การปฏิรูปจิตเวชไทย: การฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือการคืนสู่สุขภาวะ? | สมาคมสายใยครอบครัว

การปฏิรูปจิตเวชไทย: การฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือการคืนสู่สุขภาวะ?

-A +A

          เมื่อบุคคลหนึ่งป่วยด้วยโรคจิตเวชจากปัจจัยที่มีมาก่อนและปัจจัยกระตุ้น หลังจากได้รับโอกาสบำบัดรักษาแล้ว บางคนอาจเพียงแค่กินยาก็หายดีและไม่ต้องการอะไรมากไปกว่ายาที่มีคุณภาพในการรักษาและผลข้างเคียงน้อย (หากหวังว่าไม่มีผลข้างเคียงเลยคงเป็นการคาดหวังสูงเกินไป) เขาก็ใช้ชีวิตปกติได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเภท เส้นทางการกลับคืนสู่ชีวิตปกติ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องมีกระบวนการสนับสนุนมากบ้างน้อยบ้างอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน เนื่องจากมีการสูญเสียทางกาย ทางจิต ทางสังคม และกระทั่งทางจิตวิญญาณด้วย  ฉะนั้น การคืนสู่สุขภาวะของเขาเป็นเส้นทางที่ต้องอุตสาหะพยายามอย่างหนัก

          ถ้าเราส่งเสริมป้องกันแล้ว ให้การบำบัดรักษาดีแล้ว แล้วจบลงตรงนั้น เราอาจเสียคนอีกจำนวนมากให้กับโรคจิตเวช เขาอาจมีชีวิตอยู่ แต่ทำบทบาทหน้าที่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก นั่นเท่ากับสรรพกำลังและทรัพยากรที่เราทุ่มเทไปในการบำบัดรักษาก็สูญไปอย่างน่าเสียดายหรือได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ดังนั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพจึงเข้ามามีความสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถก้าวผ่านอุปสรรคในการดำเนินชีวิต อันเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยด้านจิตเวช และได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในฐานะมนุษย์ พลเมือง และสมาชิกที่มีคุณค่ามีศักดิ์ศรีของชุมชน

 

ไกลไปกว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพสู่การคืนสู่สุขภาวะ

          ด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพยังมีนัยแฝงว่า ตัวบุคคลที่ป่วยมีอะไรบางอย่างบกพร่องไปต้องรับการซ่อม และในการฟื้นฟูสมรรถภาพนั้น ดูเหมือนคนอื่นจะเป็นคนเห็นและตัดสินใจว่ามีอะไรควรซ่อม ทั้งเรารู้ว่าเส้นทางของบุคคลที่ได้รับประสบการณ์ตรงกับโรคจิตเวชนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาก แม้การวินิจฉัยของแพทย์จะเหมือนกัน มีคนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตกับโรคไปอีกยาวนาน แนวคิดด้านการคืนสู่สุขภาวะ (recovery) น่าจะมีประโยชน์ยิ่งสำหรับการคืนชีวิตปัจเจกบุคคลสู่สังคม

 

การคืนสู่สุขภาวะคือ...

          ตามนิยามในข้อเขียนของผู้บริโภคที่อยู่รอด เช่น ฮิวตัน (1982) ดีแกน (1988) อุนซิกเคอร์ (1989) และแอนโทนี (1993) ระบุว่า การคืนสู่สุขภาวะเป็นกระบวนการเฉพาะตัว เป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง กระบวนการนี้เปลี่ยนแปลงท่าที ค่านิยม ความรู้สึก เป้าหมาย ทักษะ และ/หรือบทบาท เป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่พึงพอใจ เปี่ยมด้วยความหวัง และมีส่วนสร้างสรรค์สังคมแม้จะมีความจำกัดจากโรคภัย การคืนสู่สุขภาวะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความหมายและจุดมุ่งหมายใหม่ในชีวิตของตนขณะที่เติบโตพ้นจากผลกระทบที่ร้ายแรงของโรคจิตเวช ไม่ได้หมายความว่า การทนทุกข์จะหายไป อาการถูกขจัดไปหมดสิ้นและการทำบทบาทหน้าที่กลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด (แฮริสัน 1984) การคืนสู่สุขภาวะยังหมายถึงการฟื้นคืนจากการถูกตีตราบาป จากโรคภัยซึ่งเกิดจากภาวะที่ถูกรักษาในสถาบัน จากการขาดโอกาสที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง จากผลกระทบด้านลบของการไม่มีงานทำ และจากความฝันที่แหลกสลาย (ดีแกน 1988, ไวนการ์เทน 1994) 

 

ในการฟื้นฟูสมรรถภาพ/การคืนสู่สุขภาวะนี้ เราอยากเห็นรัฐ...

          ...จัดให้มีบุคลากรและศูนย์บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมที่มีคุณภาพในชุมชนทั่วประเทศ เพื่อผู้ได้รับผลกระทบจากโรคจิตเวชซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน ยังคงอยู่ในสังคมของเขา ได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการเรียน การประกอบอาชีพในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยใช้แนวคิดและแนวปฏิบัติที่มีหลักฐานว่ามีประสิทธิผล อย่างเช่น การดำรงชีวิตอิสระ การคืนสู่สุขภาวะ (recovery approach) การจ้างงานหรือการเรียนแบบมีการสนับสนุน (supported employment/education) การโค้ช เป็นต้น

          ...กำหนดวิธีประเมินและการช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่คนพิการทางจิตสังคมในการรับการสนับสนุนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          ...ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ป่วย ญาติ ภาคประชาชน และภาคเอกชนมีบทบาทในการจัดบริการการฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมการประกอบอาชีพของผู้ป่วยและผู้พิการทางจิตสังคม

          ในประเด็นที่ให้ผู้ป่วยมีส่วนในการจัดบริการนั้น คนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังขาว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ จะเป็นผลดีหรือไม่ แต่เหตุผลประการแรกคือ นี่เป็นชีวิตของเขา เหตุใดเขาจะไม่มีส่วนกำหนด เขาได้แต่เป็นฝ่ายรับสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วเท่านั้นหรือ แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธความเชี่ยวชาญของนักวิชาชีพ ฉะนั้นทางที่มีประโยชน์สูงสุดคือ การตัดสินใจร่วมกัน

          นอกจากนี้ การทำกิจกรรมเพื่อชักนำสู่การคืนสู่สุขภาวะโดยเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรงนั้นเป็นไปได้ ที่สมาคมสายใยครอบครัว ได้มีเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรงหลายคนนำสมาชิกที่อยู่กับโรคจิตเวชออกกำลังกาย เรียนรู้ศิลปะและหัตถกรรม กระทั่งการอ่านเพื่อพัฒนาชีวิต ในชมรมหนอนตัวเล็ก เราได้อ่านหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ และนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต เพื่อพัฒนาการทำงานด้านการรู้คิดของสมอง และนำแนวคิดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะมาใช้กับชีวิตของตนเอง แม้การตั้งเป้าหมายไม่ได้หมายความว่าจะบรรลุผลเสมอไป แต่หลายคนก็ตื่นขึ้นมาตระหนักว่า ชีวิตอีกสามสิบสี่สิบปีข้างหน้าต้องมีความหมายมากขึ้น และตระหนักในศักยภาพแห่งตนว่า ทำได้

          ...ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้มีประสบการณ์ตรงด้านปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชให้เข้มแข็ง มีบทบาททั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

 

          ทั้งนี้ ในทุกด้านและทุกระดับ ให้รัฐรับรองและส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเป็นหุ้นส่วนของผู้อยู่กับประเด็นสุขภาพจิตและจิตเวช (Nothing about us without us)

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: