ป่วยจิตในกาย ป่วยกายในจิต

-A +A

เมื่อสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสุขภาพกาย เราจึงควรให้ความสำคัญทั้งจิตใจและร่างกายของเรา ภาวะ ป่วยจิตในกายและ ภาวะ ป่วยกายในจิตนั้น เราจะเรียนรู้และรับมือให้เท่าทันได้อย่างไร ห้องรับแขกฉบับนี้ขอเชิญท่านผู้อ่านร่วมรับฟังมุมมองความคิดเห็นจากจิตแพทย์รุ่นใหม่ 2 ท่าน คือ รศ.พญ.พรจิรา ปริวัชรากุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ นพ.สรวุฒิ เกษมสุข จิตแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวชโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เราเริ่มต้นด้วยการฟังประสบการณ์การทำงานกับผู้ป่วยในภาวะ ป่วยจิตในกายจาก รศ.พญ.พรจิรา ปริวัชรากุล กันก่อนค่ะ

 

อาการทางจิตที่พบในคนที่มีโรคทางกายมีอะไรบ้าง?

พญ.พรจิรา : เรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ จิตใจ และความคิด จริงๆ แล้วคนเราทุกคนก็มีหมด โดยเฉพาะเวลาที่ไม่สบาย ร่างกายป่วยเป็นโรคประจำตัวต่างๆ ก็มีผลต่อจิตใจเยอะ ซึ่งมีทั้งที่แบบปกติและไม่ปกติ อย่างความเครียด ในช่วงที่เราเกิดปัญหา พบโรคใหม่ๆ ขึ้นมา แน่นอนทุกคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างกัน ในด้านปกติก็อาจจะรู้สึกสูญเสีย บางคนก็รู้สึกว่าตัวเองขาดอิสรภาพ เช่น ป่วยบางโรคต้องติดตามรักษาต่อเนื่อง อาจจะทำให้ขาดโอกาสในการไปเรียนหนังสือหรือไปทำงาน ดังนั้นปฏิกิริยาทางจิตใจตรงนี้ก็มีได้อยู่แล้วเป็นธรรมชาติ

           ทีนี้เมื่อไหร่จะเรียกว่าเป็นอาการทางจิตที่เริ่มเกินกว่าปกติ อันนี้ก็บอกค่อนข้างยาก อย่างเช่นว่า อาการนี้ปกติหรือไม่ปกติ ก็ต้องเปรียบเทียบกับพื้นฐานของแต่ละคน อย่างเช่นคนคนหนึ่ง เคยจัดการกับปัญหาได้ดีมากๆ มาตลอด อยู่มาวันหนึ่งกลับทำได้ไม่ดี เช่น เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ รู้สึกไม่สุข บางคนใช้คำว่าเหมือนเดินทวนน้ำตลอดเวลา อันนี้อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ว่า เริ่มเข้าข่ายว่าเป็นความผิดปกติด้านสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งต้องการการประเมินเพิ่มเติม

          มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3-4 เรื่อง ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและสุขภาพกาย

          อันดับแรก คือ แม้แต่ในโรคทางจิตเวชเอง ทุกโรคก็มีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วยทุกโรคเลย ไม่จำกัดแค่ว่า กายก็กาย จิตก็จิต คือ เกิดขึ้นร่วมกันและบางโรคเป็นตั้งแต่ยีนแล้ว เช่น ในโรคจิตเภทมักจะมียีนที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบต่อมไร้ท่อด้วย จึงทำให้หลายๆ ครั้งเราพบว่า คนที่เป็นโรคจิตเภทมีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวานหรือไขมันสูงกว่าคนทั่วไป 1.5 - 4 เท่า ตั้งแต่ก่อนกินยารักษา หากอาการทางจิตเวชไม่ดี ไม่ได้ดูแลรักษา ไม่ได้ไปตามนัด ไม่ได้ไปตรวจเลือด ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูง อันนี้เป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตกับปัญหาด้านสุขภาพกายเกิดร่วมกันโดยธรรมชาติ

          อย่างที่สอง คือ เป็นปฏิกิริยาที่เรารู้สึกว่า เราสูญเสีย อาจจะเป็นสูญเสียความสามารถในการทำงาน สูญเสียความสวยความหล่อ เช่น เป็นโรคบนใบหน้า โรคผิวหนัง เป็นสิวเม็ดใหญ่ๆ ก็ทำให้เครียดได้

          อย่างที่สาม คือ ปัญหาด้านสุขภาพจิตเอง ก็ทำให้โรคประจำตัวทางร่างกายแย่ลง

          และอย่างที่สี่ คือ บางคนเริ่มด้วยอาการทางจิตเวชก่อน แต่แท้จริงแล้วสาเหตุเป็นจากโรคทางกาย มาแบบไม่ให้เรารู้ก่อน เช่น หมอมีคนไข้ที่เป็นเนื้องอกในสมอง มาครั้งแรกด้วยอาการทางจิต มีความหลงผิดคิดว่า ตัวเองเป็นหนุมาน เหมือนโรคจิตเภทมาก แต่จริงๆ เป็นเนื้องอกในสมอง แล้วพอไปผ่า หายเลยคือ ไม่เป็นอีกเลย หรือบางคนเป็นโรคพาร์คินสัน แต่ว่าโรคพาร์คินสันกว่าจะเริ่มมีอาการสั่นหรือว่าอาการเดินไม่สะดวกไม่คล่อง จะเป็นระยะกลางๆ แล้ว แต่ระยะต้นๆ จริงๆ ของพาร์คินสันนำมาก่อนเป็นสิบปี  ซึ่งที่พบบ่อยก็คือ เป็นโรคซึมเศร้า ต้องรักษาไปด้วยกันอยู่ดี สมมุติเป็นพาร์คินสันแล้วมาครั้งแรกด้วยโรคซึมเศร้า ถ้าเราไม่รักษาบางทีอาจจะฆ่าตัวตายก่อนที่ตัวโรคพาร์คินสันจะแสดงอาการเต็มรูปแบบก็ได้ เราไม่รู้หรอกว่าชีวิตจะไปยังไงก็ต้องประคับประคองกันไป และก็ต้องดูแลสม่ำเสมอ อย่างเช่นตอนแรกมาเหมือนโรคซึมเศร้ามากๆ เราก็ต้องรักษาแบบโรคซึมเศร้าก่อน

 

ระหว่างที่เป็นโรคจิตเวช เราจะรู้ได้อย่างไรว่า มีโรคทางกาย?

พญ.พรจิรา :  เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเรามีการสำรวจตัวเองตลอด หมอทำเพจคล้ายๆ ตอบคำถามออนไลน์ของทางศิริราช ก็จะมีคนไข้ถามมาว่า ทำไมรักษามา 2-3 ปีแล้ว ก็เหมือนดีตอนแรกแล้วตอนหลังแย่ลง ถ้าสมมุติเราปฏิบัติตัวดีตลอด กินยาตลอด แล้วอยู่ๆ แย่ลงเราต้องคิดว่า มีโรคใหม่มาแทรกหรือเปล่า เช่น โรคทางสมอง วันหนึ่งเราก็อาจจะเป็นขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ มีคนไข้อีกรายที่เป็นไบโพลาร์ รักษามา 10 กว่าปี แล้วก็ดื้อยา ไม่หายสักที แต่ตรวจร่างกายปรากฏว่า เขามีภาวะสมองขาดเลือดด้วย คือ เหมือนคล้ายๆ กับเป็นโรคความดันเป็นโรคไขมัน แล้วก็คุมไม่ค่อยได้ ทีนี้ถ้าเกิดเส้นเลือดเจอกับอันนี้เยอะๆ ก็จะเสื่อม อาจจะเส้นเลือดเสื่อมในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมด้านอารมณ์ต่างๆ ถ้าไปเสื่อมในเส้นที่คุมการเคลื่อนไหว เราก็จะเห็นเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต แต่นี่บังเอิญแอบซ่อนอยู่ในส่วนที่ไม่ได้เคลื่อนไหว เราก็จะนึกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าธรรมดา โรคไบโพลาร์ธรรมดา แต่จริงๆ อาจจะมีอย่างอื่นร่วมด้วยก็ได้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพทั่วไปก็สำคัญมีผลกับเรื่องอารมณ์ด้วยเหมือนกัน

 

ยาจิตเวชถ้ากินไปนานๆ จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคทางกายได้มั้ย?

พญ.พรจิรา : มีและไม่มีต่างกันไปขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน และก็ขึ้นอยู่กับยาแต่ละชนิดด้วย แต่ว่าโดยทั่วไปพบว่า ทำให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในการศึกษาที่ใหญ่มากดูคนเป็นพันคน คนที่เป็นโรคหัวใจ ตอนนี้สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกันประกาศว่า ปัจจัยที่จะต้องลดให้ได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากการคุมความดัน เบาหวาน คุมไขมันแล้ว ก็คือ การรักษาโรคซึมเศร้า เพราะพบว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย แล้วก็เป็นโรคหัวใจขาดเลือดด้วย ถ้าปล่อยให้ซึมเศร้าต่อไป ไม่รักษา อัตราการตายสูงมาก แต่แค่รักษาโรคซึมเศร้าก็สามารถยืดอายุได้ อัตรารอดชีวิตเยอะขึ้นกว่าเดิม ซึ่งยาที่รักษาปัจจุบันบัตรทอง สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็รักษาได้ เม็ดละประมาณ 3 บาทเองก็มี ก็ช่วยลดอัตราการตายได้ และก็ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้นในแง่หนึ่งการรักษาโรคจิตเวชช่วยทำให้โรคทางกายดีขึ้นด้วย

          ทีนี้ถ้าเป็นผลข้างเคียงของยาต่อสุขภาพร่างกายมันก็ต้องมีการตรวจติดตามไป ยกตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคซึมเศร้าบางตัวถ้าใช้ในผู้สูงอายุจะทำให้เกลือแร่โซเดียมในเลือดต่ำ แต่ตรงนี้หมอก็จะมีการติดตามดูได้ ก็จะมีอาการคนไข้โผล่ออกมา มักจะเจอในหญิงชรา ก็จะมีอีกหลายๆ อย่างซึ่งตรงนี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาที่เราไปพบแพทย์ แพทย์ก็จะประเมินในแต่ละคนความเสี่ยงจะไม่เท่ากัน เหมือนกินของเผ็ด เด็กกินไม่ได้ ผู้ใหญ่กินได้ ก็แล้วแต่คน

 

ผู้ป่วยจิตเวชควรจะดูแลตัวเองอย่างไร?

พญ.พรจิรา :  ผู้ป่วยจิตเวชเองก็ต้องดูว่า การดูแลสุขภาพทั่วๆ ไปหรือการไปตรวจร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ คือการที่มีโรคหนึ่งแล้วก็ไม่ได้เป็นปัจจัยป้องกัน ไม่ได้ทำให้เรามีความเสี่ยงเรื่องอื่นน้อยลง ในทางตรงกันข้ามเรามีความเสี่ยงโรคอื่นมากขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ถ้าเรานอนไม่หลับ ตลอดติดๆ กัน ร่างกายเราก็จะโทรม หรือเวลาเราจะต้องขับรถก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพทางร่างกายเรามีอยู่แล้ว จริงๆ เราทุกคนมี แต่ยิ่งพอมีโรคซึมเศร้าเข้ามาหรือโรคทางจิตเวชเข้ามาบางทีทำให้ยิ่งเป็นมากกว่าเดิม ดังนั้นเราก็จะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น

          ส่วนหนึ่งการตรวจร่างกายประจำปี ช่วยได้ หรือเราสังเกตตัวเองว่า ช่วงหลังๆ อารมณ์เราแย่ลง เราก็ต้องพยายามค้นหาสาเหตุว่ามีอะไรบ้าง เช่น สิ่งที่เรากินทุกวันก็มีผล สมมุติว่า เป็นซึมเศร้าแล้วดื่มเหล้าด้วย เหล้าในปริมาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ปกติคนทั่วไปดื่มแล้วไม่เป็นอะไร แต่ด้วยความที่เป็นเคมีประเภทหนึ่งที่ไปกดสมอง สมมุติเราพยายามกระตุ้นสมองให้มันตื่นตัว สดชื่นใช่มั้ย แต่เราก็ดื่มเหล้าด้วย ก็จะไปกดเรื่องความกังวลได้ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็จะกดความสามารถในการแก้ปัญหาด้วย กดสมองส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้จดจำด้วย ดังนั้นในระยะยาวคนที่ดื่มเหล้าดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ร่วมกับเป็นโรคซึมเศร้าจะมีผลทำให้การรักษายากขึ้น พอยากขึ้นเราก็ยิ่งเครียด เราก็ยิ่งดื่มเหล้ามากขึ้นไปอีก ก็ทำให้เป็นเหมือนวงจรที่รักษายากมากขึ้นเรื่อยๆ ดื้อยามากขึ้น แล้วเราก็จะได้โรคอื่นแถมมา บางทีก็เป็นพิษเป็นภัย อย่างเช่นเราก็จะได้โรคตับ โรคกระเพาะ ตามมา

 

ผู้ดูแลหรือญาติจะมีส่วนช่วยผู้ป่วยอย่างไร?

พญ.พรจิรา : จริงๆ แล้วญาติผู้ป่วยเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเหมือนกัน คือ เหมือนต้อง                 จับมือไปด้วยกัน ถ้าสมมุติว่าคนหนึ่งป่วย เช่นว่ามีตัวคนป่วยเขานอนไม่หลับ หรือเขามีอาการทางจิตที่กำเริบตอนกลางคืน ญาติก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน ญาติเองก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพเหมือนกัน ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วบางทีนอกจากญาติเป็นคนช่วยผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยก็ช่วยญาติได้ โดยการรักษาดูแลตัวเอง และก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติตัวในการกินยาในการรักษา

          ญาติบางทีบางคนก็เป็นด้วยเหมือนกันนะ แต่ว่าไม่กล้าป่วย หมอเคยคุยในบรรดาญาติๆ กันเอง แต่ละคนก็จะมีมุมมองความคิดไม่เหมือนกัน เช่น บางคนก็รู้ตัวเองว่า น่าจะป่วยแต่เก็บอาการไว้ เพราะกลัวว่าถ้าเล่าให้ตัวผู้ป่วยฟัง ผู้ป่วยจะยิ่งอาการกำเริบ ทั้งที่จริงๆ คนที่เป็นญาติอาการหนักกว่าอีก มีคนไข้มะเร็งคนหนึ่งมาแอดมิทที่ศิริราช มาให้คีโมแล้วก็ดูเศร้าๆ คุณหมอที่ตึกก็เลยปรึกษาหมอให้ไปช่วยดู ตอนหมอไปดูคนไข้มะเร็งนี่ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ญาติที่มาให้ประวัติกับหมอ หมอดูแล้วเขาเครียดมาก และเขามีความคิดฆ่าตัวตายด้วย คือ อยากตายมากกว่าคนเป็นมะเร็งอีก แล้วกลายเป็นว่า พอรักษาคนที่เป็นญาติ สรุปว่า คนที่เป็นญาติเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง เป็นมาหลายปีแล้วด้วยแต่ว่าไม่กล้าบอกภรรยาซึ่งเป็นมะเร็ง เพราะกลัวว่าจะยิ่งอาการทรุด แต่พอรักษาญาติปรากฏว่า ทุกอย่างดีขึ้นหมด เพราะเป็นเรื่องของพลวัตรในบ้าน ไม่มีการที่คนเดียวจะมีความสุขอยู่ได้ถ้าอีกคนในบ้านไม่มีความสุข

          ดังนั้นจริงๆ แล้วหลักการในการที่จะดูแลซึ่งกันและกัน เราก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ทั้งในมุมของญาติและในมุมของผู้ป่วย

 

ความก้าวหน้าทางด้านสมองที่เกี่ยวกับโรคจิตเวชที่น่าสนใจตอนนี้มีอะไรบ้าง?

พญ.พรจิรา : ยกตัวอย่างโรคที่คนให้ความสนใจมากสุดก็คือ โรคซึมเศร้า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่ เพราะว่า เวลาเราป่วยไปนานๆ จะเกิดสมองฝ่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จดจำและก็การควบคุมอารมณ์ ดังนั้นถ้าเราป่วยนานๆ หลายปีพอถึงเวลาเรารักษาอาการหายดีขึ้นแล้วจะมีอาการค้างอยู่ เดิมวงการแพทย์ก็ไม่เข้าใจทั้งๆ ที่อารมณ์ก็ไม่ได้เศร้าแล้ว แต่ความคิดอ่านยังไม่ไวเท่าเดิม บางคนจะบอกว่ายังรู้สึกช้า อย่างการตัดสินใจ ทำอะไรบางทีขี้ลืม คือ พวกนี้เป็นอาการคงค้างอยู่จากการที่เราเศร้านานๆ ถ้าเปรียบเทียบเซลล์สมองเหมือนต้นไม้ใช่มั้ย ต้นไม้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามันไม่ได้ตายนะแค่เหี่ยว แต่พอเราให้ปุ๋ยไปบำรุงเปรียบเสมือนการรักษาซึมเศร้า ต้นไม้ก็จะกลับมาเจริญดีขึ้น แต่กว่าจะกลับไปงามเท่าเดิมตอนก่อนเหี่ยวมั้ย นี่ก็ต้องใช้เวลา ทีนี้ที่ต้องใช้เวลานี่แหล่ะบางทีเราไม่รู้ตัวเรานึกว่าเราหายแล้วหรือคนรอบข้างเรานึกว่าเราหายเกลี้ยงแล้ว เราก็อาจจะเกิดความคาดหวังกับตัวเองในลักษณะที่ว่า ทำไมเราทำไม่ได้ๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้สมองเยอะๆ การใช้สมาธิ จะเกิดความผิดพลาดในการทำงานแล้วก็กลับมาโทษตัวเอง ซึ่งในลักษณะที่พบคือ ถ้าสแกนสมองมาจะพบว่าช่วงที่เป็นซึมเศร้าเยอะๆ สมองส่วนฮิปโปแคมปัสฝ่อ ซึ่งเป็นส่วนเดียวกับที่อัลไซเมอร์เป็น ในอดีตสมัยหลายสิบปีก่อน เขาก็เลยเรียกโรคซึมเศร้าว่าเป็นสมองเสื่อมเทียม  เพราะว่า อาการเหมือนกับโรคสมองเสื่อมเลย จำอะไรไม่ค่อยได้ เรียนไม่เข้าหัว แต่ว่าพวกนี้รักษาได้ ก็คือ ถ้าเรากินยาสม่ำเสมอรักษาดีๆ ทุกอย่างก็ดีขึ้น

          ปัจจัยหนึ่งที่พบว่า คนเหลืออาการคงค้างเยอะในโรคซึมเศร้า เพราะว่า บางทีเราอาจจะยังไม่ได้รักษาต่อเนื่องหรือบางคนก็มีโรคประจำตัวอื่นนี่ อาการที่คงค้างมาจากหลายสาเหตุมากเลย ซึ่งการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ต้องไปตรวจร่างกาย เช่น บางคนขาดสารอาหาร บางคนเป็นโรคไทรอยด์ต่ำ ไม่รู้ตัว ต่อมไทรอยด์เราอยู่ที่คอด้านหน้า มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งนอกจากจะมีผลในเรื่องการเผาผลาญในร่างกาย เรื่องของพลังงานต่างๆ แล้วมันก็มีผลกับเรื่องอารมณ์ด้วย ทีนี้ถ้าไทรอยด์ต่ำไม่เยอะก็จะไม่มีอาการทางร่างกายให้เห็น แต่จะมาด้วยอาการทางจิตเวช ถ้าต่ำเยอะๆ คนไข้จะท้องผูกและก็มีลักษณะที่ทำอะไรช้า พูดช้าและก็ลิ้นใหญ่ๆ แต่ถ้าไทรอยด์ต่ำน้อยๆ คือ มุมมองหมอทางร่างกายเขาจะมองว่าไม่มีอะไร ต่ำนิดเดียวไม่มีอะไร ไม่มีอาการ คือ ไม่มีอาการของหมอทางร่างกายไง แต่อาการของหมอจิตเวชออกมาเต็มๆ เช่น หมอมีคนไข้คนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า อายุ 60 กว่า อยู่มาวันหนึ่งคนไข้ก็เศร้าจนอยากตายเลย ภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์เอง ทั้งๆ ที่กินยาตลอด สภาพชีวิตก็สุขสบายดี ลูกหลานดีทุกคน หมอให้เจาะเลือดตรวจก็มาเจอระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ แล้วให้ยาไทรอยด์ทดแทนนะ หายเศร้าเลย ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยเป็นโรคซึมเศร้าเลย แล้วไทรอยด์ต่ำแค่นั้นนะไม่มีปัญหาอะไรกระทบชีวิตแน่นอน แต่คนไข้คนนั้นรักษายากมากเป็นซึมเศร้าชนิดดื้อยา คือ เปลี่ยนยามาตลอดกว่าจะไปเจอตัวที่เขาตอบสนอง แต่วันหนึ่งก็มีโรคแทรก ดังนั้นบางทีในมุมของเรา เราไปประเมิน เราอาจจะคิดว่าไม่เป็นไร นิดเดียวใช่มั้ย แต่คนที่เสี่ยงอยู่แล้วนี่ นิดเดียวก็กระตุ้นได้

          ในทางตรงข้ามถ้าไทรอยด์เกิน ไทรอยด์เป็นพิษ มักจะเจอในผู้หญิงอายุน้อย ตาจะค่อนข้างโปนและ         กระสับกระส่ายตลอดเวลา ตกใจง่าย กินเยอะ นอนไม่ค่อยหลับ ขี้กังวล ปวดหัว อาจมีอาการคล้ายโรควิตกกังวล แต่จริงๆ ไทรอยด์เป็นพิษ ก็ต้องตรวจเลือดดู รวมทั้งตรวจร่างกายด้วย เมื่อเดินเข้ามาหมอก็จะสังเกตว่าคอโตหรือเปล่า ถ้าสงสัยก็คลำดู ตาเป็นยังไง ชีพจรเร็วมั้ย มือสั่นหรือเปล่า ส่วนมากถ้ามาครั้งแรกหมอก็จะเจาะเลือดในส่วนที่หมอสงสัยโรคต่างๆ แต่ไม่ได้เจาะทุกคน คนไข้ที่มาศิริราชจะไม่เหมือนที่ไปโรงพยาบาลจิตเวช คือ ศิริราชจะเป็นโรงพยาบาลที่มีคนไข้มีโรคทางร่างกายเยอะ โรคประจำตัวเยอะ มีโรคประจำตัวเกือบทุกคน ไปหาแผนกอื่นได้ด้วยเขาจึงนิยมมา

          อีกประเด็นที่หมอพบบ่อยเลยนะ คือ ยารักษาโรคทางกายบางตัวทำให้โรคจิตเวชกำเริบ ส่วนโรคจิตเวชเองก็ไปทำให้โรคทางกายกำเริบ เช่น โรคไบโพลาร์กับไมเกรน เจอร่วมกันบ่อย แล้วบังเอิญถ้าเราไม่ระวังยาโรคไมเกรนก็จะไปกระตุ้นให้โรคไบโพลาร์กำเริบ ดังนั้นการวินิจฉัยคู่กันแล้วดูควบคู่กันไปจะทำให้ผลออกมาดีที่สุด ถ้าเรารักษาคุมโรคไบโพลาร์ไม่ดี โรคไมเกรนก็กำเริบ หรือถ้าเราจะคุมไมเกรนให้ดี เราให้ยาที่ช่วยป้องกันไมเกรน ก็จะไปกระตุ้นโรคไบโพลาร์บางชนิด ดังนั้นต้องมีการทบทวนการรักษาตลอด

          วิธีการที่คนไข้หรือญาติจะช่วยได้ก็คือ สมมุติว่าหาหมอหลายคน รักษาตัวอยู่หลายๆ โรค จะต้องมีชื่อยาเอาไว้ ติดไว้ ถ้ารักษาคนละโรงพยาบาล พยายามจดชื่อยาที่ทานอยู่ รวมทั้งผลเลือดหรือผลตรวจร่างกายครั้งล่าสุด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยและรักษาให้แพทย์ แพทย์จะนำข้อมูลไปวิเคราะห์โรคได้ดีขึ้นแล้วเราก็ไม่เจ็บตัวบ่อยด้วย บางทีหมอทางโน้นเจาะแล้วหมออีกคนก็ยังไม่รู้ ก็เจาะซ้ำอีก เปลืองเงิน แล้วก็เจ็บตัวด้วย

 

คุณหมอมีข้อเสนอแนะอะไรเกี่ยวกับด้านบริการทางโรคจิตเวช เพื่อให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น?

พญ.พรจิรา : ปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น คือ ในอดีตเราอาจจะมีความรู้สึกว่า มียาให้ใช้น้อยและราคาแพงมาก อย่างยาที่ปัจจุบันราคาเม็ดละบาทเดียว เมื่อก่อนเม็ดละ 50 บาท เนื่องจากรัฐบาลและกรมสุขภาพจิตพยายามที่จะให้คนเข้าถึงยาก็อยากจะให้คนไข้เข้าถึงได้มากขึ้น อุปสรรคอันหนึ่งคือ ความรู้สึกเชิงลบต่อการเป็นคนไข้จิตเวชที่ทำให้บางคนไม่กล้า ไม่กล้าที่จะเข้าไปรับบริการ ดังนั้นในแง่ของบริการที่หมอคิดว่าอาจจะช่วยได้คือ น่าจะอบรมให้บุคลากรที่ดูแลคนไข้ฝ่ายกายมีความสามารถในการที่จะสังเกตและรักษาโรคทางจิตเวชได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อย่างเช่นคนที่เป็นโรคทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือว่าแผนกอายุรกรรมที่เป็นโรคเรื้อรัง โรคไต พวกนี้จะมีโรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ แทรกอยู่เยอะ เขาคงไม่มาหาที่โรงพยาบาลจิตเวช บุคลากรน่าจะมีส่วนได้ น่าจะมีการประสานงานกัน ถ้าอาการเยอะจริงๆ ก็ค่อยส่งต่อให้กับจิตแพทย์ ปัจจุบันโรงพยาบาลมีเครือข่ายเยอะ และมีจิตแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลทั่วไปเยอะขึ้นมาก เมื่อก่อนการส่งต่อจะลำบาก เพราะว่า ทางโรงพยาบาลฝ่ายกายเขาไม่มีจิตแพทย์ เขาก็ไม่กล้ารับเวลาที่คนไข้จิตเวชเรามีปัญหา หมอจิตเวชก็ต้องพยายามรักษากันเอง และมีการแบ่งเขตบริการสุขภาพชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีมานี้ โรงพยาบาลแต่ละแห่งเขารู้ว่า ถ้าเขาจะต้องส่งตัวคนไข้เขาจะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลไหนแล้วก็มีการประชุม เขาเรียกว่าเป็นพวงบริการ คือ จะมีจิตแพทย์ในโรงพยาบาลฝ่ายกายก็พยายามที่จะเปิดวอร์ดมากขึ้น ให้มีหอผู้ป่วยที่รับรักษาคนไข้ในได้

          อุปสรรคที่อาจจะยังมีอยู่หลักๆ น่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติที่ว่า จะทำอย่างไรให้เรารู้สึกว่าเราต้องดูแลไปด้วยกันทั้งหมด จริงๆ ส่วนหนึ่งคือ การให้ความรู้ หมอคิดว่าเรื่องงบประมาณหรืออะไรทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องรอง เพราะว่า ไม่ใช่ปัญหาที่เราจะแก้ได้ง่ายๆ อยู่แล้วด้วยประเทศเราที่มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรใช่มั้ย แต่สิ่งที่เราจะทำได้ ช่วยกันได้คือ การปรับแนวคิด มุมมอง และเจตคติที่มีต่อกันและกัน แม้แต่ตัวเราเองเราก็ควรสำรวจตัวเองด้วยเหมือนกันว่า เรามีอะไรที่ต้องได้รับการช่วยเหลือหรือเปล่า คือ มีสองแบบ จะมีคนที่เรียกร้องตลอดเวลา กับบางคนก็คือ จะเก็บเอาไว้คนเดียวตลอดเวลา ซึ่งมารู้อีกทีก็เป็นไปเยอะแล้ว แบบนี้ก็รักษายากเหมือนกัน ดังนั้นเจตคติก็มีทั้งในระดับของประชาชนทั่วไป ทั้งในระดับของผู้ให้บริการและในระดับนโยบายด้วย อย่างเช่น ต่อให้มีบริการรออยู่แต่คนไม่อยากเข้าไป อันนี้ก็ยากแล้ว มารู้อีกทีก็อาจจะกลายเป็นโรคอื่นๆ

          มีสิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม เช่น บางคนเป็นซึมเศร้าแล้วไม่ได้ทำร้ายตัวเอง แต่จะใช้วิธีแบบใช้ชีวิตให้เละไปเลย และจะเป็นโรคเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วต้นตอก็คือ เป็นเหมือนการฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเองทางอ้อม ซึ่งน่าสงสาร ยาเม็ดละ 1 บาท 3 บาท ใช้รักษาเขาได้ และสามารถทำให้ชีวิตเขามีศักยภาพมากขึ้นเยอะ ไม่ต้องรอให้ป่วยหนัก อย่างทุกวันนี้อยู่ศิริราชบางทีเจอคนไข้ที่หมอแผนกอื่นส่งมา บางคนป่วยมากันแล้วเป็นสิบปี มองย้อนกลับไปก็มีความรู้สึกว่า ถ้าเขาได้รักษาตั้งแต่ต้นเขาจะดีกว่านี้ ชีวิตเขาจะดีกว่านี้ และใช้ศักยภาพของตนเองได้เต็มที่อย่างแท้จริง

          ในเบื้องต้น สิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้คนเราดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองก็คือ ความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เวลาที่เราเจอปัญหาหนักและอยากจะนำชีวิตตัวเองให้ก้าวผ่านไปได้ ก็เพราะเรารู้อยู่ลึกๆ ว่า ชีวิตเรามีคุณค่าพอ และคุ้มที่จะฝ่าอุปสรรคเพื่อนำชีวิตของเราไปในทางที่ดีขึ้น ในส่วนนี้เองที่ครอบครัวและคนรอบข้างมีส่วนช่วยได้มาก การที่คนเราได้รับความรักความห่วงใยมาตั้งแต่เด็ก เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่า ตัวเรานั้นเป็นที่รักและมีคุณค่าในตัวเอง สมควรที่เราต้องดูแลชีวิตตัวเราเองให้สมกับที่ได้รับความรักนั้นมา ซึ่งจะตามมาด้วยการเคารพตัวเอง และไม่ปล่อยให้สิ่งร้ายๆ มามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเราได้ ความรักและนับถือคุณค่าของตนเอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราอยากจะดูแลตัวเองให้ดียิ่งขึ้น และก็ส่งต่อเป็นการดูแลครอบครัวและคนรอบข้างด้วย กลายเป็นการรักและดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและสังคมต่อไป

 

          “ป่วยจิตในกายเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะรับมืออย่างไร ท่านผู้อ่านก็ได้ทราบกันแล้ว ส่วน ป่วยกายในจิตเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะรับมืออย่างไร เรามาติดตามประสบการณ์การทำงานกับผู้ป่วยในภาวะ ป่วยกายในจิตจาก นพ.สรวุฒิ เกษมสุข จิตแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กันต่อค่ะ

ขอให้คุณหมอเล่าประสบการณ์ และขอบเขตการทำงานจิตแพทย์ในโรงพยาบาลจังหวัด?

นพ.สรวุฒิ : ผมจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปี 2545 หลังจากนั้นไปปฏิบัติงานเป็นแพทย์ใช้ทุนที่ จ.ลำปาง เป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ก่อนจะมาปฏิบัติงานที่กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน

          ด้วยเหตุที่เป็นจิตแพทย์ในโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งมีผู้มารับการรักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตเวช รวมถึงการรับปรึกษาจากแพทย์ในสาขาอื่นๆ ทำให้มีโอกาสได้ดูแลคนไข้จิตเวชที่มีปัญหาเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายอยู่เสมอๆ ครับ

          ในความเป็นจริง คนไข้จิตเวชในด้านร่างกายนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากคนทั่วไป คนไข้จิตเวชจึงมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายได้ไม่ต่างกับคนทั่วไป มากไปกว่านั้นมีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวชมีอายุขัยโดยเฉลี่ยสั้นกว่าคนที่ไม่มีโรคทางจิตเวช โดยมีปัจจัยส่วนหนึ่งจากโรคทางกายต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าปัญหาโรคทางกายมีความสำคัญอย่างยิ่งในคนไข้จิตเวช

          อย่างไรก็ตาม แม้การรักษาโรคทางกายที่เกิดขึ้นในคนไข้จิตเวชจะไม่ได้แตกต่างกับการรักษาคนไข้อื่นที่เป็นโรคเดียวกันมากนัก แต่ก็มีหลายประเด็นที่มีความสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าคนไข้อื่นๆ เช่น คนไข้จิตเวชบางคนอาจมีปัญหาในการสื่อสาร หรือไม่สามารถบอกเล่าอาการเจ็บป่วยให้ผู้ดูแลหรือแพทย์ให้ทราบได้อย่างถูกต้อง รวมถึงคนไข้บางรายที่มีอาการทางจิตกำเริบรุนแรงอยู่ อาจปฏิเสธหรือไม่ร่วมมือในการตรวจ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ยากขึ้น นอกจากนี้ผู้ดูแลหรือแม้แต่บุคลากรทางสาธารณสุขเองก็อาจมองข้ามปัญหาทางกายในคนไข้จิตเวชไป เพราะอาจไม่คุ้นเคยกับการดูแลคนไข้จิตเวช หรือบางครั้งด้วยอาการทางจิต หรือผลข้างเคียงจากการรักษาก็อาจบดบังอาการแสดงของโรคทางกายบางอย่างไป สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไข้จิตเวชส่วนหนึ่งไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วเพียงพอ ทำให้ผลการรักษาออกมาไม่ดี หรือจนกระทั่งเจ็บป่วยรุนแรงจนเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้

 

ขอให้คุณหมออธิบิยถึงสภาพปัญหาทางกายที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยจิตเวชว่ามีประเด็นด้านใดบ้าง?

นพ.สรวุฒิ : ปัญหาโรคทางกายที่พบบ่อยและมักถูกละเลยในคนไข้จิตเวช คือ กลุ่มโรค ภาวะเมตาบอลิค (Metabolic Syndrome) หรือรู้จักกันในชื่อ โรคอ้วนลงพุงซึ่งเป็นความผิดปกติที่ผู้ป่วยจะมีภาวะอ้วนลงพุง โดยมีการกระจายของไขมันที่รอบเอวมากกว่าตำแหน่งอื่น ร่วมกับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ น้ำตาลในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้ที่มีความผิดปกตินี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเบาหวาน ที่สูงขึ้นกว่าคนที่ไม่มีภาวะนี้ ในทางปฏิบัติเราพบว่าคนไข้จิตเวชพบกลุ่มโรคภาวะเมตาบอลิคนี้ได้บ่อยๆ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความบกพร่องทางอารมณ์และความคิดที่เกิดจากโรคทางจิตเวช ทำให้คนไข้ส่วนหนึ่งมีปัญหาในการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะด้านสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว คนไข้จิตเวชบางคนอาจติดของหวานหรือติดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ทำให้เสี่ยงต่อความอ้วนและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาก็สามารถทำให้เกิดภาวะเมตาบอลิคได้ หากคนไข้ไม่ดูแลเรื่องโภชนาการ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอ

          เมื่อคนไข้จิตเวชมีโรคทางกายเกิดขึ้นแล้ว ก็มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลรักษา ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) ที่คนไข้ใช้อยู่ เนื่องจากคนไข้จิตเวชส่วนใหญ่ได้รับยาที่ใช้รักษาอยู่แล้ว การให้ยารักษาโรคทางกายจึงจำเป็นต้องเลือกอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันอันตรายจากปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญคือ ความยึดติดในการรักษา (Adherence) ซึ่งหมายความง่ายๆ คือ การที่คนไข้ยอมเข้ารับการรักษาหรือรับประทานยาได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องตลอดการรักษา ซึ่งพบว่าเป็นปัญหาสำคัญในคนไข้จิตเวช ซึ่งปัญหานี้ก็จะเกิดกับการรักษาโรคทางกายเช่นกัน การทำให้คนไข้รับประทานยาได้อย่างถูกต้องต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการรักษา แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเรื่องหนึ่ง เพราะคนไข้จิตเวชก็มีความบกพร่องบ้างอยู่แล้วจากโรคทางจิตเวชที่เป็นอยู่ ญาติหรือผู้ดูแลบางคนอาจรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หมดหวัง หรือโกรธ คนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามการรักษา จริงๆ แล้วญาติหรือผู้ดูแลควรตระหนักว่า แม้แต่กับคนทั่วไปหรือตัวญาติเอง บางครั้งยังยากที่จะทำตามแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องครบถ้วนและต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่แปลกที่คนไข้จิตเวชก็จะรู้สึกว่า บางทีการรักษาไปตามแผนก็เป็นเรื่องยุ่งยาก น่าเบื่อ น่ารำคาญ ญาติและผู้ดูแลควรจะพยายามเข้าใจความรู้สึกของคนไข้จิตเวชที่มีต่อการรักษาไว้บ้าง เพื่อที่จะปรับวิธีการบางอย่างเพื่อให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น เช่น เสริมแรงทางบวก โดยการชมเมื่อคนไข้ทำได้ดี ไม่ควรใช้วิธีดุด่าหรือใช้กำลังบังคับ เพราะยิ่งจะทำให้คนไข้จิตเวชรู้สึกไม่ดีต่อการรักษาและยิ่งจะต่อต้านมากขึ้น

 

แนวทางของระบบการดูแลรักษา การพัฒนาการให้บริการ และคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เป็นอย่างไรบ้าง?

นพ.สรวุฒิ : ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์ผมพบว่า แนวคิดในการดูแลคนไข้จิตเวชในประเทศไทย  ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่มองว่าโรคทางจิตเวชเป็นเรื่องน่ากลัว น่ารังเกียจหรือเกิดจากความอ่อนแอหรือนิสัยไม่ดี จนทำให้เกิด ตราบาป ในคนไข้จิตเวช ค่อยๆ ไปสู่ความเข้าใจโรคจิตเวชที่ถูกต้องมากขึ้น ว่าเป็นผลมาจากความผิดปกติบางอย่างในร่างกายร่วมกับปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีผลจนทำให้เกิดโรค และสามารถรักษาให้หายขาดหรืออย่างน้อยก็ดีขึ้นจนกลับมาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ และเริ่มเข้าใจว่า โรคทางจิตเวชไม่ใช่มีแต่ที่รู้จักกันว่า บ้า หรือ เสียสติ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคที่มีความแตกต่างหลยอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล ซึ่งเมื่อดูจากภายนอกก็อาจไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปเลย และมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน

          นอกจากนี้แนวคิดการดูแลในทางการแพทย์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่มองเฉพาะเรื่องการรักษาที่ตัวโรคและการรักษาด้วยยา ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นการดูแลอย่างองค์รวม ซึ่งมองตัวคนไข้ในมุมที่กว้างขึ้นและให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามามีผลกับตัวคนไข้มากกว่าจะมองแค่โรคที่เป็นอยู่ ซึ่งนำมาสรุปแบบของการดูแลที่มากไปกว่าการใช้ยาหรือการจัดการเฉพาะที่ตัวโรค

          ในด้านนโยบายสาธารณสุขของไทยเกี่ยวกับการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งมักเป็นโรงพยาบาลจิตเวชหรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีจิตแพทย์ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดูแลคนไข้ได้ทั้งหมด ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นการจัดบริการให้เข้าไปใกล้ตัวคนไข้ได้มากขึ้น เช่น การจัดบริการคลินิกจิตเวชในโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และจัดการให้มียาจิตเวชอย่างทั่วถึงเพื่อให้คนไข้จิตเวชเข้าถึงการรักษาได้ง่ายและสะดวกขึ้น

          อย่างไรก็ตาม หากเราจะหวังให้ภาครัฐเพียงอย่างเดียว ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชก็คงจะไม่ได้ครับ ประชาชน ชุมชน ซึ่งหมายถึงพวกเราเองก็ต้องมีส่วนในการช่วยเหลือดูแลคนไข้จิตเวชด้วย จริงๆ แล้วที่ผ่านมา ภาคประชาชนเองมีส่วนอย่างมากในการดูแลคนไข้จิตเวช เพราะลำพังระบบสาธารณสุขของไทยปัจจุบันคงไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างเช่น วัด นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางใจของชุมชนแล้ว หลายๆ วัดยังให้การดูแลคนไข้จิตเวชที่ไร้ที่พึ่ง หรือหลายๆ ชุมชนที่พบมาก็ดูแลคนไข้จิตเวชในชุมชนของตนเองอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามการดูแลในรูปแบบนี้ไป อยากให้ทุกชุมชนมองว่า คนไข้จิตเวชก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชนเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งก็ต้องการให้ยอมรับและช่วยเหลือเวลาที่ลำบากเหมือนๆ กับคนอื่นๆ หากเราจะรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก เราก็ควรจะรู้สึกดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือคนไข้จิตเวช ซึ่งก็อาจมีความทุกข์มากกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ แทนที่จะรังเกียจหรือพยายามกีดกันออกไปเสียจากกลุ่มสังคม ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของพวกเขามากยิ่งขึ้น

 

คุณหมอจะฝากข้อเสนอแนะอะไร แก่ใคร เพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นดีขึ้น?

นพ.สรวุฒิ : สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากถึงคนที่มีส่วนในการดูแลคนไข้จิตเวช รวมถึงบุคลากรทางสาธารณสุขว่า การมองใครสักคนว่าเป็น คนไข้จิตเวช และ ดูแลอย่างคนไข้จิตเวช นั้นไม่เพียงพอที่จะเรียกว่าเป็นการดูแลที่ดีแล้วได้ แต่หากต้องมองให้เห็นว่าเป็น คนไข้เพื่อจะได้เห็นมุมมองที่กว้างและลึกขึ้น เพราะเมื่อเรามองว่าเป็น คนไข้ โดยแยกว่าเป็น จิตเวช และ ทางกาย แล้ว เราจะสามารถดูแลกันเป็นส่วนๆ แต่การดูแลที่อาจจะเรียกได้ว่า การดูแลที่ดีนั้น ต้องมองให้เห็นว่าพวกเขาเป็น คน เหมือนอย่างที่เราเป็น เพราะเมื่อเรามองได้ถึงขั้นนี้แล้ว เราจะสามารถดูแลพวกเขาได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเราทุกๆ คนครับ

 

 

          ทั้งหมดนั้นเป็นความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านจากมุมมองของจิตแพทย์ ที่ได้เข้าถึงและใส่จิตใจลงไปในการรักษา ทางฟากฝั่งของผู้ป่วยเอง ผู้ที่ได้สัมผัสและผ่านพ้นประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง สมควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลรักษาทั้งจิตใจและร่างกายของตัวเองให้ดีที่สุด

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: