อนุสัญญาว่าด้วยคนพิการแห่งสหประชาชาติ กับผู้ป่วย คนพิการ และผู้ดูแลในประเทศไทย | สมาคมสายใยครอบครัว

อนุสัญญาว่าด้วยคนพิการแห่งสหประชาชาติ กับผู้ป่วย คนพิการ และผู้ดูแลในประเทศไทย

-A +A

บันทึกคำบรรยายโดย รัตน์ กิจธรรม ฝ่ายต่างประเทศและกิจการพิเศษ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
โครงการพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ จัดบรรยายเรื่อง
“อนุสัญญาว่าด้วยคนพิการแห่งสหประชาชาติกับผู้ป่วย คนพิการ และผู้ดูแลในประเทศไทย”
โดย อ.มณเฑียร บุญตัน

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2559
จัดโดย คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคนพิการ โรงพยาบาลศรีธัญญา
ร่วมกับ ศูนย์บริการคนพิการทางจิตสายใยครอบครัว สมาคมสายใยครอบครัว
ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว โรงพยาบาลศรีธัญญา

 

ความเป็นมาและหลักการสำคัญของ CRPD”Ž

          .มณเฑียร กล่าวทักทายว่า...วันนี้เป็นโอกาสดีมากสำหรับผมที่ได้มาที่ รพ.ศรีธัญญา เป็นครั้งแรก มีโอกาสได้พบคุณหมอสมรักและได้เจอเพื่อนที่ทำงานร่วมกันมานาน เช่น คุณพินิจ เนื่องจากผมไม่ได้มีความรู้เรื่องอาการหรือสาเหตุของความพิการทางจิตสังคมมากนัก วันนี้จึงจะพูดถึงชีวิตมนุษย์ สังคม เงื่อนไขของสังคม ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้มากกว่า เกี่ยวกับตัวผมนั้น ผมถือว่าการได้เป็นผู้รับใช้มีความสำคัญกว่าตำแหน่งหน้าที่ๆ ผมได้ทำมา วันนี้ที่จะมาพูดเน้นเกี่ยวกับบทบาทการทำงานของผมในฐานะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ เพราะอาจจะเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับคนพิการทางจิตสังคม ผู้บกพร่องทางจิต หรือผู้ป่วยทางจิต แล้วแต่ตามอัธยาศัยที่จะเรียกไปก่อน ซึ่งเราจะพูดคุยกันต่อว่า ณ จุดนี้เราคือใคร

          CRPD คือ อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน 1 ใน 9 ฉบับขององค์การสหประชาชาติ สาเหตุที่เราเรียกว่าอนุสัญญานั้นก็เพราะว่า เวลาที่ UN จะกำหนดข้อตกลงหรือสัญญาร่วมกัน ก็จะต้องให้แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของ UN มาพูดคุยกัน พอคุยกันเสร็จแล้วก็ออกมาเป็นกฎหมาย เหมือน สว. สส. รัฐสภาบ้านเรา ดังนั้นเมื่อที่ประชุม UN เห็นพ้องต้องกันและออกกฎหมายออกมาจะเรียกว่า Convention หรือกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม(สหประชาชาติ)

          ขอเรียกอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการว่า CRPD: Convention on the Rights of Persons with Disabilities CRPD สำคัญตรงที่เป็นกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของศตวรรษที่ 21 ก่อนหน้านั้นมีอนุสัญญาหลายฉบับ นี่เป็นอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติที่กล่าวถึงสิทธิคนพิการฉบับแรกของโลก และเป็นอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่มีอะไรหลายๆ อย่างฉบับแรก ได้แก่

          เป็นฉบับแรกที่คนพิการหรือผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนเข้าไปเจรจาด้วยตั้งแต่ระดับรากหญ้าสู่สากล ชาวบ้านไปจนถึง UN และผมเข้าไปในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยด้วย สิ่งที่น่านับถืออย่างหนึ่งในการเจรจาคือ มีผู้นำคนพิการหลายคนที่เข้าไปเจรจาเปิดเผยตรงๆ ว่าเขาเป็นคนพิการทางจิตสังคม ฉันที่แหละเป็น Person with Psychosocial Disabilities หนึ่งในจำนวนนั้นก็ คือ คุณ Tina Minkowitz เป็นนักกฎหมาย เป็นประธานเครือข่าย WNUSP: World Network of Users and Survivors of Psychiatry   http://www.wnusp.net/

          นอกจากนี้ยังเป็นอนุฯ ฉบับแรกที่เปิดให้คนพิการฝั่งภาคประชาสังคม (Civil Society Organization : CSO) เข้าไปเจรจาด้วย ซึ่งโดยปรกติแล้วเวทีระดับชาติแบบนี้จะเปิดให้เฉพาะผู้แทนรัฐบาลเท่านั้น ส่วน CSO ก็เจรจาหารือนอกรอบไป

          และเป็นฉบับแรกที่การเจรจาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ New York เท่านั้น แต่เกิดจากความเห็นจากทั่วโลก ผ่านทาง Internet ก็มี และเป็นสนธิสัญญาที่ใช้เวลาเจรจาเร็วสุด คือ 5 ปี

          หลังจากนั้นในที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติก็ให้การรับรองเป็น Convention พอเป็น Convention ก็จะต้องมีคนลงนาม ซึ่งต่างกับกฎหมายภายในประเทศ คือ ประเทศสมาชิกต้องลงนามหรือจองไว้ก่อน หลังจากนั้น ก็ต้องมี การให้สัตยาบัน คือ การเอาตัวเราเข้าไปผูกพันว่าเราจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้ โดยกำหนดว่าต้องมีสมาชิก 20 ประเทศขึ้นไปให้สัตยาบันถึงจะบังคับใช้ เวลาผ่านไปแค่ 1 ปีก็ครบ 20 ประเทศมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยให้สัตยาบันตอน กรกฎาคม 2551 ซึ่งช้ากว่าที่อนุฯ มีผลบังคับใช้ไปแป๊ปนึง ตอนนี้ 190 กว่าประเทศ ซึ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ 160 กว่าประเทศแล้ว นับเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสมาชิกเข้าเป็นภาคีเร็วที่สุด เติบโตมีสมาชิกมากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น

          เมื่อให้สัตยาบันนั้น ประเทศสมาชิกก็มีหน้าที่ต้องออกกฎหมายภายในประเทศของตัวเองไม่ให้ขัดหรือแย้งกับ CRPD โดยก่อนให้สัตยาบัน ประเทศไทยก็ออกกฎหมายที่สอดคล้องกับ CRPD ก่อน คือ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.. 2550 หน้าที่ของประเทศสมาชิกอย่างหนึ่งก็ คือ ต้องจัดทำรายงานว่าเราได้ปฏิบัติตาม CRPD อย่างไร โดยประเทศไทยได้ส่งไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว และในเดือนเมษายน 2559 ก็จะถึงคิวที่กรรมการ CRPD ที่เจนีวาเอารายงานของประเทศไทย/รัฐบาลไทยขึ้นมาดูส่วนภาคประชาสังคมนั้นก็จะจัดทำรายงานอีกฉบับหนึ่ง คือ รายงานคู่ขนานหรือรายงานเงา ซึ่งตอนนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว คณะกรรมการ CRPD ก็จะดูจากรายงานจากรัฐบาลไทยก่อนและเปรียบเทียบกับรายงานเงา ถ้ารายงานเงาปฏิเสธว่ารายงานบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าทำนั้นไม่จริง กรรมการก็จะถามมายังรัฐบาล พูดคุยกับรัฐบาล เมื่อเสร็จแล้วกรรมการ CRPD ก็จะส่งข้อเสนอแนะมายังประเทศไทยว่า ท่านควรจะปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง ครั้งหน้าก็ขอให้ประเทศนั้นกลับมารายงานว่าได้แก้ไขหรือทำอะไรตามนั้นไปหรือไม่

          ในประเทศไทยเรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการหลายฉบับ ไม่ใช่เพียงแต่กฎหมายที่เกี่ยวกับคนพิการโดยตรง 2 ฉบับ เท่านั้น กฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องกับคนพิการและอยู่ใกล้ตัวพวกเราที่สุด คือ พรบ.สุขภาพจิตดังนั้นถ้าเราไม่แก้ไขกฎหมายภายในประเทศ พรบ.สุขภาพจิต ให้สอดคล้องกับ CRPD จึงเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้ UN จะไม่มีสิทธิจับเราเข้าคุก แต่ก็จะทำให้ประเทศไทยเสียหน้าซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ในการเมืองระหว่างประเทศรวมทั้งถ้าเราทำให้กฎหมายสอดคล้อง ประเทศอื่นก็พร้อมที่จะมาคบหาสมาคม ถ้าเราไม่ทำเราก็จะถูกประณามจากนานาประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยว นักลงทุนไม่อยากมา ประเทศต่างๆ ก็ไม่คบค้ากับเรา กลไกการลงโทษในทางระหว่างประเทศนั้นก็จะเป็นลักษณะนี้ ไม่ใช่จับเราไปเข้าคุกหรือให้เราจ่ายค่าปรับแต่อย่างใด

          แม้แต่ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พรบ.ประกันสังคม ที่เรากำลังออกมาเรียกร้องว่า ยาที่อยู่นอกบัญชีมีราคาแพง หรือ พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน ทำไมถึงไม่รวมถึง ความบกพร่องทางจิต และทำไมจิตเวชไม่เปิดให้บริการในโรงพยาบาลระดับตำบล ฯลฯ และทำไมผู้ป่วยจิตเวชต้องมาแออัดอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเดียวกัน ทั้งหลายทั้งปวงนี้มีหลักการบัญญัติอยู่ใน CRPD แล้ว

          จุดเปลี่ยนที่ทำให้ CRPD เปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงแนวคิด เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับความพิการและคนพิการนั้น ในสมัยก่อนยุค CRPD ความพิการหรือคนพิการถูกมองว่า ความพิการเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล ปัญหาของปัจเจก ศูนย์กลางปัญหาอยู่ที่คนนั้น เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ ความผิดปรกติทั้งหลายแหล่ เราโทษว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล วิธีการแก้ไขเราก็แก้ที่ตัวคนนั้นแหละ แก้ที่โรคภัยไข้เจ็บ อันนั้นคือมิติก่อน CRPD ถามว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผิด ดี ร้าย ประการใด ก็ไม่มีใครตอบได้ 100% ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของสังคมของโลกเรา เป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหาในสมัยนั้น ความบกพร่องทางจิตก็เป็นหนึ่งในความบกพร่องที่ถูกผนวกรวมอยู่ในความพิการอย่างหนึ่ง ในพรบ.ฟื้นฟูคนพิการ ก็ได้กำหนดความบกพร่องทางจิตใจหรือพฤติกรรมเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในความบกพร่อง

          ปัญหาและสาเหตุของปัญหาถูกให้ความสำคัญที่ตัวอาการ ตัวโรค ความผิดปรกติ ผู้ที่รู้ดีที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ คุณหมอ ดังนั้น คุณหมอ จึงเป็นผู้ที่สามารถวินิจฉัยได้ว่าอะไรคือความบกพร่องซึ่งจะนำไปออกใบรับรองจดทะเบียนออกบัตรประจำตัวคนพิการ ดังนั้นปัญหาเหล่านี้จึงนำมาสู่นิยามของ คนพิการ หรือ ความพิการ โดยอาศัยความรู้ การวินิจฉัยของแพทย์ ในทางวิชาการเราเรียกว่าเป็น Medical Model หรือการนิยามความพิการโดยใช้หลักหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นคนกำหนด และการบำบัดรักษาฟื้นฟู ก็เป็นการรักษาที่ตัวบุคคลตามอาการที่คุณหมอวินิจฉัยไปแล้ว

          แต่วิวัฒนาการของสังคมเปลี่ยนไป มีกระแสทางด้านสังคมวิทยามองว่า ความพิการ ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่อยู่ว่าสังคมมีกระแส มีอาการ มีเงื่อนไข ต่อบุคคลเหล่านี้อย่างไร ว่าจะเป็นการซ้ำเติม เยียวยา หรือกดดันคนเหล่านี้อย่างไร วิธีการที่ 2 นี้ เป็นการเอาเงื่อนไขทางสังคมมาผนวกรวม เพิ่มเงื่อนไขให้กับนิยาม ความพิการ วิธีคิดแบบนี้เขาเรียกว่า Social Model คือเอาเงื่อนไขทางสังคมมาชี้ความพิการ ให้ความสำคัญกับเงื่อนไขทางสังคม สะท้อนออกมาจากเจตคติ ทัศนคติ กฎหมาย สิ่งปลูกสร้าง วิถีชีวิต ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลทำให้เกิดหรือไม่เกิดความพิการ ซ้ำเติมให้เกิดความพิการ ส่วนการวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบว่าวินิจฉัย บำบัด หรือฟื้นฟูได้ก็เท่านั้น แต่อีกส่วนสำคัญมันอยู่ที่วัฒนธรรม เทคโนโลยี สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการต่างๆ ที่จะช่วยให้ความบกพร่องกลายเป็นความพิการ กลายเป็นขาวหรือกลายเป็นดำขึ้นมา

          ดังนั้นความพิการในความหมายแบบ Social Model จึงหมายถึงระดับของความสามารถหรือระดับของการมีส่วนร่วมในสังคม ถ้าเรามีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับสังคมมากก็คือ ความพิการน้อย ถ้ามีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับสังคมน้อยก็คือ ความพิการมาก ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับระดับความบกพร่องที่เป็นอยู่ก็ได้ เช่น มีคนพิการทางจิตสังคมทำงานอยู่ในตำแหน่งระดับสูงและไม่มีคนอื่นรู้ ก็ทำงานไปได้ปรกติ อย่างปรกติสุข แต่พอวันหนึ่งทำยาตก คนอื่นไปสืบรู้ว่าเป็นคนพิการทางจิต ก็ทำให้คนในที่ทำงานกลัว รังเกียจ ไม่อยากทำงานด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความพิการไม่ได้สอดคล้องกับความบกพร่องทางการแพทย์เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับสังคมด้วยว่าเมื่อก่อนที่ไม่รู้อยู่ได้ไม่มีปัญหา พอวันนี้กลับรู้สึกเปลี่ยนไป ความรู้สึกของสังคมแบบนี้เรียกว่า เวทนานิยม

          Social Structure ถ้าเรายอมรับยอมจำนนต่อเงื่อนไขทางสังคม คนๆ นั้นเชื่อความคิดของสังคมที่มีต่อเราแบบนั้น ก็กลายเป็นสูตรสำเร็จรูปของความพิการ แต่หากคนๆ นั้นขัดขืนไม่เชื่อก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ว่าความพิการนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาเท่านั้นแต่อยู่ที่สังคมด้วย

          ผมชอบคำว่า คนพิการทางจิตสังคม เพราะถ้าเราเรียกว่า ผู้บกพร่องทางจิต อย่างเดียว มันจะไม่ได้เอาสังคมเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเราเอาคำว่า คนพิการทางจิตสังคม เข้าไปจับ เราก็จะเห็นความสัมพันธ์กับสังคม

          ยุค CRPD เป็นยุคที่คนไม่พอใจเงื่อนไขทางสังคมซึ่งเพิ่มความพิการให้แก่คนที่เขามีความบกพร่อง อะไรก็แล้วแต่... ภาษากลางอย่างอื่นที่ใช้เรียกแทนความบกพร่องเราเรียกว่า Characteristic เรียกเป็นภาษาไทยว่า บุคลิกลักษณะซึ่งอาจจะกลายเป็นบวกหรือลบก็ได้ แต่ถ้าเราใส่คำว่า impairment หรือความบกพร่องก็จะกลายเป็นลบ... ถามว่ามนุษย์นั้น เรามีใครบ้างที่ไม่มี impairment ก็คงจะไม่มีเลย คือ เมื่อไหร่ที่เราเอาทัศนคติทางสังคมใส่เข้าไป ที่เป็นลบน้อยอาจจะกลายเป็นลบมาก จริงๆ แล้วมันก็คือแค่ลักษณะที่สังคมใส่ไปให้ก็เท่านั้น เช่น สีผิวดำ เป็น Characteristic แต่พอใส่ความกลัว ความรู้สึกเข้าไป ก็กลายเป็น พวกผิวดำ กลายเป็นลบ ก็จึงมีคนผิวดำเขียนหนังสือว่า Black is Beautiful ดังนั้นจะเป็นว่าเราไปทำอะไรกับ ความบกพร่อง ไม่ได้มากเพราะบางทีมันเป็นถาวรแก้ไขไม่ได้ แต่ เงื่อนไขทางสังคม มันไม่ไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะจัดการได้ ซึ่ง เงื่อนไขทางสังคมร้ายแรง รุนแรงกว่าความบกพร่องมากกว่าอีก ทำให้สีผิว กลายเป็น คนผิวดำ แต่แก้ไขได้

          จากเรื่องดังกล่าวทำให้คนมารวมตัวกัน รวมกลุ่ม บอกว่า enough is enough บอกว่า คนพิการทางจิตสังคมจะมายอมรับยอมจำนนต่อ เงื่อนไขทางสังคม แบบนี้ไม่ได้ พอรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้นมาก็อยากจะนิยาม ความพิการ ขึ้นมาใหม่อีก ไกลกว่ Social Model อีก ว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ลักษณะหรืออัตลักษณ์ของบุคคล กับ สภาพแวดล้อมหรือสังคม เป็นแนวคิดว่า ความบกพร่องถูกกำหนดโดยนักวิชาชีพ ส่วนดีชั่วถูกกำหนดโดยสังคม กลายเป็นว่าความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเลย ดังนั้นก็เลยคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด ต้องทวงคืนสิ่งเหล่านี้มา แต่ไม่ได้ปฏิเสธการรักษาการบำบัด แต่ขอทวงคืนศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของ CRPD

          ความพิการใน CRPD ก็ต่อยอดมาจาก Social Model... CRPD เชื่อว่าความพิการเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ความบกพร่อง โดยเฉพาะความบกพร่องที่มีลักษณะเป็นการถาวร กับสภาพแวดล้อมหรืออุปสรรคภายนอก ก่อให้เกิดปัญหา ความกดดัน ความเสียเปรียบ... และ CRPD ต่อยอดไปถึงว่าคนพิการไม่ได้เป็นวัตถุแห่งการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นตัวกลางหรือตัวการของปัญหา ในสมัยก่อนยุค CRPD คนพิการเป็นตัวกลางหรือตัวของปัญหา ปัญหาอยู่ที่ตัวคน CRPD มองว่าคนพิการเป็นตัวตนที่จะต้องได้รับความเคารพใช้สิทธิและศักดิ์ศรีได้เช่นเดียวกับคนอื่น ความบกพร่องก็มีอยู่ทุกคน บกพร่องมากหรือน้อยก็มีอยู่ทุกคน ก็รักษาบำบัดกันไป แต่ต้องไม่สูญเสียความเป็นเจ้าของสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

          CRPD มองว่าปัญหาที่ใหญ่กว่าความบกพร่อง อยู่ที่ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ปัญหาที่แท้จริงอีกอย่างคือ การไม่สามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคม เช่น บริการ หรือยา ปัญหาอีกอย่างที่ CRPD มองก็คือว่า การที่คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวกับบริการซึ่งเกี่ยวกับชีวิตของเขาโดยตรง เขาเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ ดังนั้นถ้าเราสามารถแก้ปัญหาหลัก 3 อย่างโดยใช้การขจัดการเลือกปฏิบัติ (Anti-Discrimination) การเข้าถึงสภาพแวดล้อม บริการต่างๆ (Accessibility) และการมีส่วนร่วม (Participation) เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องความพิการ และคนพิการได้

          ต่อจากนี้จะพูดถึงว่า CRPD ได้กล่าวถึง คนพิการทางจิตสังคม ไว้อย่างไร จนหลายคนแปลกใจว่า ได้พูดถึงคนพิการทางจิตสังคมไว้ใน CRPD ไว้หลายแห่งโดยไม่เอ่ยถึงคำนี้ไว้โดยตรงเลย หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาเรื่อง การเลือกปฏิบัติ จากสังคม หรือ ทัศนคติของสังคมที่มีต่อเรา คือ พวกเราที่จัดการตนเองได้ รวมตัวกันเหนียวแน่นเข้มแข็ง ต้องบอกต่อสังคมว่า คนพิการทางจิตสังคม ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย สามารถจัดการตัวเอง พวกพ้อง สังคมได้ ก็เหมือนกับคนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำความเดือดร้อนผู้อื่น มันเป็น อาการ ต่างหากที่ไปทำร้ายพวกเขา แต่ ความพิการทางจิตสังคม ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเราต้องค่อยๆ บอกต่อสังคมว่า เรา ไม่ได้เป็นสิ่งน่ากลัว เลวร้ายต่อสังคม แต่การเลือกปฏิบัติ การทุจริต การคอรัปชั่นต่างหากที่เป็นสิ่งเลวร้าย ส่วน disability ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย ทั้งนี้ การให้ความรู้ต่อสังคม Public Awareness เป็นเรื่องสำคัญ

          CRPD ไม่ได้สนใจว่า คนพิการจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนพิการหรือออกมาแสดงตัวหรือไม่ เพราะไม่ว่าเขาจะแสดงตนหรือไม่ก็ตามเขาต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนไม่พิการ ส่วนการที่เราต้องรณรงค์ให้ออกมาแสดงตนนั้นเพื่อไม่ให้สังคมอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ หวาดกลัว รังเกียจ ว่าตัวตนของเราเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการแก้ปัญหา ดังนั้นเราจึงต้อง เสริมพลัง ให้ตัวเอง ให้เพื่อน ให้กันและกัน การ เสริมพลัง (Empower) ให้กันและกัน นั้นจะทำให้การรักษานั้นดีขึ้น โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีปัญหา ความเข้าใจ หัวอกเดียวกัน ช่วยกัน จะมีพลังอำนาจมาก ช่วยให้พลานุภาพการรักษาดีขึ้นมาก (อาจจะไม่ใช่ว่าดีกว่าหรือใกล้เคียงกับการรักษาทางการแพทย์)รวมทั้งเสริมพลังให้สังคมมีความเชื่อมั่น ไม่เลือกปฏิบัติซึ่งมาจากสาเหตุของความกลัว ไม่กล้า คิดว่าตัวเรานั้นดีที่สุด กีดกันคนอื่น คิดว่าคนอื่นไม่ดี

 

อ่านต่อ >> ตอนที่ 2

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: