อาการโรคทางจิตที่ไม่รู้

-A +A

ข้าพเจ้านายสมพงษ์ รัตนชวานนท์ เกิดปี พ.. 2502 เป็นบุตรคนที่ 6 ของนายสิทธิชัยและนางบุญเรือง บิดามารดาของข้าพเจ้าเป็นชาวเวียดนาม และได้อพยพมาอยู่ที่ประเทศไทย และได้ถือกำเนิดข้าพเจ้ามา

          ข้าพเจ้ามีความบกพร่องทางร่างกาย ตอนที่ข้าพเจ้าอายุได้ 2 ขวบ ซึ่งในสมัยก่อนการแพทย์ยังไม่ทั่วถึง ยังไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เหมือนปัจจุบัน จึงทำให้ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคโปลิโอที่ขาขวา แต่ความบกพร่องไม่มีผลต่อการใช้ชีวิตของข้าพเจ้า จนข้าพเจ้าศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากศึกษาจบข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาและมารดาที่จังหวัดนครพนมจนถึงอายุ 2O ปี จนกระทั่งได้มาเจอนางวาสนา หญิงอันเป็นที่รักของข้าพเจ้า แต่ความรักก็มีอุปสรรคเพราะความแตกต่างทางฐานะ บิดามารดาของข้าพเจ้าไม่ยินยอมให้แต่งงาน ทำให้ข้าพเจ้าคิดน้อยเนื้อต่ำใจ จึงนำไปสู่การทำร้ายร่างกายตัวเอง โดยการกรีดข้อมือเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดามารดาและให้เกิดความเห็นใจ จากนั้นทางบ้านจึงยินยอมให้แต่งงานกันเมื่อปี พ.. 2522

          หลังจากแต่งงานข้าพเจ้ากับภรรยาได้เปิดร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ประมาณ 6 เดือน กิจการเริ่มไปด้วยดีแต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น บิดาของข้าพเจ้าได้ผลักไสไล่ส่งข้าพเจ้าและภรรยาออกจากบ้าน โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ข้าพเจ้าย้ายมาอยู่กับอาของภรรยา จากนั้นได้เริ่มประกอบอาชีพใหม่อีกครั้ง โดยการเปิดร้านขายโจ๊กได้ประมาณ 2 ปี ภรรยาของข้าพเจ้าตั้งครรภ์บุตรชายคนแรกของครอบครัว จึงเกิดความคิดที่จะย้ายถิ่นฐานจากจังหวัดนครพนมเข้าสู่จังหวัดสระแก้ว โดยไปอาศัยอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่อำเภอวังน้ำเย็น และได้เปิดร้านซ่อมจักรยาน พร้อมกับเปิดร้านขายของหวาน ได้ประมาณ 6 เดือน ทางเจ้าของบ้านได้เอาที่คืน จึงทำให้ต้องย้ายที่อยู่อาศัยและหยุดกิจการร้านซ่อมจักรยาน มาช่วยภรรยาขายของหวาน อยู่ได้ 3 ปี ก็ได้ไปเริ่มเรียนการตัดเย็บกันสาดและผ้าม่านจนมีประสบการณ์ และได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง ส่วนภรรยาได้เปลี่ยนมาเปิดร้านขายโจ๊กในช่วงเช้า และในช่วงเวลานี้ข้าพเจ้าได้บุตรชายคนที่ 2 และกิจการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

          เมื่อปี พ.. 2535 ข้าพเจ้าและภรรยาได้ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำครั้งร้ายแรงทำให้ข้าพเจ้าและภรรยาเกือบเสียชีวิต รักษาตัวอยู่ 1 เดือน ภรรยาของข้าพเจ้าถูกดามเหล็กที่หลัง ส่วนข้าพเจ้าได้รับการผ่าตัดที่กระบังลมและตัดม้ามทิ้ง 1 ข้าง กระดูกซี่โครงหัก 9 ซี่ จึงทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ ทำให้เกิดความเครียดและดื่มเหล้าอย่างหนักจนกระทั่งทำให้ร่างกายไม่สามารถรับได้ และทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ตัวว่าข้าพเจ้าเป็น โดยนิสัยส่วนตัวของข้าพเจ้าเป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ชอบพบปะผู้คน มีอาการหวาดระแวง และหูแว่วบ่อยครั้ง จนทำให้บิดามารดาพามารักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญา พร้อมกับกินยารักษามาเรื่อยๆ และเนื่องจากสภาพร่างกายไม่แข็งแรงและไม่พร้อม ข้าพเจ้าจึงได้ย้ายมาทำงานกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ ช่วยดูงานเช็คสต็อกที่โกดัง จนสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง และได้ย้ายไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเซ้งร้านราดหน้าของน้องสาวภรรยา ข้าพเจ้าสามารถช่วยภรรยาทำงานได้ในระดับหนึ่ง

          ในช่วงระยะเวลา 1O ปี กิจการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้าพเจ้ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องอยู่จนทำให้บางครั้งความรักและความผูกพันระหว่างข้าพเจ้ากับบุตรทั้งสองดูมีระยะห่าง ข้าพเจ้ามีอาการทางจิตกลับมาทุกๆ หนึ่งปี มีการทำร้ายภรรยาทุกครั้งที่เกิดอาการ แต่ข้าพเจ้าไม่เคยจำได้ว่าข้าพเจ้ากระทำอะไรกับภรรย จากการบอกเล่าของบุตรคนเล็กว่า ข้าพเจ้าได้ทำร้ายร่างกายภรรยาเกือบถึงขั้นเสียชีวิตด้วยการใช้มีดไล่แทงบ้าง และได้บีบคอตอนภรรยานอนหลับ จนทำให้บุตรชายคนเล็กโมโหทำร้ายร่างกายข้าพเจ้าคืน ทำให้ข้าพเจ้าสงสัยว่าได้กระทำเรื่องร้ายแรงถึงขั้นนั้นเลยหรือ ทำให้ข้าพเจ้าต้องมานั่งคิด และปรับตัวเองพยายามไม่คิดมากถึงการกระทำของตัวเองที่ผ่านมา ได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อไม่ให้เกิดประสบการณ์ที่เลวร้ายอย่างที่แล้วๆ มา แต่กระนั้นก็ยังมีเรื่องเลวร้ายกลับคืนมาเมื่อบุตรชายคนโตได้ย้ายจากกรุงเทพฯเข้ามาอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าพเจ้ากลับมามีอาการทางจิตอีกครั้ง ซึ่งบุตรคนโตยังไม่เข้าใจว่า ข้าพเจ้ามีปัญหาทางจิตที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ทำให้ข้าพเจ้ามีปากเสียงกับบุตรชายคนโตมาตลอดหนึ่งปีแรก

          เวลาผ่านไปปีที่สอง บุตรชายคนโตได้ทราบแล้วว่า ข้าพเจ้ามีอาการป่วยทางจิตที่ต้องทำการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ขณะนั้นบุตรชายคนเล็กได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯก็ทำให้เกิดปัญหากับบุตรชายคนโตทุกครั้ง เพราะว่าบุตรชายคนเล็กไม่อยู่เป็นคนกลางระหว่างข้าพเจ้ากับบุตรชายคนโต จนกระทั่งข้าพเจ้าเกิดอาการทางจิตเพราะไม่ได้รับประทานยาตามคำสั่งหมอ ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีกครั้งกับบุตรชายคนโตถึงกับทำร้ายร่างกายข้าพเจ้าอีกครั้งเหมือนบุตรชายคนเล็ก ซึ่งจากการบอกเล่าของบุตรชายคนโตได้เล่าว่า ข้าพเจ้าได้ทำร้ายภรรยาอีกครั้งแต่เหตุการณ์นี้หนักกว่าครั้งที่บุตรชายคนเล็กอยู่ด้วย ข้าพเจ้าใช้มีดจะแทงภรรยาขณะกำลังค้าขายในตลาด ซึ่งมีบุคคลภายนอกนับร้อยกว่าชีวิตได้เห็นเหตุการณ์การกระทำของข้าพเจ้า ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้โทรแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาห้ามไว้ และได้ทำการมัดข้าพเจ้านำส่งตัวไปที่โรงพยาบาลศรีธัญญาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะว่าข้าพเจ้าได้อยู่รักษาในโรงพยาบาล ได้อยู่กับผู้ป่วยทางจิตอื่นๆ ได้รับการรักษาด้วยการใช้ไฟฟ้า จนทำให้กลับมามีสติอีกครั้ง

          เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดว่า อาการโรคทางจิตช่างร้ายแรงต่อครอบครัวและคนใกล้ชิด ข้าพเจ้าได้พยายามเลิกสุรา เพื่อไม่ให้สุรานั้นไปหยุดยาที่ได้รับประทานตามแพทย์สั่งให้ทานเป็นประจำ ปัจจุบันข้าพเจ้าได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข และครอบครัวก็รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พยายามเลิก เราคุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้นจนปัจจุบันเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

 

            ข้าพเจ้าอยู่กับปัญหาที่ร้ายแรงมานาน ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า อาการโรคทางจิตนี้ เป็นอาการรูปแบบหนึ่งของโรคลมชัก

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: