กลุ่มโรคแสดงอาการทางกาย (Somatic symptom and Related disorders) | สมาคมสายใยครอบครัว

กลุ่มโรคแสดงอาการทางกาย (Somatic symptom and Related disorders)

-A +A

ปัจจุบันมีหลักฐานจํานวนมากพบว่า ปัจจัยด้านจิตใจมีผลต่ออาการทางกายทุกรูปแบบ แพทย์มองว่า การวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจนแบ่งแยกกายและจิตใจอย่างไม่เหมาะสม ล้วนไม่มีประโยชน์ในการดูแลรักษาและสร้างตราบาปให้ผู้ป่วย สมาคมจิตแพทย์อเมริกาจึงตัดการวินิจฉัยกลุ่มโรค Somatoform disorders ออกจากเกณฑ์การวินิจฉัยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกาฉบับที่ 5 (DSM-V) และกําหนดเป็นกลุ่มโรคแสดงอาการทางกายขึ้นใหม่ที่มีอาการผิดปกติทางกายเสมือนจะมีโรคหรืออาการบาดเจ็บทางกายแต่ไม่สามารถระบุสาเหตุทางกายได้ ดังแสดงในตารางที่ 1

          อาการทางกายในกลุ่มโรคนี้เกิดจากปัจจัยทางจิตใจ ผู้ป่วยมักกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองอย่างมาก เพราะแพทย์ไม่สามารถอธิบายสาเหตุของปัญหาสุขภาพได้ ผู้ป่วยมักได้รับการตรวจและทดสอบทางห้องปฏิบัติการอยู่หลายครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีรอยโรคทางกาย ปัจจัยทางจิตใจจึงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอาการ ความรุนแรงและระยะเวลาที่มีอาการ ผู้ป่วยมักเป็นหญิง พบอุบัติการณ์ในประชากรทั่วไปร้อยละ 0.2 - 2.0 พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 5 - 20 เท่า ในคลินิกโรคทั่วไปพบผู้ป่วยที่เข้ารับการวินิจฉัยนี้มากถึงร้อยละ 5 - 10 โดยแพทย์ทั่วไปมักวินิจฉัยว่า โรคประสาทอ่อน (Neurosis)

          สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้น ได้แก่

1. ปัจจัยด้านชีวภาพ มีรายงานการศึกษาบ่งชี้ถึงปัจจัยด้านชีวภาพ ได้แก่

          1.1 ผู้ป่วยมีความผิดปกติของระดับความใส่ใจ (attention) และ ความรู้ความเข้าใจ (cognition) ทําให้เกิดการรับรู้ (perception) ความรู้สึกในร่างกายและแปลความรู้สึกในร่างกายผิดไปจากคนปกติ

          1.2 การศึกษา Brain - Imaging บางรายพบมีการทํางานของสมองส่วนหน้า (frontal lobe) และสมองซีกไม่เด่น (non - dominant hemisphere) น้อยกว่าปกติ

          1.3  การศึกษาญาติสายตรงที่เป็นเพศหญิง พบว่า มีอุบัติการณ์ของโรคติดยาเสพติดและบุคลิกภาพผิดปกติแบบ antisocial มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนั้นมีการศึกษาที่พบอัตราการเกิดโรคในแฝดไข่ใบเดียวกัน (monozygotic  twins) เทียบกับแฝดไข่คนละใบ (dizygotic twins) เท่ากับร้อยละ 29 ต่อ 10 แสดงถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

          1.4 อาจเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของโปรตีนที่สร้างมาจากเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน (Cytokines)

 

2. ปัจจัยด้านจิตสังคม พบว่า มีการใช้อาการแสดงทางร่างกายแทนการสื่อถึงความรู้สึกภายในจิตใจ การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือสิ่งที่ต้องทำ การแสดงความโกรธหรือความก้าวร้าวในจิตใจ หรือการเก็บกดความต้องการลงในจิตไร้สำนึก ส่วนทฤษฎีการเรียนรู้เชื่อว่า เกิดขึ้นจากการรับแบบอย่างจากพ่อแม่ การอบรมสั่งสอน หรือเกิดจากวัฒนธรรมประเพณีที่สนับสนุนให้มีการแสดงออกอาการผิดปกติทางร่างกายแทนการแสดงอารมณ์ หรือความต้องการภายในจิตใจ

 

 

          ในกรณีผู้ป่วยมีอาการทางกายเฉียบพลันและมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน แพทย์ควรประเมินภาวะหรือโรควิกฤตทางอายุรกรรมและศัลยกรรมก่อนเสมอ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction) หรือโรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) หากประเมินแล้วไม่มีภาวะดังกล่าวการให้ยากลุ่ม Benzodiazepine ในระยะสั้น แพทย์ควรให้คำแนะนำเบื้องต้น (primary care management) เพื่อลดอาการกังวลของผู้ป่วยและญาติ  ดังนี้

          1. อาการของร่างกายที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความเครียด หรือปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการชั่วคราว  แพทย์และทีมได้ทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดแล้วพบว่า ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ ไม่พบความผิดปกติหรือโรคทางกาย

          2. ไม่มีการรักษาที่จำเพาะในโรคกลุ่มนี้ควรมีแพทย์ดูแลรักษาผู้ป่วยประจำเพียงคนเดียว นัดพบผู้ป่วยเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ และให้การรักษาแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย โดยไม่ควรใช้เวลานานมาก ตรวจร่างกายเท่าที่จำเป็น

          3. เมื่อมีอาการใหม่เกิดขึ้นเพื่อวินิจฉัยแยกโรคทางกายที่ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ระหว่างการรักษา การวินิจฉัยแยกโรคทางกายที่สำคัญ ประกอบด้วยโรคที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติในร่างกายได้หลายๆ แบบ ได้แก่ โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis) โรคแอลเอสอี หรือ โรคพุ่มพวง (SLE - Systemic lupus erythematosus) โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) โรคเลือดที่เกิดจากความผิดปกติของเลือด (Acute intermittent porphyria) ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ภาวะฮอร์โมนต่อมพาราไทรอยด์สูง (Hyperparathyroidism) ภาวะติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic systemic infection) และโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายเรื้อรังโดยเฉพาะในประเทศไทย  ได้แก่ โรคพยาธิ โลหิตจาง ภาวะทุพโภชนาการ

          4. การรักษาโดยการทำจิตบำบัด เพื่อมุ่งให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วยตนเอง  แม้ว่าอาการผิดปกติทางร่างกายอาจไม่หมดไป ควรมุ่งความสนใจให้ผู้ป่วยแสดงอารมณ์หรือความรู้สึก และพูดถึงปัญหาในชีวิต ความต้องการทางจิตใจของผู้ป่วยมากกว่าที่จะใช้เวลารับฟังรายละเอียดของอาการทางร่างกายของผู้ป่วย

 

          ผู้ป่วยอาจมีโรคร่วมทางจิตเวชได้สูงถึงร้อยละ 50 ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคกังวลไปทั่ว โรคแพนิค โรคจิตเภท โดยเฉพาะในรายที่มีอาการไม่เด่นชัด ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาร่วมด้วย แพทย์ควรส่งต่อพบจิตแพทย์เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนทางจิตเวช อย่างไรก็ตามพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มักกินยาไม่สม่ำเสมอ และไม่ใคร่ร่วมมือกับการกินยา ดังนั้นต้องประเมินและดูแลการกินยาให้เหมาะสมตลอดเวลา

          ผู้ป่วยกลุ่มโรคแสดงอาการทางกายเป็นผู้ได้รับความทุกข์ทรมานจากการรับรู้ของจิตใจ การดูแลแบบองค์รวม (Holistic care) ซึ่งพิจารณาองค์ประกอบของมนุษย์ทุกด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณจึงเป็นการบำบัดรักษาที่เหมาะสมที่สุด และง่ายต่อแพทย์เวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของสุขภาพ (Health) และมีสุขภาวะ (Well being) ที่ดีในสังคม

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: