ให้อภัยพ่อเถิดนะ

-A +A

ลุงพัน อายุ 82 ปี เล่าว่าเขาเกิดในวัง แม่เป็นผู้รับใช้สนมเอกของรัชกาลที่ 5 ส่วนพ่อเป็นชาวจีนขายของแถวบางลำพู วัยหนุ่มก็คึกคะนองไปตามประสา รู้จักคนเยอะ กระทั่งมาผู้ใหญ่ถูกใจในฝีมือขับรถ จึงฝากให้ทำงานขับรถให้กับการบินไทยในสมัยนั้นเป็นเรื่องโก้มากๆ ถึงตอนนี้ลุงพันมีรอยยิ้มด้วยความภูมิใจ ต่างกับเมื่อครู่ที่ทั้งสีหน้า แววตา ภาษากายแสดงถึงอารมณ์เศร้า บ่นอยากตาย ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม อยากเจอลูก อยากให้ลูกมาเยี่ยม ใครก็ได้ช่วยติดต่อให้ลูกมาเยี่ยมด้วย

          ลุงพันสูบบุหรี่จัด ดื่มสุราตั้งแต่วัยรุ่น ดื่มแม่โขงผสมโซดา ครั้งละ 1-2 ขวดกลม ดื่มครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 60 ปี หลังจากเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หมอบอกให้หยุดสูบบุหรี่และหยุดดื่มสุราได้แล้ว โชคดีที่รักษามะเร็งต่อมลูกหมากหายแล้ว แต่ลุงยังมีโรคหัวใจ ต้องอมยาใต้ลิ้นเวลามีอาการหอบเหนื่อย ต้องพ่นยาขยายหลอดลมบางครั้ง ด้วยมีโรคถุงลมโป่งพอง ก็เป็นผลผลิตจากการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องยาวนาน ระหว่างที่ลุงถูกคุมขังในเรือนจำ มีอาการหัวใจวายจนต้องนำส่งโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินหลายครั้ง จนกระทั่งต้องไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนที่จะมีอาการหวาดระแวงทุกคน กลัวคนใส่ยาพิษในอาหารเพื่อฆ่าตนเอง พูดจาวกวน ออกนอกเรื่องไม่เป็นเรื่องเดียวกัน หมกมุ่นกับคดีความของตนเอง จะร้องเรียนตำรวจ แพทย์ และพยาบาลว่าจะมาทำร้ายตนเอง จึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลจิตเวช ลุงไม่เคยมีประวัติรักษาโรคทางจิตเวชมาก่อนเลย

          ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีลูกมาเยี่ยมเลย ต่างกับตอนที่นอนรักษาตัวหนีความตายอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยังมีลูกสาวคนกลางไปเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราว ท้อแท้อยากผูกคอตาย แต่ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำไหว เวลากลางคืนมันช่างผ่านไปช้านักกว่าจะได้ยินเสียงนกคุยกันในยามเช้า อีกใจหนึ่งก็ยังไม่อยากตาย อยากขอพบกับลูกชายคนโต อยากขอให้ลูกอโหสิกรรมให้ พ่อไม่ได้คิดทำร้ายลูกจริงๆ

          ลุงเฝ้ารอลูกๆ มาเยี่ยม อีกหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป แต่แล้วจู่ๆ หลังจากที่ลุงกินข้าวกลางวันอิ่ม ก็มีอาการเจ็บหน้าอก อาเจียนเป็นเศษอาหาร เกร็งกระตุก เขียว ไม่รู้สึกตัว ชีพจรเบา ทีมแพทย์พยาบาลได้ช่วยชีวิตฉุกเฉินกันอย่างเต็มที่กว่า 45 นาทีแล้วก็ไม่เป็นผล จึงยุติหัตถการแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและนิติแพทย์ชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนของกฎหมาย และโทรศัพท์แจ้งให้ลูกสาวทราบเป็นการด่วน แพทย์เจ้าของไข้ได้เยียวยาปลอบใจลูกสาวในบ่ายวันนั้น

          ลุงพันไปรับฟังคำพิพากษาหลังจากที่เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลจิตเวชได้หนึ่งสัปดาห์ในฐานะจำเลยของคดีพยายามฆ่าและความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว นายสุรัช โจทก์ผู้ฟ้องและเป็นผู้เสียหายในคดีเป็นลูกติดของภรรยาที่ได้เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เด็ก เหตุเกิดที่ชั้นล่างของบ้านเดี่ยวสองชั้นที่พักอาศัยร่วมกันในครอบครัวมานานกว่า 30 ปี ลุงพันนอนอยู่ในห้องพักชั้นล่างของบ้าน เช้าวันเกิดเหตุ นายสุรัชลงจากห้องนอนชั้นบนจะมาเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ชั้นล่างเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน เห็นลุงพันถือปืนสั้นขนาด 9 มม. ในมือหันปากกระบอกปืนมายังตนเอง ทั้งยังสะพายปืนลูกซองยาวไว้ด้านหลังอีกหนึ่งกระบอกด้วย จึงมีการแย่งปืนกัน กระสุนปืนลั่นขึ้น 1 นัด ถูกที่ฝ่ามือซ้ายของนายสุรัช กระดูกฝ่ามือซ้ายที่ 4 และ 5 หัก ต้องผ่าตัดฉุกเฉน ไม่สามารถเก็บรักษานิ้วก้อยซ้ายไว้ได้ ต้องพักรักษาตัวนานประมาณ 2 เดือน ในการต่อสู้คดี ลุงพันต่อสู้ว่าตนเองนำปืนออกมาทำความสะอาด มิได้จะยิงลูกแต่ประการใด แต่ลูกเข้ามาแย่งปืน ต่อสู้กัน นิ้วตนเองอยู่ในไกปืน จึงเกิดปืนลั่น และตนเองได้ยิงปืนลงพื้นจนหมดจากลูกโม่ อายุมากแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ขัดขืนลูก  ส่วนนายสุรัชเบิกความว่าเห็นลุงพันเล็งปากกระบอกปืนมาที่ตน ยิงถูกที่ฝ่ามือซ้ายของตนเอง ตนจึงไปหลบที่ข้างบันไดห่างจากที่ลุงพันยืนไป 1-2 เมตร รอจังหวะแล้วจึงเข้าไปแย่งปืน โดยมีภรรยาของตนและน้องสาวที่ได้ยินเสียงเข้ามาช่วยแย่งด้วย จากนั้นก็รีบพาส่งรักษาตัว ศาลพิเคราะห์จากคำเบิกความ วิถีกระสุน หลักฐานอื่นๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่าการกระทำของลุงพันไม่ได้แสดงว่ามีเจตนาฆ่านายสุรัข แต่มีความผิดฐานทำร้ายนายสุรัชเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จึงลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

          จากวันที่เกิดเหตุ จนถึงวันที่ลุงพันรับฟังคำพิพากษาเป็นระยะเวลา 8 เดือน ลุงเสียชีวิตหลังจากนั้นอีก 1 เดือน ลุงใช้ชีวิตในเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชนับแต่ถูกจับกุมเป็นต้นมา

          การไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมเพื่อส่งวิญญาณของลุงพันสู่สูคติ เพื่อเยียวยาจิตใจของครอบครัวที่สูญเสียบิดาไปโดยที่ไม่มีโอกาสได้สั่งเสียกันในวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ยังเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงของคดีอีกด้วย อยากรู้จังว่าเหตุใดชายชราคนหนึ่งถึงต้องคดีอาญา ถึงต้องใช้ชีวิตในเรือนจำในบั้นปลายชีวิต ทำไมถึงไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งๆ ที่มีโรคหัวใจวายและถุงลมโป่งพองเป็นโรคประจำตัว

          ได้ความว่าลุงพันรักป้ายงแม่หม้ายลูกชายติดหนึ่งอย่างมาก หลังจากใช้ชีวิตด้วยกัน ก็มีลูกสาวด้วยกันตามมาอีกสี่คน เด็กๆ ทั้งห้าคนใช้ชีวิตเล่นกัน ทะเลาะกันตามประสาเหมือนเกิดร่วมท้องแม่พ่อเดียวกันมา ลุงพันเป็นคนใจร้อน เสียงดัง ดุ บางครั้งก็ตีลูก แต่ป้ายงเป็นคนใจเย็น ประนีประนอม ลูกๆ ทุกคนจะใกล้ชิดและไว้วางใจแม่ เกรงกลัวและอยู่ห่างพ่อ แต่ทั้งป้ายงและลุงพันก็ใช้ชีวิตผัวเมียประคับประคองกันมา ป้ายงเป็นเสาหลักในบ้าน ส่วนลุงพันมีหน้าที่หาเงินเลี้ยงครอบครัว ป้ายงมีความหมายต่อลุงพันมาก ระยะหลังๆ ที่สุขภาพของลุงพันไม่ค่อยดี ก็ได้ป้ายงเป็นผู้ดูแลและให้กำลังใจ แต่ลุงพันสี กลับไประแวงว่าป้ายงจะมีใจให้กับลูกเขย ลูกๆ พกันรังเกียจความหึงหวงของลุงพันอย่างมาก รวมทั้งขัดใจที่ลุงพันระแวงลูกเมียถึงขนาดที่ปิดประตู ไม่ยอมให้ทุกคนเข้าบ้าน ลูกๆ ที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยเฉพาะครอบครัวของนายสุรัชก็ใช้วิธีหลีกเลี่ยง อยู่ห่างๆ เมื่อป้ายงต้องมาเสียชีวิตลงด้วยความเจ็บป่วย แพในใจของทุกคนในบ้านก็เหมือนแตกไปด้วย ต่างคนต่างอยู่ ลุงพันได้อาศัยลูกสาวคนกลางที่คอยดูแลชีวิตประจำวัน พาไปหาหมอ และเป็นลูกคนเดียวที่ไปเยี่ยมในเรือนจำ  ไม่มีใครเลยที่คิดว่าความระแวงของลุงต้องได้รับการตรวจรักษาทางจิตเวชร่วมด้วย

          กว่าที่จะทำให้นายสุรัชเข้าใจ สีหน้าคลายความตึงเครียดลง และอโหสิกรรมให้กับลุงพัน ก็ต้องใช้เวลารับฟังความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกคับข้องใจ และเหตุผลที่ตนเองขอคัดค้านการประกันตัว ด้วยความห่วงใยในลูกและเมีย ไม่มีอะไรที่จะรับประกันความปลอดภัยได้ เมื่ออารมณ์สงบแล้ว การรับฟังข้อมูลความเจ็บป่วยของลุงพันที่มิได้เกิดเพียงโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดตามที่ลูกๆ รับทราบเท่านั้น พยาธิสภาพของหลอดเลือดดังกล่าวก็เกิดขึ้นทั่วร่างกายรวมทั้งสมองด้วย เป็นเหตุให้ความคิดของลุงผิดปกติไปเป็นช่วงๆ ด้วย จรงอยู่แม้ว่าลุงจะอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น แต่ว่าเดิมลุงไม่ระแวง ลุงรักและไว้ใจป้ายงมากๆ การจากไปของป้ายงก็นำความเศร้าโศกและทุกข์ใจมาให้ลุงไม่แพ้กับที่เกิดขึ้นกับใจของลูกทุกคนเหมือนกัน ให้อภัยลุงเถิดนะ ลุงจะได้สู่สุคติ

 

            ในระหว่างการต่อสู้คดี ลุงสามารถโต้ตอบได้ตามปกติ ลำดับเหตุการณ์ได้จนศาลเข้าใจ ไม่มีประเด็นให้ศาลนึกถึงว่าลุงมีความผิดปกติทางจิต จึงไม่ได้ส่งลุงตรวจสภาพจิตซึ่งพระรkชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง พ.. 2550 กำหนดให้ศาลส่งให้จิตแพทย์ตรวจได้ และจึงเป็นเหตุให้ศาลไม่ได้นำมาสู่ประเด็นการพิจารณาคดีในลักษณะไกล่เกลี่ยสมานฉันท์

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: