เมื่อการแก้ปัญหา แสดงปัญหาของมันเองออกมา (ในการรักษาเองก็ยังมีปัญหาได้) (ปัญหาในการแก้ปัญหา)

-A +A

แพทอายุ 33 ปี และทำงานอยู่ในกองทัพของอเมริกาโดยเริ่มมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ในประเทศอิรัก และต่อมาในประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อแพทอายุ 21 ปี เขาได้แต่งงานกับหวานใจสมัยเรียน และอีกไม่นานต่อมาก็มีบุตรชายคนแรกและคนที่ 2 แพทรักการทำงานเป็นทหารอย่างมาก แม้ว่านั่นหมายถึงการไม่ได้อยู่กับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องออกไปต่างแดน หรือว่าต้องเข้าเวรแพททำทุกสิ่งเพื่องานทหารของเขา

          ยิ่งนานวันที่แพททำงานอยู่ในกองทัพก็ยิ่งยากสำหรับเขาที่จะเป็นตัวของตัวเอง เมื่อเขาอยู่กับครอบครัวบางครั้งแพทก็นั่งเหม่อลอยอยู่หน้าจอโทรทัศน์ โดยทั่วไปเขามักตอบสนองลูกชายของเขาอย่างเต็มไปด้วยความรักและอย่างเหมาะสม แต่บางครั้งก็มีการแสดงความโกรธออกมา และแพทได้แต่แอบกลัวอยู่เงียบๆ ว่า เขาอาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายขึ้นได้ แม้ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้นเกิดขึ้น แครอลภรรยาของแพทเหมือนจะทราบว่าแพทมีปัญหา แต่เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีนอกจากไปพูดคุยกับผู้ให้การปรึกษาที่โรงพยาบาลทหาร

          ในวันเกิดปีที่ 30 ของแพท เขาต้องไปทำงานที่ประเทศอัฟกานิสถาน สามวันต่อมาแครอลถูกปลุกให้ตื่นกลางดึกโดยโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ของกองทัพในประเทศเยอรมันที่โรงพยาบาลทหารบอกกับเธอว่า แพทเพิ่งมาจากประเทศอัฟกานิสถานและได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เขาอยู่บนรถที่ถูกระเบิดจากข้างทาง หลายชั่วโมงต่อมาเธอได้รับโทรศัพท์ว่า แพทได้รับการผ่าตัดรอดมาได้แล้ว และเริ่มจะแสดงสัญญาณของชีวิต แครอลฝากลูกๆ ไว้กับพ่อแม่ของเธอ และรีบบินมาหาแพทที่เยอรมัน สิ่งที่เธอพบช่างน่าตกใจ

          แพทเจ็บหนักที่ร่างกายแต่ปัญหาหลักคือ โดนแรงกระแทกจากระเบิดโดยตรงทางด้านขวาของประตูรถ ซึ่งเป็นด้านที่แพทนั่งอยู่ ขาซ้ายของเขาถูกทำลายเกินกว่าจะแก้ไขได้ สิ่งที่แพทย์ทำได้ก็คือ ต้องตัดขาของเขาถึงสะโพก แม้ว่าเขาจะอ่อนแอมาก เขาไม่ได้ตอบสนองมากนักเมื่อเห็นแครอล ได้แต่มองจ้องไปยังความว่างเปล่า สองสามวันต่อมาเขาคุยกับเธอเกี่ยวกับลูกๆ และสิ่งอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยไมล์ แต่ไม่มีใครสักคนพูดถึงเรื่องขา และความไม่มั่นคงของชีวิตอนาคตที่พวกเขาต้องเจอ

          เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเฝ้าดูและสังเกตเห็นปัญหาที่ทั้งคู่ได้คุยกัน และเจ้าหน้าที่ให้การปรึกษาได้เริ่มพูดคุยกับเขาแต่ละคน แยกกันบอกเขาถึงวิธีคุยเรื่องขาที่เสียไปแล้ว ในที่สุดวันที่สี่แครอลเริ่มคุยเรื่องนี้ และทั้งสองคนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น การเยี่ยมวันนั้นจบลงที่เขาทั้งคู่นั่งกอดกันร้องไห้อยู่บนเตียงคนไข้นั่นเอง

          แครอลต้องกลับอเมริกาก่อนแพทเพื่อไปดูแลลูก เมื่อเขากลับมายังอเมริกาเขาถูกส่งไปยังโรงพยาบาลทหารไม่ไกลจากบ้าน การได้พบลูกชายทั้งสองนั้นนับเป็นยาดีสำหรับแพท เขาตอบสนองในทางที่ดีและลูกชายของเขาค่อยๆ รับรู้ และเริ่มพูดคุยทีละเล็กทีละน้อยเกี่ยวกับการสูญเสียขาของแพท การปรับตัวเหมือนกับค่อยๆ เกิดขึ้น แต่แครอลเริ่มรู้สึกว่า แพทจมอยู่กับตัวเองและห่างออกไปจากเธอ เธอจำได้ถึงครั้งที่แพทเหมือนกับจะตั้งกำแพงกั้นเธอ และเธอไม่สามารถจะผ่านทะลุขอบเขตที่เขาตั้งขึ้นมาเองนั้นเข้าไปได้ ยิ่งเวลาผ่านไปก็เหมือนกับจะค่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกที มีการระเบิดของอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแพทก็เริ่มทำบางสิ่งซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อน นั่นก็คือ เขาเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ ตอนแรกก็เริ่มจากดื่มเบียร์ในตอนกลางคืน และต่อมาก็เพิ่มขึ้นในตอนกลางวันด้วย แล้วในที่สุดก็เริ่มดื่มวิสกี้แล้วก็แอลกอฮอล์อื่นๆ ด้วย เขาเมาตลอดเวลาเลย

          แม้ว่าแพทจะได้รับเงินจากการเป็นทหารผ่านศึกแต่ก็ยังไม่เพียงพอ แครอลเองก่อนหน้านี้เคยทำงานพาร์ทไทม์แต่เดี๋ยวนี้เธอจำเป็นต้องทำงานเต็มเวลา นั่นก็หมายความว่า แพทอยู่บ้านตามลำพังตอนที่เด็กๆ ไปโรงเรียน ถึงแม้แพทจะต้องกลับไปที่โรงพยาบาลทหารบ่อยๆ ก็ตาม เขาดื่มและดื่มหนักขึ้นไปอีก

          เป็นเวลาหกเดือนที่สภาวะนี้กลายเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามแครอลคุยเรื่องนี้ และชวนให้แพทหาความช่วยเหลือ ที่จริงแพทเองก็อยากได้ความช่วยเหลืออยู่เหมือนกัน แต่ว่าการเมานั้นทำให้รู้สึกดี และช่วยให้เขาลืมสภาวะที่เป็นอยู่ได้ เขาได้ไปเข้าโปรแกรมรับการรักษาสภาวะติดแอลกอฮอล์อย่างไม่เต็มใจ

          เมื่อแครอลเสาะหาความช่วยเหลือแก่ตนเองนั้น ผู้ให้การปรึกษาพยายามแนะนำเธอให้ระลึกถึงภาระหนักอึ้งที่แพทกำลังเผชิญอยู่ แครอลเองก็เริ่มตระหนักว่า อาการทั้งหมดที่เธอเห็นในหลายปีมานี้เกี่ยวโยงกับความผิดปกติทางจิตที่เกิดขึ้นกับทหารจำนวนมาก นั่นก็คือ ความผิดปกติหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post Traumatic Stress Disorder - PTSD) เธอสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้คือ นอนน้อย เหงื่อออก ฝันร้าย ถอนตัวออกจากสังคม ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ไม่สามารถจะจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า ตื่นตระหนกง่าย และอีกหลายสิ่ง ใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นทหารหรือไม่ ถ้าหากเคยเจอสภาวะตึงเครียดยาวนานหรือทนได้ยาก หรือสภาวะซึมเศร้าก็อาจจะเป็นโรค PTSD นี้ได้

          สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยเช่นกัน ทหารมักจะมีประสบการณ์แบบนั้นบ่อยกว่าและยาวนานกว่า ถ้าหากว่าไม่ทำการรักษาความผิดปกตินี้ อาจจะกลายเป็นปัญหาจิตเวชอื่นได้ เช่น โรคจิตเภท

          แพทเป็นตัวละครที่ผมแต่งขึ้นมา แต่ว่าทหารอเมริกันจำนวนมากมายมีความผิดปกติเช่นนี้ แต่ก็อาจจะเป็นทหารจากประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาอยู่ในสภาวะที่น่ากลัวของการสู้รบ อาจจะเกิดขึ้นได้กับพลเรือนที่รอดมาจากสึนามิและพายุอื่นๆ แม้แต่การที่คุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็สามารถเป็นได้ กล่าวได้ว่า การมีประสบการณ์โดยตรงหรือการเห็นเหตุการณ์ก็ทำให้เกิดโรค PTSD ได้หรือเด็กอาจเคยเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมของพ่อแม่ บางคนอาจเคยมีคนในครอบครัวฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะถ้าหากว่าเขาได้เห็นหรือเป็นคนที่ยังเหลืออยู่ การรอดชีวิตจากเครื่องบินชนกันหรือเกือบจะจมน้ำก็จะทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นได้ ใครก็ตามที่เคยโดนช้างทำร้ายก็อาจเป็นเหยื่อความผิดปกตินี้ได้

          โรค PTSD ของแพทมีความซับซ้อนเนื่องจากความเจ็บป่วยอย่างหนัก ตามมาด้วยการสูญเสียขาและปัญหาทางกายภาพอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย เขาต้องรับการผ่าตัดหลายครั้งมีผลข้างเคียงในสภาวะการรักษา เขาต้องอยู่โรงพยาบาลบ่อยๆ แล้วก็ไปที่โรงพยาบาลเป็นประจำเมื่อไม่ได้เป็นคนไข้ใน สภาพความเจ็บป่วยของเขาหนักหนาเอาการสำหรับคนทั่วๆ ไป แถมยังมีความผิดปกติทางจิตอีก ก็ทำให้เรื่องยากขึ้นไปอีกสำหรับตัวเขาและครอบครัวที่จะรับไหว

          โดยปกติเราจะต้องเข้าใจว่า อาการเจ็บป่วยทางร่างกายนั้นมักจะสำคัญกว่า(มาก่อน)อาการทางจิตเสมอ บางครั้งบางคนอาจคิดว่า การให้การรักษาทางร่างกายนั้นง่ายกว่าแล้วก็เข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะกับการให้ยา แต่ก็หวังว่า หมอของเขาจะตระหนักว่า สภาวะทางจิตก็ต้องการการดูแล และการใส่ใจด้วยเช่นกัน นับเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดูแลทั้งสองด้านด้วยความระมัดระวัง และให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน

          หลายปีก่อนผมทำงานเป็นผู้ให้การปรึกษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นั่นผมต้องพบกับผู้คนที่ถูกนำมายังโรงพยาบาลด้วยความเจ็บป่วยทางด้านกายภาพ แต่ก็มีประเด็นทางอารมณ์เป็นมานานด้วยเช่นกัน ในขณะที่แพทย์ให้ความสนใจรักษาปัญหาทางกายภาพ ผมมีหน้าที่ต้องให้การดูแลทางด้านอารมณ์ ผมเรียนรู้ว่า ทั้งสองด้านนี้ของคนไข้สอดคล้องกันอย่างไร และมีบทบาทในการดูแลและรักษาในอีกด้านได้อย่างไร

          ดังนั้นถ้าคุณเป็นสมาชิกของครอบครัว คุณควรยืนกรานว่า ปัญหาแต่ละอย่างจะต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแล และรักษาอย่างเหมาะสม บางครั้งเราเห็นความก้าวหน้าในด้านหนึ่ง และรอคอยความก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง บางครั้งการรักษาของแต่ละคนจะแสดงให้เห็นความก้าวหน้าในทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน จำเป็นต้องมีความอดทนพอๆ กับความเข้าใจในผลกระทบซึ่งกันและกัน ระหว่างความเจ็บป่วยทางร่างกายและความเจ็บป่วยทางจิตใจ

 

            เวลานั้นมาถึงแล้วที่คุณและครอบครัวของคุณจะต้องหาความช่วยเหลือจากภายนอกจากนักวิชาชีพผู้มีความเชี่ยวชาญ การที่มีปัญหาทั้งสองอย่างพร้อมกัน อาจจะทำให้ครอบครัวของคุณมีปัญหาทางด้านอารมณ์ด้วยเช่นกัน จงตระหนักถึงสิ่งนี้และหาความช่วยเหลือสำหรับทุกคน ครอบครัวของเราเป็นเหมือนระบบระบบหนึ่ง (เช่นเดียวกับส่วนประกอบกลไกต่างๆ ในรถยนต์คันหนึ่ง) และถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือความเครียดและการชำรุดเสียหายก็มีผลต่อส่วนอื่นๆ ของระบบ(สมาชิกในครอบครัว)ได้ ผมขอให้คุณมีสุขภาพดี

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: