แบกรับ-ปล่อยวาง | สมาคมสายใยครอบครัว

แบกรับ-ปล่อยวาง

-A +A

ดิฉันขอนำเสนอกรณีผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยโรคทางกาย ในที่สุดได้มาอยู่ในมือจิตแพทย์ พบว่าอาการหรือโรคทางกายนั้นมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจ โดยทั้ง 2 กรณีมีประเด็นที่อาจเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากได้

          คนแรก คุณสุ (นามสมมุติ) อายุ 57 ปี เธอมาพร้อมครอบครัว ทั้งสามีและลูกมีท่าทีเอาใจใส่ ห่วงใย ตัวเธอเองไม่ค่อยแข็งแรงนัก วิตกกังวลกับอาการทางกาย แต่สามารถให้ข้อมูล ถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอได้ดี เธอเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง กินพวกกุ้ง แป้ง น้ำตาลไม่ได้ มีอาการปวดแสบปวดร้อนทั้งแผ่นหลัง และเป็นกรดไหลย้อนรุนแรง ผ่านการรักษามาเกือบ 2 ปี กินยาแล้วไม่ดีขึ้น มีอาการข้างเคียง จนกลัวการกินยา เปลี่ยนหมอ เปลี่ยนวิธีการรักษา ส่องกล้องดูพยาธิสภาพภายในระบบทางเดินอาหารแล้ว ไม่พบความผิดปกติที่สอดคล้องกับอาการที่รุนแรง

          ตั้ม (นามสมมุติ) ชายอายุ 30 ปี รูปร่างอ้วน สีหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วย่นเข้าหากัน ได้รับการรักษาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยมปลาย จนประมาณ 5 ปีก่อนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ไมเกรนและความดันโลหิตสูง กินยาอยู่ 9 ขนาน รักษากับแพทย์มาหลายคน ปัจจุบันมีอาการซึมเศร้า เครียด ปวดหัว โดยเฉพาะเมื่อหยิบหนังสือมาอ่าน

          ดิฉันขอให้ คุณสุ ช่วยบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอให้ฟัง เธอให้ข้อมูลว่า เธอเคยมีอาชีพการงานที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น เธอตัดสินใจลาออกมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง เธอว่าตัวเองดูแลแม่ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ได้ทำด้วยใจรัก เธอบอก เล่าไปร้องไห้ไป และมักวนเวียนอยู่ในประเด็นตำหนิตัวเอง สับสน ขัดแย้ง กลัว เศร้า ทุกข์ทรมาน ลงโทษตัวเอง แต่ในที่สุดเธอก็ได้เห็นว่า เธอไม่ได้รักตัวเอง ตำหนิตัวเองมาตลอด อาการปวดหัวเชื่อมโยงต่อเนื่องจากการปวดใจ การพูดคุยตามกระบวนการทำจิตบำบัดช่วยให้เธอเห็นหนทางที่จะออกจากความทุกข์ทรมานนี้ โดยการเลิกตำหนิตัวเองก่อนแล้วกลับมาดูแลตัวเอง อยู่กับครอบครัวที่เธอรักและรักเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่ควรกับเธอแล้ว

          เธอเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีลูกหลายคน เป็นผู้หญิงทั้งหมด เธอเป็นคนรองสุดท้อง พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย เมื่อพ่อจะทำร้ายแม่ ลูกๆ จะวิ่งเข้าไปปกป้องแม่ เธอเห็นว่าตัวเองตัวเล็ก ช่วยแม่ไม่ได้มาก เธอรักแม่มากจึงพยายามทำทุกอย่างให้แม่สมหวัง จนเธอเห็นว่าได้เป็นลูกที่แม่รักที่สุด

          เมื่อเธอมีครอบครัวแล้ว ก็ยังหมั่นเพียรไปมาหาสู่แม่ เคยพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ เธอชอบที่จะได้อยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก ในครอบครัวของเธอเองด้วย เธอยังมีงานทำซึ่งเธอทำด้วยความรับผิดชอบ

          แม่ของเธอป่วยด้วยโรคมะเร็ง เธอต้องขับรถไปดูแลแม่หลังเลิกงานทุกวัน ถึงบ้านก็อยู่ในสภาพหมดแรง แต่เธอก็พยายามจะอยู่กับแม่ ทำให้ท่านมีความสุข ใจก็คิดถึงครอบครัวตัวเอง อยากอยู่กับครอบครัว การกระทำกับใจไม่ได้ไปด้วยกัน 100% เธอจึงตำหนิตัวเองว่า รักแม่น้อยลง

          เมื่ออาการของแม่เป็นมากขึ้น อยากนอนเฝ้าแม่ แต่ก็กลัวมาก เพราะคิดว่าตนเองมักตัดสินใจเองไม่ค่อยได้ หากแม่เป็นอะไรขึ้นมา จะทำอะไรไม่ถูก เธอได้ลาออกจากงานมาเฝ้าแม่ด้วยความกลัว อยากให้แม่อยู่กับตนต่อไปให้นานที่สุด จึงไม่ยอมให้แม่กินกุ้ง เพราะหลังกินกุ้ง แม่จะมีอาการคัน แผลแย่ลง ไม่ให้แม่กินน้ำอัดลม ทุเรียน และพวกแป้ง เพราะหลังกินแม่จะมีอาการแน่น ทรมานมาก

          เมื่อแม่ตาย เธอตำหนิตัวเองว่าดูแลแม่ไม่ดีพอ เมื่อย้อนคิดถึงช่วงที่พาแม่ไปเที่ยว ก็ตำหนิตัวเองที่ไม่ให้แม่ทำบางสิ่งบางอย่างที่แม่อยากทำ สังเกตว่าหลังแม่ตายก็มีอาการต่างๆ ทางร่างกายมากขึ้นๆ เธอไม่สามารถกินอาหารประเภทเดียวกับที่เธอห้ามแม่ เมื่อไปเที่ยวนอกบ้านจึงเป็นการยากมากที่จะได้รับประทานอย่างมีความสุขกับครอบครัว เธอต้องกินจำกัดประเภทและรสชาติ อยู่ในบ้านกำลังและเรี่ยวแรงก็ถดถอยเมื่อจะหมดวัน แล้วหิวจึงต้องกินให้ลง อาการกรดไหลย้อนก็ยิ่งรุนแรง นึกเห็นภาพที่แม่ทรมานเหมือนกับที่เธอทุกข์ทรมานในเวลานี้ ทำให้เธอสรุปว่า นี่คือ ผลกรรมที่เกิดขึ้น

          ส่วน ตั้ม เป็นลูกคนเดียว ถูกคาดหวัง กดดันเรื่องการเรียน จนเขาเองก็เห็นว่า ตนเป็นคนอิจฉา อารมณ์รุนแรง มีความลำบากในการปรับตัวเข้ากับเพื่อน เรียนอยู่ในโรงเรียนชื่อดัง นักเรียนเก่ง ต้องสอบเข้าแพทย์ให้ได้ ความกดดันนั้นรุนแรงมาก ในกระบวนการบำบัด เมื่อย้อนมาถึงภาวะอารมณ์ที่รุนแรง มือ แขน ไหล่ ใบหน้า หนังศีรษะของเขา มีอาการหดเกร็ง สั่น บิด เหมือนสัญญาณเตือน ภูเขาไฟกำลังจะระเบิด ความทรมานนี้นำไปสู่การตระหนักถึงความคิดหวังที่มีต่อชีวิตของเขา ความโกรธที่แทรกซึมไปในอวัยวะต่างๆ จนกระทั่งการหยั่งรู้ว่า ชีวิตเขามีค่ากว่าเป้าหมายตามค่านิยมของสังคม กระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยวางความคิดหวังนั้น ได้ส่งผลให้ความโกรธค่อยๆ จางลง พลังแห่งการเยียวยาได้ทำหน้าที่ พาเขามาสู่การยอมรับตัวเอง การยกโทษ และเป้าหมายใหม่ที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้

          นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง เขายังต้องการจะไปถึงเป้าหมาย ดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ย่อมมีสิ่งที่เขาคาดหวังกับตัวเองและกับคนอื่น ยังมีสิ่งที่ไม่คาดคิดและควบคุมไม่ได้ จึงมีอาการเครียด ปวดเกร็ง ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว แต่อาการเหล่านี้ถูกนำมาสู่การสำรวจความเชื่อมโยง เปลี่ยนแปลง ไปสู่แบบแผนชีวิตใหม่ ทำให้เขาดูแลความคิด จิตใจตนเองได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นสัญญาณว่าต้องปรับยาใหม่ และเมื่อเขามีแบบแผนชีวิตใหม่ มีความมั่นคงภายในจิตใจมากขึ้น จึงสามารถลดปริมาณยาลงได้

 

            เรื่องราวของทั้ง 2 คน สะท้อนให้เห็นว่าคนที่เป็นลูกอยากทำให้พ่อแม่รัก ผ่านการรับรู้ ความคิดหวังของพ่อแม่ ร่วมกับการมีความคิดหวังต่อตนเอง การจะไม่เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่ยอมรับเป็นเรื่องใหญ่มาก คนจะยอมจ่าย ทั้งราคาที่จ่ายนั้นก็คือ อาการและความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ ความคิด ชีวิตที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความต้องการส่วนลึกของชีวิต ลึกซึ้งกว่า ป่วยจิตในกาย มากทีดียว

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: