ทีน่า Tina Minkowitz

-A +A

คุยกับผู้อ่าน

          คอลัมน์เรื่องจริงไม่อิงนิยายนี้ได้นำเสนอเรื่องราวผู้มีประสบการณ์กับโรคจิตเวชตั้งแต่ลอรี่ซึ่งมีชีวิตเพียบพร้อม จนถึงหญิงเร่ร่อนที่ป่วยอยู่ข้างถนนในเจนไน ประเทศอินเดีย วกกลับมาสหรัฐอเมริกา เรื่องของแพต ดีแกน ซึ่งผ่านประสบการณ์อันหนักหนาจนฟื้นคืนมาเป็นผู้นำแนวคิดการคืนสู่สุขภาวะซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลกในปัจจุบัน จบปริญญาเอกทางจิตวิทยา เป็นนักพูด นักฝึกอบรม นักเคลื่อนไหว และมีผลงานสำคัญๆ หลายอย่าง

          ต่อไปนี้เรายังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่เวทีของคนที่จะนำเสนอครั้งนี้โดดเด่นอยู่ที่สหประชาชาติ ในแวดวงของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งครอบคลุมถึงคนพิการทางจิตสังคมด้วย ประสบการณ์และแนวคิดของเธออาจแปลกใหม่สำหรับแวดวงจิตเวชไทย แต่เชื่อว่าผู้ป่วยและคนพิการทางจิตสังคมหลายคนก็อาจเคยมีประสบการณ์และเคยคิดทำนองนี้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคน และคอลัมน์นี้อยากนำเสนอ เพื่อจุดประกายการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิของผู้อ่านแต่ละคน จึงขอแนะนำเรื่องจริงไม่อิงนิยาย ของทีน่า มินโควิตซ์ ซึ่งเราได้พบเธอและพูดคุยสัมภาษณ์ แต่คำสัมภาษณ์นั้นจะนำเสนอภายหลัง ขอเริ่มด้วยบล็อกที่เธอเขียนถึงวุฒิสมาชิกฮาร์คิน เรื่องราวอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการของข้าพเจ้า

 

ทีน่าคือใคร

          เราจะค่อยๆ เรียนรู้ตัวตนของเธอจากงานเขียนและคำสัมภาษณ์ แต่เบื้องต้นนี้ขอแนะนำว่า ทีน่า มินโควิตซ์ เป็นประธานและผู้ก่อตั้งศูนย์เพื่อสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้และผู้อยู่รอดจิตเวช (Center for the Human Rights of Users and Survivors of Psychiatry) เป็นทนายความและเป็นนักเคลื่อนไหวผู้อยู่รอดจากจิตเวช และเป็นตัวแทนของเครือข่ายโลกของผู้ใช้และผู้อยู่รอดจตเวช (World Network of Users and Survivors of Psychiatry) ในการร่างและเจรจาต่อรองเนื้อหาของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) คุณทีน่าได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอนุสัญญดังกล่าว และได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบทบาทในการบัญญัติมาตราต่างๆ อันมีผลกว้างไกล ร่วมกับคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยกันเพื่อทำให้ทุกอย่างนั้นเป็นไปได้

 

บล็อกถึงวุฒิสมาชิกฮาร์คินเมื่อ 24 เมษายน 2014

วุฒิสมาชิกฮาร์คินที่รัก

          ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องราวของข้าพเจ้าไม่เหมือนกับเรื่องราวอื่นๆ ที่ท่านจะได้ยินได้ฟัง ข้าพเจ้าเล่าเรื่องการไม่ให้ความยุติธรรมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับการปรับปรุงหากสหรัฐฯให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการและนำอนุสัญญาไปใช้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกกีดขวางด้วยข้อสงวนหรือโดยคำประกาศและความเข้าใจอันเทียบเท่ากับการมีข้อสงวน และนี่ยังเป็นเรื่องราวของการปลุกความหวังขึ้นในโลก ซึ่งคราวนี้ประเทศอื่นๆ ได้นำไปก่อน ไม่ใช่สหรัฐ ความหวังสำหรับอนาคตที่เราทุกคนภาคภูมิใจได้

          หลายปีมาแล้ว นานเกินกว่าที่ข้าพเจ้าอยากจะจำ ในปี 1977 ข้าพเจ้าถูกจู่โจมจับไปจากถนนที่ข้าพเจ้ากำลังเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินและขังไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช พ่อแม่ของข้าพเจ้ายุยงส่งเสริมเรื่องนี้โดยอ้างว่า ข้าพเจ้ากำลัง หนี จากพวกเขา ข้าพเจ้าอายุสิบแปดกว่าๆ กำลังเดินกับพ่อแม่ และหงุดหงิดที่พวกเขาพาข้าพเจ้าไปพบจิตแพทย์มา จิตแพทย์คนนั้นปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเสมือนเป็นกรณีที่จะต้องวิเคราะห์ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาแนะนำให้พ่อแม่จับข้าพเจ้าเข้าไประหว่างที่เขาพูดคุยกับพวกเขาตามลำพัง

          นี่เริ่มต้นฝันร้ายในชีวิตข้าพเจ้า คืนนั้นข้าพเจ้าถูก จอง คือ ถูกขนย้าย ถูกกักไว้ในที่หนึ่งแล้วก็อีกที่หนึ่ง จนในที่สุดตอนใกล้รุ่ง ข้าพเจ้าก็ถูกจับเข้าคิงเคาตี้ในบรุ๊คลิน สถานที่นั้นคงจะเต็ม เพราะหลังจากถอดเสื้อผ้าข้าพเจ้าแล้วเอาชุดโรงพยาบาลสีฟ้าขาวมาใส่ให้ (กลับหน้าเป็นหลัง หลังเป็นหน้า) ข้าพเจ้าก็ถูกพาไปยังเตียงซึ่งสูงผิดปกติในห้องที่มีหญิงอื่นอยู่สองสามคน ข้าพเจ้าร้องไห้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความกลัว

          วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าถูกสั่งให้เข้าแถวกับคนอื่นๆ เพื่อรับยา และข้าพเจ้าตะกุกตะกักปฏิเสธออกมา พยาบาลได้ยินก็หัวเราะและพูดว่า เราจะดูว่าพรุ่งนี้เธอจะพูดอะไรน้ำเสียงของเธอแฝงนัยข่มขู่ และความมั่นใจง่ายๆ นั้นทำให้ข้าพเจ้าหนาว สักช่วงหนึ่งของวันนั้น ข้าพเจ้าละทิ้งตัวตนของข้าพเจ้าเอง และเริ่มเห็นตนเองอย่างที่พวกเขาเห็น คือ เป็นคนบ้าที่สิ้นไร้พลังหมดสิ้นความหวัง การต่อต้านขัดขืนนั้นเปล่าประโยชน์

          ยาทำให้กระบวนการสิ้นหวังอันมีผลในทางทำลายที่เกิดขึ้นภายในตัวข้าพเจ้าเสร็จสมบูรณ์ และทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นอะไรที่ปลอมๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จักตัวเองอีกต่อไป ข้าพเจ้าอยู่รอดในฐานะที่เป็นเสียงเล็กๆ ข้างในตน และการมองโลกในแง่ดีซึ่งด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งไม่มีอะไรสั่นคลอนได้ ทำให้ข้าพเจ้าอยู่รอดและแสวงหาหนทางหนึ่งที่จะผ่านออกมา

          เรื่องราวยังมีอีก แต่ข้าพเจ้าจะเดินหน้าเร็วๆ ไปยังปี 2002 ถึงปัจจุบัน เมื่อข้าพเจ้าได้รับโอกาสอันอัศจรรย์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการร่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ นี่เป็นเรื่องผิดปกติทางประวัติศาสตร์ ที่บัณฑิตใหม่จากวิทยาลัยกฎหมายและนักเคลื่อนไหวรากหญ้าจะปลูกปั้นกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะหัวหน้าผู้แทนองค์กรโลกที่เรียกว่า เครือข่ายโลกของผู้ใช้และผู้อยู่รอดจิตเวช (World Network of Users and Survivors of Psychiatry) เราระเบิดขึ้นมาร่วมกันกับชุมชนคนพิการทั้งมวลและรัฐภาคีของสหประชาชาติ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ในกระบวนการปรึกษาหารือสี่ปี เสาะหาความยุติธรรมแบบเห็นการณ์ไกลสำหรับคนพิการทุกคน รวมทั้งตัวข้าพเจ้าที่ถือว่าพิการเพียงเพราะการติดป้ายทางจิตเวช และด้วยเหตุนี้ถูกนับว่า เป็นคนพิการภายใต้พระราชบัญญัติคนพิการแห่งสหรัฐฯตลอดจน CRPD และมาตรฐานอื่นๆ ของสหประชาชาติ

          จุดหมุนของสิ่งที่เรียกกันว่าการเปลี่ยนกรอบความคิดในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ คือ ข้อที่ 12 อันว่าด้วยความสามารถทางกฎหมาย อันเป็นบทบัญญัติหนึ่งที่เครือข่ายโลกของผู้ใช้และผู้อยู่รอดจิตเวช (WNUSP) ร่วมกับองค์กรการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนานาชาติ (Inclusion International) ซึ่งองค์กรหลังเป็นองค์กรตัวแทนคนพิการทางสติปัญญาและครอบครัว

          ความสามารถทางกฎหมายกลายเป็นจุดหมุนเพราะเราทุกคนล้วนตระหนักว่าเป็นไปได้ที่จะแยกแยะระหว่างการสนับสนุนที่บุคคลหนึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับเพื่อแสดงเจตจำนงและความชอบของตน กับการแทนที่เจตจำนงของบุคคลนั้นอันเป็นการปฏิเสธความเป็นบุคคลอิสระและศักดิ์ศรีอันมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา ข้อบทที่แวดล้อมความสามารถทางกฎหมายอยู่ คือ ข้อบทที่ 14 อันว่าด้วยสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล ข้อบทนี้ห้ามการขจัดสิทธิอย่างเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความพิการ รวมทั้งการบังคับรักษาในสถานบริการทางจิตเวช และบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิที่จะได้รับความเคารพในบูรณภาพของบุคคล และการยินยอมโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนรับบริการดูแลสุขภาพ บทบัญญัติเหล่านี้แต่ละข้อและโดยรวมห้ามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในปี 1977

          อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการยังบรรจุอะไรไว้อีกมาก เป็นภาพที่เกิดจากการถักทอแบบแผนหลายอย่างไว้ด้วยกัน อันเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ของคนพิการหลากหลายเขตหลากหลายภาคส่วน จากเอ็นจีโออย่างดับเบิลยูเอ็นยูเอสพี ทั้งจากคนที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนรัฐบาลหรือการปรึกษาหารือจากประเทศของตน บทบัญญัติอื่นๆ ที่ดับเบิลยูเอ็นยูเอสพีมีส่วนรวมถึงหลักการเรื่องความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองของปัจเจกบุคคล รวมถึงเสรีภาพที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง สิทธิที่จะมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่เพียงพอสำหรับตนและครอบครัว สิทธิที่จะเลือกว่าจะอยู่ที่ไหนอยู่กับใคร สิทธิที่จะทำงานซึ่งรวมถึงการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผลและการนำหลักการไม่เลือกปฏิบัติมาใช้ในสถานประกอบการทุกแห่งเพื่อว่าจะไม่มีข้อกำหนดยกเว้นให้มีที่ทำงานในอารักษ์ซึ่งแสวงประโยชน์จากคนพิการ

          การละเมิดสิทธิที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการซึ่งข้าพเจ้าแจกแจงมาทั้งหมดนี้ยังมีอยู่ในสหรัฐฯและหลายอย่างก็ได้รับการสนับสนุนและอยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ รวมทั้งกฎระเบียบตลอดจนการตีความกฎระเบียบเหล่านั้นของรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการมีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายของเรา และภายใต้ข้อบทที่ 4 ของอนุสัญญาฯ สหรัฐฯมีพันธะกรณีที่จะต้องทำให้กฎหมายของตนสอดคล้องกับอนุสัญญาฯ แต่ทั้งฝ่ายบริหารและวุฒิสภาได้ขัดขวางสนธิสัญญานี้ด้วยข้อสงวน ความเข้าใจและคำประกาศมากมาย รวมทั้งข้อสงวนเกี่ยวกับเรื่องที่ครอบคลุมโดยกฎหมายของมลรัฐ และคำประกาศว่าที่มีข้อสงวนนั้นเพราะกฎหมายของสหรัฐทำตามหรือล้ำหน้ากว่าพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญานี้

          ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า สหรัฐจะซ่อมสร้างข้อผิดพลาดที่กำลังทำต่อคนพิการในตอนนี้ได้อย่างไร สิ่งซึ่งจะดำเนินต่อไปยาวนานตราบที่กฎหมายของเราไม่เปลี่ยน สหรัฐจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ที่อนุสัญญาฯ เสนอให้เพื่อปรับปรุงอย่างไร? หรือการให้สัตยาบันของเรา หากเกิดขึ้น ก็เป็นเพียงวิถีทางที่จะตีว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจมีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนบางด้านต่ำกว่าเรา?

          ข้าพเจ้าขอเรียนให้ทราบเรื่องบางด้านซึ่งสหรัฐฯอาจเรียนรู้จากงานที่ทำในประเทศอื่นๆ ได้ เปรู อินเดีย และคอสตาริก้าล้วนนำหน้าเราในเรื่องการนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการไปใช้ คอสตาริก้าได้ร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งซึ่งกำลังพิจารณากันในสภาผู้แทนราษฎร (แม้ว่าถูกหน่วงเหนี่ยวไว้จนถึงบัดนี้) กฎหมายฉบับนี้จะปิดฉากการยอมรับให้มีความไร้สมรรถภาพทางกฎหมายและการมีผู้อนุบาล แล้วกลับตั้งระบบที่ให้การสนับสนุนความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองของปัจเจกบุคคล อินเดียร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิคนพิการโดยมีกระบวนการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางกับองค์กรภาคประชาสังคม โดยองค์กรคนพิการมีส่วนอย่างสำคัญ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้รัฐบาลมีพันธกรณีที่จะค่อยๆ เลิกล้มการบังคับรักษาและขจัดรูปแบบการมีผู้อนุบาลส่วนใหญ่เสีย พร้อมกันนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าบุคคลใดที่ต้องการหลุดจากการมีผู้อนุบาลจะได้รับความพอใจ น่าเสียดายที่กฎหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นใหม่ แล้วเอาจุดยืนที่ก้าวหน้าออกไป จนไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของสิทธิอีกต่อไป แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราอาจหวังว่าจะได้รับการฟื้นฟูขึ้น บางทีผลของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกรรมการสิทธิคนพิการเมื่ออินเดียได้รับการทบทวนอาจจะนำจุดยืนแบบเดิมกลับมาก็ได้ ในเปรู ขบวนการคนพิการประสบความสำเร็จในการใส่บทบัญญัติสำคัญลงไปในกฎหมายสิทธิคนพิการที่ครอบคลุม เรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตรงกันข้ามกับระบบกฎหมายจารีตประเพณีของเราซึ่งรับมรดกมาจากอังกฤษ ในประเทศที่ถือระบบประมวลกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือขั้นรากฐานที่บรรจุบทบัญญัติเรื่องความสามารถทางกฎหมายไว้ เมื่อกรรมการสิทธิคนพิการได้ออกข้อคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 1 เกี่ยวกับข้อบทที่ 12 (การยอมรับว่าเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย) เจาะจงบรรทัดฐานและพันธกรณีที่รัฐต้องทำเกี่ยวกับความสามารถทางกฎหมาย ชาวเปรูก็เตรียมพร้อมที่จะปฏิรูปในเรื่องนี้

          สหรัฐฯไม่อาจเสาะหาทางที่จะเป็นครูและผู้นำเท่านั้น ต้องถ่อมตัวลงยอมรับจุดที่บกพร่องและตรงที่อาจเรียนรู้จากประเทศอื่นๆ ในโลกความพิการ สิทธิของคนที่ถูกติดป้ายว่าพิการทางจิตเป็นความบกพร่องอันน่าละอายของสหรัฐฯ ทั้งที่มีรายงานให้ข้อคิดใหม่ๆ ของสภาคนพิการแห่งชาติ (National Council on Disability) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2000 ที่ชื่อว่า จากเอกสิทธิมาสู่สิทธิ: คนที่ถูกติดป้ายว่าพิการทางจิตพูดเอง สหรัฐฯยอมทิ้งบทบาทผู้นำและเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของสภาคนพิการแห่งชาติที่ให้ตั้งข้อสงสัยการบังคับรักษาทั้งในฐานะผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก แล้วเคลื่อนไปสู่ระบบสุขภาพจิตที่เต็มใจรับการรักษาอย่างสมบูรณ์ ตรงกันข้ามเราเห็นการบังคับรักษามากขึ้นทั้งแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก เติมเชื้อไฟโดยการเหมารวมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังว่าเราเป็น พวกนั้น ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ และก็อ้างกันอย่างนี้ตลอดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กดไว้ได้มากขึ้น การทำอย่างนี้ส่งผลต่อทุกคน ในกรณีของเรา การกดไว้นั้นทำแบบเงียบๆ และเคลือบน้ำตาลโดยทำให้เราเงียบเสียง เงียบทั้งเรื่องราวของเราและการต่อต้านของเรา เพื่อเรื่องราวทางการ คือ การให้ความช่วยเหลือแก่คนซึ่งโชคร้ายไม่รู้ว่าอะไรจำเป็นสำหรับตน เราทุกคนก็คุ้นเคยกับคติแบบพ่อเป็นใหญ่นี้ดี นี่เป็นโฉมหน้าของลัทธิล่าอาณานิคมต่อคนพื้นเมือง และเป็นภาพของชายเป็นใหญ่เหนือเด็กหญิงและสตรี และคนข้ามเพศ ในด้านความพิการ คติแบบพ่อเป็นใหญ่กำลังยึดที่มั่นสุดท้าย

          อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการสามารถช่วยเราให้การศึกษาผู้คนให้พ้นจากอวิชชาและความกลัว ในข้อคิดเห็นทั่วไปเกี่ยวกับความสามารถทางกฎหมาย กรรมการ สิทธิคนพิการตัดสินเด็ดขาดที่จะปฏิเสธการใช้อำนาจเยี่ยงบิดาบังคับหรือการตัดสินใจแทน รวมทั้งการใช้แนวคิดอย่าง ความสามารถทางจิต หรือ จิตวิปลาส เพื่อที่จะตัดสิทธิที่จะใช้ความสามารถทางกฎหมายของบุคคล รวมทั้งสิทธิที่จะตัดสินใจเรื่องการบำบัดรักษาทางการแพทย์ กรรมการรับรู้ว่าการบังคับรักษาทางจิตเวชเป็นการปฏิบัติซึ่งก่อให้เกิดทุกข์มากทีเดียวและละเมิดสิทธิที่จะเป็นอิสระจากการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่ดี ในข้อคิดเห็นทั่วไปเรียกร้องให้ล้มเลิกกฎหมายหรือนโยบายที่จะยอมให้ปฏิบัติเยี่ยงนี้ รวมทั้งบทบัญญัติที่พบในกฎหมายสุขภาพจิตทั่วโลก เหตุใดสหรัฐฯยืนอยู่นอกพิมพ์เขียวเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งมองไปข้างหน้าเล่า?

          ในฐานะสังคม เราจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องได้รับการเยียวยา การเถียงกันสองพรรคไม่เพียงด้วยเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แต่หลายๆ ประเด็นได้ปิดบังการที่บรรษัทเข้ามาฮุบซึ่งดูเหมือนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว คนธรรมดากำลังทนทุกข์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมขณะที่เสรีภาพของปัจเจกบุคคลพร้อมๆ กับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีหดแคบเข้า การล่วงล้ำเข้าไปในชีวิตและชุมชนอย่างไม่ยุติธรรมของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่เห็นคุณค่าคนหนุ่มสาวที่มีผิวสี เป็นการทำลายล้างโครงสร้างของชีวิตและความสามารถไว้วางใจของคน ขณะที่อำนาจรัฐบาลที่จะทำดีโดยจัดหาสิ่งจำเป็นทางสังคมและเศรษฐกิจให้นั้น คนมักไม่ไว้ใจและมักถูกปฏิเสธทั้งที่มีกฎหมายว่าด้วยการดูแลรักษาที่จ่ายได้อยู่

          การรวบรวมข้อมูลทางจิตเวชจำนวนมากมายอันระเบิดเข้าสู่การตระหนักรู้ของชาติเป็นระยะๆ ตลอดหลายปีมานี้ แล้วมีไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ธันวาคมปี 2013 เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลและกลายเป็นการสละคนที่ถูกถือว่าไม่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ทางการเมือง ขณะที่ทำให้คนที่เรียกร้องเรื่องการใช้กำลังบังคับรักษาพอใจ ซึ่งคนเหล่านี้โกหกรัฐบาลและสาธารณชนเพื่อผลักดันวาระที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แทนที่จะสนองให้แก่ความเกลียดชัง สหรัฐฯควรจะระลึกถึงบทบาทหน้าที่เรื่องไม่เลือกปฏิบัติและการปกป้องอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย โดยเฉพาะเพื่อกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของการใส่ร้ายป้ายสีและด้วยนโยบายที่ทำให้พวกเขาเปราะบางยิ่งขึ้น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการอาจช่วยเราในเรื่องนี้ ข้อบทที่ 8 อันว่าด้วยการสร้างการตระหนักรู้เรียกร้องให้รณรงค์ทั่วทั้งสังคมเพื่อส่งเสริมการเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ ต่อสู้ทัศนะแบบเหมารวม อคติ และการปฏิบัติที่ทำอันตรายต่อคนพิการในทุกด้านของชีวิต ให้ส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความสามารถและการทำประโยชน์แห่งส่วนรวมของคนพิการ และส่งเสริมให้สื่อนำเสนอภาพคนพิการในลักษณะที่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

          ท่านวุฒิสมาชิกฮาร์คินและทุกท่านที่กำลังพิจารณาการลงสัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ข้าพเจ้าขอจบด้วยการเตือนให้ท่านระลึกถึงการเรียกร้องที่ออกมา ระหว่างการเจรจาร่างอนุสัญญานี้โดยการประชุมสมาชิกคนพิการนานาชาติ (International disability Caucus) ซึ่งเรียกร้องทุกฝ่ายที่ร่วมเจรจาว่าอย่าทิ้งคนพิการคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลัง แต่ให้มีอนุสัญญาสำหรับทุกคน เราเผยแพร่จดหมายข่าวฉบับพิเศษนี้ในช่วงที่สิทธิของคนที่ถูกตีตราว่าพิการทางจิตตกอยู่ในอันตรายระหว่างการเจรจา ข้าพเจ้านำข้อเรียกร้องนั้นมานำเสนอตอนนี้ด้วยความหวังว่า สิ่งนี้จะสร้างความเห็นชอบที่ครอบคลุมเป็นเอกฉันท์ด้วยเหตุผลอันสูงสุด เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในการเจรจาตอนนั้น

          การประชุมสมาชิกคนพิการนานาชาติ (International Disability Caucus) ฉบับพิเศษ 31 มกราคม 2006

          ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราโดยไม่มีเรา (Nothing about us without us)j

          ขอให้นึกภาพ

          นึกภาพว่าหากคนอื่นมาตัดสินใจแทนคุณ เขาอาจตัดสินใจจะเอาตัวคุณไป ขังคุณไว้ ไม่ฟังคุณ ให้ยาคุณ ปิดกั้นไม่ให้คุณได้ทำงานไม่ให้ใช้ชีวิตด้วยกายและจิตอย่างที่มันเป็น

 

คุณอยากให้สิ่งต่อไปนี้เกิดขึ้นแก่คุณหรือ?

          คุณไม่รู้สึกหรือว่าคุณสูญเสียศักดิ์ศรีและต้องการศักดิ์ศรีนั้นคืนมาไหม?

          คุณไม่รู้สึกหรือว่าบูรณภาพของคุณถูกล่วงละเมิด?

          คุณไม่ต้องการการสนับสนุนในการตัดสินใจโดยไม่ถูกคนอื่นเช้าครอบงำและขอความช่วยเหลือโดยไม่ถูกมองว่าหย่อนความสามารถ?

          คุณจะไม่ต้องการรักษาศักดิ์ศรีติดตัวและได้รับการสนับสนุนเพื่อตัดสินใจเอง?

          คุณจะไม่ต้องการรักษาบูรณภาพและยังเป็นคุณอยู่? คุณจะต้องการอนุสัญญาที่อนุญาตให้บังคับรักษาและไม่เคารพศักดิ์ศรีที่ติดตัวมาในฐานะบุคคลหนึ่งหรือ? หลักการที่ตราไว้ในอนุสัญญานี้เป็นหลักสากลและจะนำไปใช้กับมนุษย์ทั้งมวล ใช้กับคุณพอๆ กับที่ใช้กับข้าพเจ้า

          ให้เราตราอนุสัญญาหนึ่งสำหรับโลกที่เราทุกคนสามารถเติบโตและพัฒนาด้วยการสนับสนุนกันและกันเถิด

          ขอให้นึกภาพอนุสัญญาสำหรับคนทุกคน

          ท่านวุฒิสมาชิกฮาร์คิน ขอท่านทำสิ่งที่ถูกต้อง ขอจงให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการโดยไม่มีข้อสงวน ความเข้าใจหรือคำประกาศที่หักล้างทำลาย และด้วยการผูกพันตนที่จะนำอนุสัญญานี้มาใช้อย่างเต็มที่ในบริบทของการสนทนาแลกเปลี่ยนนานาชาติกับกรรมการสิทธิคนพิการ กับขบวนการคนพิการในประเทศอื่นๆ และกับภาคประชาสังคมในสหรัฐฯโดยเฉพาะองค์กรของคนพิการ และรวมถึงเราที่ได้ต่อสู้เพื่ออนุสัญญาสิทธิคนพิการและก่อรูปอนุสัญญานี้ตั้งแต่มันเริ่มปฏิสนธิ

          ด้วยความจริงใจ

          ทีน่า มินโควิตซ์

          ประธานศูนย์เพื่อสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้และผู้อยู่รอดจิตเวช

 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับหน้า)

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: