือ ชีวภาพ (biology) หรือ พันธุกรรม (genetics) แล้วก็สภาพแวดล้อม (environment) เป็นสูตรที่เรียกว่า G x E ถ้าสมมุติว่าพันธุกรรมเยอะ บางทีปัญหาทางสภาพแวดล้อมไม่มี ก็ป่วย โรคบางโรคหรือคนบางคน พันธุกรรมไม่ได้เยอะหรืออาจจะไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมหรือชีวภาพเลย แต่สภาพแวดล้อมไม่ดี ก็ป่วย สภาพแวดล้อมที่สำคัญคือ ครอบครัว เพราะฉะนั้นครอบครัวก็มีผลตามสมการ G x E นั่นก็เป็นแง่ของการที่เป็นสาเหตุ แต่ในอีกแง่หนึ่งถ้าเราดูสมการนี้ดีๆ เราเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดคือ ครอบครัว เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งถ้าเราทำครอบครัวให้ดี ปัญหาในเรื่องอาการของโรคก็น่าจะลดลง

 

แนวทางการทำงานและประสบการณ์ด้านจิตบำบัดครอบครัว?

พญ.อุมาพร :จิตบำบัดครอบครัว (family therapy) คือ การบำบัดที่รวมเอาบุคคลที่มีความผูกพันกันในฐานะเป็นครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย ครอบครัวในที่นี้หมายถึงบุคคลที่ผู้ป่วยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แก่ พ่อ แม่ สามีหรือภรรยา ลูก ญาติพี่น้อง และบางครั้งอาจรวมไปถึงมิตรสหายด้วย จิตบำบัดครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงการนำคนทั้งครอบครัวมานั่งพร้อมกัน และทำการแทรกแซงโดยใช้เทคนิคต่างๆ เท่านั้น แท้จริงแล้วจิตบำบัดครอบครัว ยังเป็นแนวความคิดที่มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ และนำมาซึ่งความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ แนวคิดนี้แตกต่างไปจากสมัยก่อนที่เคยมองว่าปัญหาอยู่ที่ ภายในตัวบุคคล และต้องแก้เฉพาะบุคคลนั้น แต่จิตบำบัดครอบครัวมองว่า ปัญหาอยู่ที่ ภายนอกตัวบุคคล คือที่บริบท (context) และต้องแก้ที่นั่น คำว่า บริบทหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่แวดล้อมผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สังคม ค่านิยม วัฒนธรรม ความคาดหวัง เป็นต้น เนื่องจากบริบทที่สำคัญที่สุดของบุคคลคือ ครอบครัว ดังนั้นการนำครอบครัวมาร่วมในการบำบัดรักษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

          ผลการศึกษาวิจัยจำนวนมากพบว่า ครอบครัวมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเจ็บป่วยทางจิต  เช่น ครอบครัวของผู้ป่วยโรคจิตเภทจะมีการสื่อสารผิดปกติแบบ double-bind คือ การสื่อสารที่พบทางตันทั้งสองฝ่าย ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการทางจิต การที่สมาชิกในครอบครัวมีความผูกพันกันมากเกินไปจนไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง (undifferentiated family ego mass) ก็เป็นสาเหตุของปัญหาทางจิต นอกจากนี้ความสัมพันธ์ที่ผิดปกติระหว่างสมาชิกในครอบครัวยังมีลักษณะเป็น interlocking pathology ซึ่งหมายถึงกระบวนการในจิตใต้สำนึกของแต่ละบุคคลในครอบครัวมีความเกี่ยวข้องกันตลอดเวลา ปัญหาที่เกิดขึ้นในสมาชิกคนหนึ่งก็จะส่งผลกระทบถึงสมาชิกคนอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ความผิดปกติ ในผู้ป่วยยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความผิดปกติในครอบครัวอีกด้วย

          ครอบครัวเป็นสิ่งแวดล้อมแรกของบุคคล ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด การมองโลกและการมองตนเอง และที่สำคัญคือ ครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ Bowlby กล่าวว่า ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับเด็กในระยะเริ่มต้นของชีวิต จะช่วยให้เด็กเผชิญกับความเครียดและความยากลำบากได้ดีเมื่อโตขึ้น นอกจากนี้ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังเป็นตัวกำหนดคุณภาพของความสัมพันธ์ที่บุคคลจะมีกับผู้อื่นในอนาคตอีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของครอบครัวแต่เพียงฝ่ายเดียว แท้จริงแล้วบุคคลก็มีอิทธิพลต่อครอบครัวด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ทารกกระตุ้นให้แม่เกิดความรู้สึกอยากโอบอุ้มทะนุถนอมด้วยการยิ้ม จ้องมองหรือหัวเราะ ทารกที่ไม่แสดงกิริยาตอบสนองต่อแม่จะไม่สามารถกระตุ้นให้แม่เกิดความรู้สึกอยากเอาใจใส่ดูแลได้ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสมาชิกในครอบครัวนั้นเป็นความสัมพันธ์สองทาง มีการโต้ตอบกันไปมาที่เรียกว่า reciprocal relationship

          เมื่อบุคคลเกิดอาการผิดปกติหรือมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงก็คือ ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขบุคคลนั้นให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีการแก้ไขที่บุคคลนั้นเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ตัวอย่างที่พบบ่อยๆ คือ ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นเมื่อรับไว้ในโรงพยาบาล แต่เมื่อจำหน่ายกลับบ้านแล้วอาการกลับแย่ลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะการแก้ไขเฉพาะตัวผู้ป่วยโดยไม่คำนึงถึงบริบททั้งหมดที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่นั้น แม้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่ยั่งยืน การทำความเข้าใจบริบทของผู้ป่วยโดยเฉพาะครอบครัวจึงมีความจำเป็นเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

          1. พฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรืออาการของผู้ป่วยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามลำพัง แต่เกิดขึ้นมาในบริบทโดยเฉพาะครอบครัว

          2. บริบทเป็นตัวกำหนดว่าพฤติกรรมจะเป็นเช่นใดและยังเป็นตัวปรับเปลี่ยนรูปแบบของพฤติกรรม รวมทั้งทำให้พฤติกรรมนั้นสิ้นสุดลงหรือดำเนินอยู่เรื่อยๆ ก็ได้

          เราจะเข้าใจอาการผิดปกติของผู้ป่วยได้ดีขึ้น ถ้าเราสามารถมองภาพโดยรวมของผู้ป่วยคือ มองผู้ป่วยในความสัมพันธ์ที่มีกับครอบครัว และให้ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของการบำบัด ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยให้ผู้ป่วยเล่าเรื่องราวที่เกิดจากจินตนาการของผู้ป่วยอย่างเดียวเท่านั้น แต่จำเป็นต้องได้ยินเรื่องราวจากสมาชิกคนอื่นๆ และสังเกตปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งก็กระทำได้โดยการพบครอบครัวทั้งครอบครัวนั่นเอง จิตบำบัดครอบครัวถือว่าสมาชิกทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาร่วมกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครถูกตำหนิว่าเป็นผู้ก่อปัญหาขึ้น ทั้งนี้เพราะการมองปัญหาไม่ได้มองในลักษณะของเหตุ-ผล แต่มองในลักษณะของวงจรที่มีการโต้ตอบกันไปมาหรือ feedback loop ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยและครอบครัวต่างก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหาด้วยกันทั้งสองฝ่าย

          วัตถุประสงค์ของการทำจิตบำบัดและให้คำปรึกษาครอบครัวก็คือ เพื่อช่วยให้ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างเหมาะสม ให้สมาชิกแต่ละคนเติบโตไปได้อย่างกลมกลืนกัน ปรับตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างสูงสุด

          การบำบัดครอบครัวเป็นการสร้างบริบทใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าบริบทเดิม บริบทใหม่นี้จะทำหน้าที่เยียวยารักษาผู้ป่วยจากอาการและปัญหาต่างๆ ผู้บำบัดเพียงแต่ทำหน้าที่สร้างพลังให้แก่ครอบครัว เพื่อที่ครอบครัวจะช่วยเยียวยาผู้ป่วยได้ หรือเป็น healing environment ให้แก่ผู้ป่วยนั่นเอง

          การสร้างพลังให้แก่ครอบครัวนั้นจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้ครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปในด้านใด มีประสิทธิภาพและทักษะอะไรบ้าง โดยทั่วไปเป้าหมายสำคัญในการบำบัดมี 4 ประการ

          1. เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เหมาะสม

          2. ช่วยให้ครอบครัวปรับตัวกับปัญหาและความเครียดได้ดี

          3. สร้างทักษะที่สำคัญ

          4. ช่วยให้สมาชิกเกิดความเข้าใจตนเอง

 

          เวลาเราดูคนไข้จิตเวช เราก็ต้องประเมินครอบครัวด้วย เหตุผลก็เพราะว่า ครอบครัวอาจจะมีส่วนทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น หรือที่สำคัญกว่านั้นครอบครัวจะสามารถช่วยดูแลคนไข้ได้ดี ทำให้โรคไม่เป็นมาก งานวิจัยค้นพบว่า การปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวไม่ดี ทำให้เกิดความตึงเครียด สมาชิกใช้ชีวิตได้ไม่มีความสุข ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้อาการป่วยเป็นมากขึ้น เช่น คนไข้ซึมเศร้า คนไข้ไบโพลาร์ ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวดี อาการป่วยก็จะน้อยลง ช่วงระหว่างป่วยห่างขึ้น และไม่ค่อยรุนแรง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยว่า ถ้าครอบครัวมีความตึงเครียด ความขัดแย้ง มีการกระตุ้นกันทางด้านอารมณ์มาก และแก้ไขความขัดแย้งได้ไม่ดี จะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น

          การประเมินครอบครัว (family assessment)  เป็นการตรวจประเมินว่า ครอบครัวมีลักษณะอย่างไร ในแง่ความสัมพันธ์และการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเป็นการทำความเข้าใจว่า ครอบครัวมีบทบาทในการเกิดปัญหาอย่างไรหรือได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นอย่างไรบ้าง และดูว่าครอบครัวจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงไร นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินว่า จำเป็นต้องที่จิตบำบัดหรือให้คำปรึกษาครอบครัวหรือไม่

          สิ่งที่จะต้องประเมิน มั 2 ด้าน คือ

          1. โครงสร้างของครอบครัว เช่น ลักษณะครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยายหรือครอบครัวเดี่ยว ขอบเขตระหว่างสมาชิก  ขอบเขตระหว่างครอบครัวนี้กับครอบครัวเดิม บทบาท ลำดับอำนาจ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างระบบต่างๆ

          2. กระบวนการที่เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะลำดับของปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบย่อยในครอบครัว และระหว่างครอบครัวกับระบบภายนอก เช่น ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก, พ่อ-ลูก, แม่-ลูก, สามี-ภรรยา, ครอบครัวปัจจุบัน-เครือญาติ ฯลฯ

 

การส่งเสริมสุขภาวะในครอบครัว?

พญ.อุมาพร : ถ้าจะส่งเสริมในภาพกว้างก็จะต้องให้ความรู้ประชาชนว่า ครอบครัวคืออะไร มีหน้าที่อะไร ต้องดูแลอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ ก็ต้องให้ความรู้แต่ไม่มี หนังสือก็เป็นความรู้อันหนึ่งแต่ประชาชน ไม่ค่อยอ่าน ถ้าอ่านแล้วจะเข้าใจว่าครอบครัวของฉันต้องทำให้ดีอย่างนี้นะ คนไทยไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ นี่เป็นปัญหาของคนไทย แม้แต่นักวิชาการก็ยังไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเลย คิดดูง่ายๆ เวลาคนไทยไปเที่ยวทะเลก็ไปกินเหล้า คนฝรั่งส่วนใหญ่เอาหนังสือมานั่งอ่าน เป็นวัฒนธรรมที่ต้องปลูกฝังในคนไทย พอคนไทยไม่อ่านหนังสือ คนไทยไม่รับฟังข้อมูลที่มีความหมาย คนไทยก็ไม่ค่อยมีความรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ดี คนไทยก็เลยมีครอบครัวแล้วก็ไม่ได้ดูแลครอบครัว มีชีวิตคู่แล้วก็ไม่รู้จะทำให้ชีวิตคู่ดีอย่างไร เพราะฉะนั้นภาพใหญ่ คุณต้องให้ความรู้ครอบครัว ให้เขารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เขาจะดูแลบ้านเขาอย่างไร เขจะรักกันอย่างไรให้ดี เขาจะมีระยะใกล้ห่างกันแค่ไหน เขาจะจัดการความขัดแย้งในบ้านเขาอย่างไร เขาต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้

          โครงสร้างของครอบครัว (family structure) ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับทั้งพ่อและแม่ แต่อัตราการหย่าร้างก็สูงขึ้น และเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยมีพ่อหรือแม่ดูแลตามลำพังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โครงสร้างของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยง วัยรุ่นจากครอบครัวที่ไม่มีพ่อเลี้ยงดูจะมีพฤติกรรมเกเรสูงกว่าวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวปกติ       วัยรุ่นจากครอบครัวที่มีแม่เพียงคนเดียวจะมีโอกาสใช้สารเสพติดสูงกว่าวัยรุ่นปกติ งานวิจัยในหลายประเทศพบว่า เด็กหญิงที่ขาดพ่อหรือเติบโตมาในบ้านที่มีความตึงเครียด มักจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วและมีลูกตั้งแต่อายุน้อย และเด็กหญิงที่พ่อหรือแม่เลี้ยงดูตามลำพังอาจมีพฤติกรรมทางเพศเร็วกว่าวัย

          ความตึงเครียดในครอบครัวอันเกิดจากการที่พ่อไม่อยู่ หรือปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเพราะขาดหัวหน้าครอบครัวอาจทำให้แม่ปฏิบัติต่อลูกชายอย่างหยาบกระด้างหรือรุนแรง และนำไปสู่ความผูกพันที่ไม่มั่นคง ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างแม่กับลูกชายจะมีผลต่อเนื่องไปในระยะยาว กล่าวคือเมื่อลูกชายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้หญิงจะมีปัญหาและไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ลูกชายจะมีปัญหาพฤติกรรม เช่น ส่ำส่อนทางเพศ ก่ออาชญากรรม ฯลฯ การก่ออาชญากรรมนี้จะทำให้เกิดการขาดพ่อในเด็กรุ่นต่อมา  และส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายมีปัญหาต่อเนื่องไปเป็นวัฏจักร

          แม้ว่าการมีทั้งพ่อและแม่จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากมีความขัดแย้งกันมากก็จะทำให้เกิดผลเสียได้ การวิจัยพบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว (เนื่องมาจากปัญหาหย่าร้าง/แยกทางกัน) จะเติบโตไปได้ดีกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ แต่มีความขัดแย้งกันในระดับสูง ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า บ้านที่สงบสุขเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

          การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงดูตามลำพัง อาจจะไม่ได้มีผลเสียเสมอไป การศึกษาพบว่าวัยรุ่นหญิงที่มีแม่เลี้ยงดูตามลำพัง จะมีการวางแผนด้านการศึกษาที่สูงกว่า และวางแผนที่จะแต่งงานช้ากว่าวัยรุ่นหญิงที่มาจากครอบครัวปกติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการขาดพ่อทำให้เธอไม่ได้รับอิทธิพลจากบทบาทของหญิง-ชายที่สังคมยึดถือ (traditional gender role stereotype ที่ว่าผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงลูกและผู้ชายเป็นผู้หาเงิน) ในขณะที่วัยรุ่นในครอบครัวปกติจะได้รับอิทธิพลนั้น นอกจากนี้เธออาจตระหนักถึงการที่จะต้องพึ่งตนเองให้ได้ และการพึ่งตนเองให้ได้นั้นหมายถึงจะต้องมีการศึกษาที่สูงพอ และนอกจากนี้เธออาจกลัวว่าชีวิตแต่งงานจะล้มเหลวเหมือนของพ่อแม่ก็ได้

          การปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว คือ ชีวิตครอบครัวจะดำเนินไปได้อย่างมีความสุขหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหา (problem solving) , การสื่อสาร (communication) , การปฏิบัติตามบทบาทของแต่ละคน (role performance) , ความผูกพันทางอารมณ์ (affective involvement) , การแสดงออกทางอารมณ์ (affective responsiveness) และการควบคุมพฤติกรรม (behavior control) แต่ที่เด่นชัดและมีผลอย่างมากกับครอบครัว คือ 3 ด้านนี้

          - การตอบสนองทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถที่จะตอบสนองทางอารมณ์ต่อกันอย่างเหมาะสม ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีหลายแบบทั้งอารมณ์เชิงบวกและอารมณ์เชิงลบ ครอบครัวที่ทำหน้าที่ปกติจะแสดงอารมณ์ได้ทั้งในแบบปริมาณและสถานการณ์ที่เหมาะสม

          - ความผูกพันทางอารมณ์ หมายถึง ระดับความผูกพันห่วงใยที่สมาชิกมีต่อกัน รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน

          - การควบคุมพฤติกรรม หมายถึง วิธีการที่ครอบครัวควบคุมหรือจัดการพฤติกรรมของสมาชิก การควบคุมสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้สมาชิกประพฤติตนอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น

 

อาจารย์เป็นนักเขียนที่มีผลงานดีเด่น เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว อยากให้อาจารย์แนะนำหนังสือที่คิดว่า มีสาระสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล?

พญ.อุมาพร : เล่มที่อยากจะแนะนำสำหรับคนไข้จิตเวช คือ หนังสือ สร้างชีวิตใหม่ที่คนไข้จิตเวชจะใช้ได้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น เป็นหนังสือที่ดีมากโดยเฉพาะคนไข้ซึมเศร้า เขาจะแก้ปัญหาในตัวเองได้ เขาจะสามารถทำให้ชีวิตเขามีความสุข มันไม่ใช่หนังสือบอกว่า คู่มือให้กำลังใจ ไม่ใช่ คนเราต้องเข้าใจตัวเอง ต้องรู้ว่าที่มาที่ไปข้างในของเราเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้พูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นในแบบวิชาการ ไม่ใช่มามั่วว่าคุณต้องมองโลกในแง่ดี แต่คุณมองไม่ได้เพราะคุณไม่เข้าใจ อันนี้ทำให้เกิดความเข้าใจตัวเอง อ่านได้ทุกคน

 

 

          หนังสือ สร้างวินัยให้ลูกคุณ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการฝึกวินัยให้ลูก ครอบครัวจะได้อยู่อย่างมีความสุข เพราะครอบครัวเยอะมากมีปัญหาในเรื่องของการฝึกวินัย การฝึกวินัยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวอย่างหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวหมายถึง ค่าต่ำสุดที่ครอบครัวต้องทำให้ได้เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้อย่างมีความสุข การสร้างระเบียบวินัยเป็นอันหนึ่ง การจัดการกับอารมณ์เป็นอันหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว

 

 

          หนังสือ สร้าง EQ ให้ลูกก็เป็นการจัดการกับอารมณ์ของลูก หรือความสัมพันธ์ของสามีภรรยา บางคนทำได้ไม่ดี ก็เขียนหนังสือ จิตวิทยาชีวิตคู่และการบำบัดคู่สมรสสร้าง EQ ให้ชีวิตคู่ ครอบครัวมีปัญหาบ้านแตก แยกทางกัน แต่จัดการไม่เป็น ลูกมีปัญหาซึมเศร้า กังวลใจ พ่อแม่ทะเลาะกัน ก็มีเทคนิคในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ แบบมีความรู้นะ และสามารถเข้าไปดูความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตครอบครัว ได้ที่เพจของอาจารย์ ชื่อ ปั้นใหม่โดย อ.หมออุมาพร

 

กรณีที่พบบ่อยๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแล มักไม่ค่อยราบรื่นนัก เป็นเพราะเหตุใด มีคำแนะนำอย่างไร?

พญ.อุมาพร : ส่วนใหญ่ผู้ดูแลไม่เข้าใจโรคที่คนไข้เป็น เป็นการมองโลกคนละอย่าง คนไข้ก็มองโลกรอบตัวเป็นอย่างหนึ่ง ผู้ดูแลก็มองอีกอย่างหนึ่ง ความต้องการไม่ เหมือนกัน คนไข้มีความต้องการอย่างนี้ ผู้ดูแลก็บอกจะให้คนไข้เป็นอีกอย่าง ผู้ดูแลอาจจะไม่เข้าใจอาการของคนไข้ อาจจะไม่เข้าใจโลกข้างในของคนไข้ ไม่เข้าใจว่าคนไข้ รู้สึก คิด ปรารถนาอะไร ไม่เข้าใจว่าโรคนี้ บางทีก็มีการนั่งอยู่ตามลำพังบ้าง ก็จะไปต่อว่าด้วยความเป็นห่วง ทีนี้พอเราไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ก็มีปัญหา อีกอย่างหนึ่งครอบครัวอาจจะไม่ได้มองดูศักยภาพแล้วรู้ว่า วิธีหนึ่งที่จะทำให้คนไข้ดีขึ้นคือ การเพิ่มศักยภาพคนไข้ ให้คนไข้ได้มีโอกาสทำงาน พอทำงานแล้วคนไข้จะมีความนับถือตนเองมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ครอบครัวก็ปฏิบัติกับคนไข้เป็นในแบบเป็นคนป่วย และไม่อดทนต่อการที่คนไข้จะทำงาน บางทีเขาทำแล้วล้มเหลวหรือเขาไม่มีความอดทนพอเราก็ไม่สามารถปรับงานให้เขาได้ประสบความสำเร็จ คือ คนไข้เยอะมาก ยกตัวอย่างเป็นจิตเภทแล้วกลายเป็นซึมเศร้า ไม่มีงานที่ตัวเองภาคภูมิใจทำ

          ความขัดแย้งระหว่างลูกกับพ่อแม่มักจะมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย เด็กอาจมองว่า พ่อแม่ดุ คอยใช้อำนาจควบคุมและไม่มีเหตุผล พ่อแม่เองก็มักประหลาดใจว่าเหตุใด ลูกซึ่งเคยเป็นคนพูดง่าย เชื่อฟังและรับผิดชอบจึงกลายเป็นคนก้าวร้าวและต่อต้าน มุมมองดังกล่าวนี้ทำให้พ่อแม่และเด็กเกิดความเหินห่างกัน

          ในครอบครัวทั่วไปมักไม่ได้มีความขัดแย้งในเรื่องใหญ่ๆ เช่น เรื่องศาสนา หรือค่านิยมที่สำคัญ แต่จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรื่องการแต่งตัว กิริยาท่าทาง เพลงที่ฟัง การใช้เวลาว่าง ฯลฯ ในสายตาของผู้ใหญ่นี่เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่ในสายตาของเด็กแล้วสำคัญมากเพราะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นตัวของตัวเอง อย่างไรก็ตามประมาณกันว่า ในครอบครัวอเมริกันร้อยละ 20 พ่อแม่และลูกวัยรุ่นจะมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่ภาวะตึงเครียดและปัญหาหลายอย่าง เช่น พฤติกรรมเกเรและผิดกฎหมาย การหนีออกจากบ้าน การออกจากโรงเรียนโดยที่ยังเรียนไม่จบ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การใช้ยาเสพติด และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกลัทธิ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับวัยรุ่นที่มีความขัดแย้งกัน และไม่ได้เอื้ออาทรกันเท่าที่ควร ทำให้ลูกมีการปรับตัวที่ไม่ดี และมีภาวะซึมเศร้า

          การศึกษาปฎิสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาววัยรุ่นในครอบครัวที่แม่เลี้ยงดูตามลำพังพบว่า ความขัดแย้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องระหว่าง control กับ autonomy หรือการควบคุมของแม่ กับการเป็นตัวของตัวเองของลูก ส่วนใหญ่จะขัดแย้งกันในเรื่องเล็กน้อย เช่น  การโทรศัพท์ การทำงานบ้าน การทำความสะอาดห้องนอน  การเก็บเสื้อผ้าให้เข้าที่ การทำการบ้านที่ครูมอบหมาย การทะเลาะกับพี่น้อง การที่แม่มาคอยยุ่งวุ่นวายเมื่อลูกอยากอยู่ตามลำพัง และการอยากให้ลูกไปไหนมาไหนกับแม่ เป็นต้น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรง โดยเฉพาะหากแม่จัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไม่มีประสิทธิภาพ นักวิจัยพบว่า สิ่งสำคัญคือ ความอบอุ่นและความหนักแน่นในระเบียบวินัย  ทั้งสองข้อนี้เป็นปัจจัยปกป้องไม่ให้เกิดปัญหาพฤติกรรมในวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงดูตามลำพัง

          สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันก็คือ การเปลี่ยนแปลงในตัววัยรุ่นเอง โดยเฉพาะการพัฒนาทางความคิด การเริ่มคิดแบบเป็นระบบและมีเหตุผลมากขึ้นทำให้วัยรุ่นต้องการเหตุผลสำหรับหลายสิ่งที่ในวัยเด็ก ตนเคยยอมรับง่ายๆ โดยไม่มีข้อสงสัยหรือตั้งคำถาม การพัฒนาทางความคิดยังทำให้วัยรุ่นอยากจะโต้แย้ง และวิพากษ์วิจารณ์ความคิดอื่นๆ (เช่น มองดูว่าความคิดอื่นๆ ก็มีส่วนถูกหรือเข้าท่าเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะความคิดของพ่อแม่เท่านั้น) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นทำให้วัยรุ่นสร้างความคิดความเห็นของตนเองขึ้นมา และไม่ยอมทำตามความต้องการของพ่อแม่ง่ายๆ โดยปราศจากคำถามเหมือนตอนเป็นเด็กอีกต่อไป

          ความซับซ้อนทางความคิด และการคิดในแง่อุดมคติ ทำให้วัยรุ่นอยากชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องจุดอ่อนหรือความไม่เสมอต้นเสมอปลายในความคิดและการกระทำของพ่อแม่ นอกจากนี้การพัฒนาไปสู่การเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) จะทำให้วัยรุ่นมองพ่อแม่ไปในเชิงลบมากขึ้น การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (ego-centrism) ที่มีมากในวัยนี้จะยิ่งทำให้มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของพ่อแม่ การศึกษาพบว่า โดยทั่วไปความขัดแย้งกับพ่อแม่จะเพิ่มขึ้นในวัยรุ่นตอนต้น ถึงจุดสูงสุดในวัยรุ่นตอนกลาง และลดลงในวัยรุ่นตอนปลาย และเนื่องจากแม่มักเป็นคนจัดการลูกเป็นส่วนใหญ่  ความขัดแย้งจึงมักเกิดกับแม่มากกว่ากับพ่อ

          การใช้เวลาว่างร่วมกัน ความรู้สึกที่พบบ่อยที่สุดในช่วงเด็กคือ ความรู้สึกเบื่อ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ความรู้สึกนี้จะมีได้มากถึง 1 ใน 4 ของเวลาที่ตื่น ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่าง วัยรุ่นจึงมักขลุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนและหากิจกรรมที่แปลกใหม่ทำ การใช้เวลาว่างในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดผล 3 ข้อคือ

          1. วัยรุ่นได้มีโอกาสทดลองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไปจากที่ตนเคยชิน โดยเฉพาะการทำอะไรที่ตื่นเต้นแปลกใหม่

          2. เป็นโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์และความผูกพันกับกลุ่มเพื่อน

          3. เป็นการค้นหาตนเองและสร้างเอกลักษณ์ที่มั่นคง

          ทั้งสามข้อนี้ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยการใช้เวลาว่างกับพ่อแม่ ทั้งนี้เพราะวัยของพ่อแม่ไม่ใช่วัยที่แสวงหาความตื่นเต้นแปลกใหม่ พ่อแม่ไม่สามารถทำให้ลูกได้รับการยอมรับจากเพื่อน และที่สำคัญคือ พ่อแม่มักไม่สนับสนุนให้ลูกเป็นตัวของตัวเองหรือแตกต่างไปจากตน (ที่เรียกว่า individuality ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเอกลักษณ์ที่มั่นคง) นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างกันที่มีมากในช่วงวัยรุ่นตอนต้นนั้น ทำให้การใช้เวลาว่างด้วยกันไม่ค่อยจะสนุกเท่าไร

          การศึกษาพบว่า การใช้เวลาว่างกับครอบครัวจะลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะก่อนวัยรุ่น ไปจนถึงระยะวัยรุ่นตอนปลาย วัยรุ่นที่อายุน้อยจะมีอารมณ์ไม่ค่อยดีเมื่อใช้เวลาว่างกับพ่อแม่ แต่เมื่ออยู่กับเพื่อนหรือกับคนนอกครอบครัวแล้วจะมีอารมณ์ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนกลางก็จะเริ่มมีอารมณ์ดีขึ้นเมื่อใช้เวลากับครอบครัว

          แม้การใช้เวลาว่างร่วมกันจะน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วัยรุ่นจะแยกตัวออกไปจากครอบครัวเสียเฉยๆ วัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลับมาเชื่อมโยงกับพ่อแม่อีกครั้งในช่วงวัยรุ่นตอนกลาง ซึ่งก็จะนำไปสู่ความเข้าใจกันและกันมากขึ้น และความรู้สึกสนุกด้วยกัน  และส่งผลให้มีการใช้เวลาร่วมกันในช่วงวัยรุ่นตอนปลายดีขึ้นด้วย

          เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่-ลูกดีขึ้น นักวิจัยให้ข้อแนะนำว่า พ่อแม่ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกเพื่อที่จะเข้าใจพฤติกรรมของลูกได้ดีขึ้น และควรมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลลูกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่ควรมีความรู้ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของตนเองและของครอบครัวอีกด้วย และที่สำคัญคือควรมีการรณรงค์ในระดับมหภาค เพื่อให้ความรู้แก่พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่น  เช่นเดียวกับที่มีการให้ความรู้แก่พ่อแม่ที่มีลูกวัยทารก

 

สิ่งที่อาจารย์ต้องการฝากให้กับครอบครัวผู้ป่วย?

พญ.อุมาพร : ครอบครัวต้องมีความคาดหวังให้ถูกต้องในผู้ป่วย เพราะถ้าครอบครัวคาดหวังไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะคาดหวังมากเกินไปว่า ผู้ป่วยน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ครอบครัวก็จะโกรธ ปฏิสัมพันธ์ก็จะเป็นเชิงลบมากกว่าบวก พอเราโกรธเราก็จะถอยหนีจากกัน เราก็จะไม่เข้าไปร่วมมือกันทำให้ดีขึ้น คนไข้ก็รู้สึกได้ถึงท่าทีเชิงลบที่ครอบครัวมีกับเขา ผู้ดูแลมีกับเขา คนไข้ก็จะถอยห่างจากผู้ดูแล เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดช่องว่างระหว่างกัน คนไข้ก็อาจจะรู้สึกว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการ ก็จะทำให้การที่เขาจะมีกำลังใจ และก็รู้ว่า เขาต้องทำตัวของเขาให้แข็งแรงนะ ต้องกินยา ต้องร่วมมือ ก็จะไม่มี แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าครอบครัวคาดหวังน้อยไป แล้วคิดว่า เขาก็เป็นเพียงแค่คนป่วย อย่าไปให้เขาทำอะไรเลย เขาไม่ต้องทำอะไรให้ก็ได้หรอก ก็เท่ากับเราไม่ได้สร้างศักยภาพให้เกิดขึ้น คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้มันต้องรู้สึกตัวเองมีค่า แล้วสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การที่ได้ทำงานบางอย่าง งานทำให้บุคคลรู้สึกว่ามีค่า เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสำหรับครอบครัวคนไข้ที่ป่วยทางจิตเวช เขาควรจะต้องค้นหาว่า สมาชิกที่ป่วยสามารถทำอะไรได้ แล้วช่วยค้นหาหรือพยายามอดทน แล้วก็หาทาง ไม่ได้ทางซ้ายก็ต้องไปทางขวา คือ ทำเพื่อให้คนไข้สามารถที่จะมีงาน งานนั้นอาจจะเป็นการถักผ้าพันคอ อาจจะเป็นการอบคุ้กกี้ อาจจะเป็นการร้อยลูกปัด ทำกระเป๋า คืออะไรก็ได้ที่ขอให้เขาได้ทำ แล้วเขาได้รับการยอมรับ รู้สึกว่าเขาประสบความสำเร็จ การรู้สึกประสบความสำเร็จนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้สุขภาพจิตดu คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คนไข้อยู่ได้ดีพอ เพราะว่าคนไข้เยอะมากเลยที่รักษาด้วยยาอยู่แล้ว เป็นแค่คนป่วย เสร็จแล้วก็ไม่ได้มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ลงเอยก็ซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง ไม่ร่วมมือ ไม่อยากอยู่ เวลาผ่านไปนานๆ ครอบครัวที่ดูแล ผู้ดูแลไม่อยู่ เสียชีวิต คนไข้ยิ่งแย่ใหญ่เลย

          เพราะฉะนั้นในแง่นี้ดูเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวให้ดี ครอบครัวเข้าใจว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้างให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองทางอารมณ์ให้ดีพอ จะช่วยคนไข้ในเรื่องนี้ได้

          อีกอย่างหนึ่งที่พบว่า ครอบครัวมีปัญหามาก คือ ครอบครัวเลี้ยงลูกหรือดูแลสมาชิกมาในแบบที่ไม่ค่อยสร้างความนับถือตัวเอง คือ ไม่สร้างความรู้สึกว่าตนมีค่า (self-esteem) ทำให้สมาชิกเติบโตมาโดยรู้สึกฉันไม่มีค่า นี่เป็นสาเหตุของซึมเศร้า พ่อแม่ไม่รู้วิธีพูดกับลูก พ่อแม่ไม่รู้ว่าเวลาลูกมีอารมณ์แล้วจะจัดการอย่างไร หรือพ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยไม่ดี พอทำพวกนี้ไม่เป็น คนก็รู้สึกแย่ พอเรารู้สึกเหมือนกับว่าเราเปราะบาง รู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง ในที่สุดก็เป็นโรควิตกกังวล ซึมเศร้า เก็บกด เพราะเราไม่บอกว่า เราต้องการอะไร เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่มีค่าพอที่จะพูด เพราะฉะนั้นอาจารย์จะแนะนำว่า ครอบครัวใหม่ๆ เพิ่งตั้งใหม่ เพิ่งมีลูก ควรจะต้องอ่านหนังสือพวกนี้ จริงๆ แล้วในแง่หนึ่งเราต้องปฏิวัตินิสัยการอ่านของคนไทย เพราะคนไทยมักจะอ่านของที่ไร้สาระ ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตก้าวหน้า เราไม่ได้ปลูกฝังเรื่องพวกนี้ พอเรามีปัญหาแทนที่เราจะไปหาหนังสือดีๆ ที่มาช่วยแก้ปัญหา เราก็ไม่ ในเมืองนอกจะมีหนังสือพวก self help book หนังสือว่า ฉันต้องทำอะไร ถ้าฉันกังวลใจฉันต้องทำอะไร อย่างน้อยพวกนี้เป็นคู่มือช่วยเรา เป็นของดีนะหนังสือพวกนี้ บางครั้งบางคนอาจจะบอกว่า ไม่ได้มีงานวิจัยมากมาย แต่ช่วยคนได้ ถ้าในเมืองนอก คนก็ต้องอาศัยงานวิจัยเป็นพื้นฐาน สิ่งดีๆ ก็ช่วยคนไทย แต่คนไทยไม่ได้อ่านไง แล้วน่าเสียดายที่แทนที่จะมีความรู้เรื่องโรคที่สมาชิกเป็นก็เลยไม่มีความรู้ ก็เลยจัดการไม่ถูก เพราะฉะนั้นจริงๆ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ครอบครัวดูแลสมาชิกได้ดีขึ้น เขาต้องมีความรู้

 

 

            จากอิทธิพลของกระแสสังคมโลกและภาวะความทันสมัยที่เน้นปัจเจกบุคคลและการบริโภควัตถุนิยมมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลกระทบและเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สถาบันครอบครัวเกิดปัญหาขึ้นอย่างมากมายและซับซ้อน เราจะช่วยกันทำอย่างไรให้สถาบันครอบครัวได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ในสถานการณ์เช่นนี้

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: