ป่วยจิตในกาย คลายใจนำจิต

-A +A

อาจารย์ค่ะ ลูกไม่ยอมไปเรียน โดนเพื่อนบอกเลิกคบ ลูกบอกอยากโดดตึก จะทำอย่างไรดี (เสียงสั่น ร้องไห้) ผมรับฟังทางมือถือแล้วตอบกลับไปว่า คุณแม่ตั้งสติ ตอนนี้อยู่กับลูกใช่ไหม ถ้าใช่ ขอเปิดลำโพงโทรศัพท์ ให้ผมคุยกับน้อง อ. ครับ

          ผมตั้งสติต่อด้วยสัมปชัญญะหรือการพิจารณารับรู้อารมณ์บวกหรือลบ การตระหนักรู้คิดรอบคอบหรือรวดเร็ว การกำหนดความเข้าใจก่อนตัดสินใจสื่อสารและลงมือทำ แล้วพูดว่า น้อง อ. กำลังเห็นตัวเองทำอะไร ผมใช้คำพูดสั้นๆ ด้วยตั้งใจให้น้องตั้งสติ น้อง อ. ตอบมาว่า พี่ป๊อป ผมอยากโดดตึก แต่ผมกลัว (เสียงพูดเบาเคล้าน้ำตา) ผมตอบโต้ตามประสบการณ์กระตุ้นให้น้องใช้สมองซีกซ้าย (ความต้องการทำด้วยเหตุผล) มากกว่าซีกขวา (ความอยากทำด้วยอารมณ์) น้อง อ. มานั่งคุยกับพี่ใกล้ๆ มือถือได้มั้ยครับ พี่ไม่ค่อยได้ยิน...(เงียบคอยจนรับรู้น้ำเสียงของน้องที่ใกล้มือถือ) น้อง อ. ตอบทันที ได้ครับ พี่ป๊อป ผมยิ้มมั่นใจและใส่ใจที่จะช่วยน้องแล้วตั้งคำถามว่า น้อง อ. ต้องการทำอะไรมากที่สุดตอนนี้ น้อง อ. ตอบเร็ว ไม่รู้ ไม่เข้าใจตัวเองเลย ผมหลับตาแล้วภาวนากับตัวเองให้รอบคอบก่อนพูด ...(เงียบสัก 5 วินาทีแล้วค่อยๆ ย้ำคำถามปลายเปิด) ไม่เข้าใจตัวเองว่า... น้อง อ. ค่อยๆ หยุดร้องไห้แล้วพยายามตอบผมว่า ไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมไม่กล้าบอกเพื่อน ทำไมเพื่อนชอบดุผม ระหว่างที่ผมพูดคุยกับน้องทางมือถือ ผมก็ขึ้นแท็กซี่จนใกล้ถึงบ้านของน้อง อ. แล้ว จากนั้นผมจึงเข้าไปโอบไหล่น้องทางด้านหลังแล้วจับมือทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อเป็นต้นแบบการสื่อสารอารมณ์บวกให้น้อง อ. ทำตาม ได้ผลครับ น้อง อ. เปลี่ยนสีหน้าจากเศร้ามานิ่งแล้วค่อยๆ ยิ้มกับผม นี่คือการใช้สื่อกิจกรรมบำบัดอันดับแรกคือ การใช้ตัวเราเป็นต้นแบบการบำบัดด้วยทักษะการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพ

          ผมจึงตั้งคำถามว่า น้อง อ. เราไปร้องเพลงและทานข้าวเย็นด้วยกันเถอะ...แล้วค่อยคิดกันว่าจะทำอะไรพรุ่งนี้ คุณแม่พาน้องและผมไปสถานที่ที่น้องชอบมาร้องเพลงคาราโอเกะเป็นประจำและก่อนหน้านี้ผมเคยฝึกกิจกรรมบำบัดด้วยการให้น้องสมัครประกวดร้องเพลงรายการเดอะวอยส์ตามด้วยการไปนั่งทานอาหารร้านเวียดนามที่น้องชอบและดูน้องอารมณ์ดีขึ้น เริ่มพูดคุยถึงความต้องการของตนเองมากขึ้นขณะร้องเพลงและทานอาหาร ซึ่งเป็นการค้นหาแรงจูงใจขณะทำกิจกรรมที่ชอบ ซึ่งเป็นสื่อกิจกรรมบำบัดลำดับสอง พวกเราใช้เวลาผ่านไป 2 ชม. จนกลับมาถึงที่บ้าน ผมบอก  น้อง อ. ให้ไปอาบน้ำและทานยาหลังอาหารเย็นตามที่จิตแพทย์ได้ปรับยาต้านเศร้าก่อนหน้านี้ 1 อาทิตย์ ระหว่างนี้ผมพูดคุยกับคุณแม่เพื่อแนะนำกระบวนการปรับบทบาทจากการสื่อสารในฐานะแม่เป็นในฐานะเพื่อน (สื่อกิจกรรมบำบัดลำดับสามกับสี่เน้นกระบวนเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวากับการปรับบทบาทและทักษะการสื่อสารภายในครอบครัว) ได้แก่ ลดการคิดตัดสินใจแทนลูก เพิ่มความเงียบให้ลูกคิดตัดสินใจเอง ถ้าลูกดูเงียบ ก็ชวนลูกผ่อนคลายจิตใจด้วยกิจกรรมที่ชอบโดยเน้นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีเป้าหมายและมีความหมายในชีวิต ตรงจุดนี้ควรให้ลูกเป็นคนคิดเลือกทำเอง เพราะการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ แล้วกลับมาทบทวนความรู้สึกที่ดีหลังทำกิจกรรม จะช่วยพัฒนาให้ลูกได้เรียนรู้ทักษะชีวิตด้านการแก้ไขปัญหาชีวิตด้วยสติสัมปชัญญะ ด้านการกล้าสื่อสารด้วยความจริงใจกับเพื่อน และด้านการดูแลตนเองด้วยอารมณ์บวก

          สุดท้ายผมจึงใช้สื่อกิจกรรมบำบัดลำดับห้าคือ  การออกแบบกิจกรรมเพื่อเพิ่มความสุขด้วยการดูแลตัวเองและผู้อื่นด้วยความเข้าใจสมรรถนะทางร่างกายกับจิตสังคม โดยผมกระตุ้นการทำงานของสมองข้างถนัดกับจิตที่ดีงามของน้อง ได้แก่ การหลับตานั่งเล่นเปียโน การภาวนาสวดมนต์ออกเสียง แล้วทำสมาธิจนเห็นภาพที่ตัวเองทำ กิจกรรมใดๆ ด้วยความมั่นใจในความสามารถแห่งตน แล้วปรับภาพตามการรู้คิดเป็นระบบ รวมใช้เวลา 1 ชม. ทำให้น้องเข้าใจในปมอดีต เคยถูกเพื่อนแกล้งตั้งแต่อายุ 5 ปี แล้วไม่กล้าแสดงความคิดเห็น พรุ่งนี้น้องตั้งใจจะไปเรียนให้สำเร็จ และคิดก่อนพูดกับเพื่อนๆ อย่างกล้าหาญว่า ตัวเองทานยาต้านเศร้าแล้วจะช้าซึมลง ขอให้เพื่อนเข้าใจและช่วยเหลือด้วย...

 

          นี่คือ อีกหนึ่งบทเรียนรู้สุขภาวะที่แท้จริง

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: