การคืนสู่สุขภาวะ และการคบคิดแห่งหวัง (Recovery and the Conspiracy of Hope) -ตอนจบ

-A +A

(ความเดิมตอนที่ 1 : http://www.thaifamilylink.net/web/node/145
ความเดิมตอนที่ 2 : http://www.thaifamilylink.net/web/node/183
ความสิ้นหวังยอมแพ้ในอันที่จะคืนสู่สุขภาวะ ครอบงำไม่เพียงผู้ป่วยเอง ยังส่งผลรุนแรงต่อนักวิชาชีพที่บำบัดเขาอีกด้วย แต่นั่นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เช่นเดียวกับกุหลาบทะเล เมื่อความหนาวยะเยือกเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ปัจเจกบุคคลที่ป่วยก็พร้อมจะหยัดยืนขึ้นอีกครั้ง พร้อมที่จะเป็นดังกุหลาบทะเลที่คลี่ดอกบาน)

 

           ...อย่าทอดทิ้งพวกเราที่ทอดอาลัยว่าเป็น “กรณีที่หมดหวัง” ความจริงก็คือว่า ในบางช่วงบางตอน ทุกคนเลยที่ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคจิตเวชจะต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวและหมดสิ้นความไยดี แม้ว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ  ขอให้จำไว้ว่าการยอมแพ้เป็นทางแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง เป็นหนทางเพื่ออยู่รอดในสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นที่ที่ร้างไร้และบีบคั้น ไม่ได้บำรุงเลี้ยงและสนับสนุนเรา ภาระที่อยู่ต่อหน้าเราก็คือเคลื่อนไปจากภาวะเพียงเพื่ออยู่รอด ไปสู่การคืนสู่สุขภาวะ แต่เพื่อจะทำให้ได้อย่างนั้น สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ต้องเปลี่ยน คำว่าสิ่งแวดล้อมนี้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังหมายถึง สิ่งแวดล้อมในด้านระหว่างบุคคลที่เรียกว่าความสัมพันธ์ด้วย

           จากมุมมองนี้ แทนที่จะเห็นว่าเราเป็นกรณีที่ไม่มีแรงจูงใจ ไม่สนใจไยดีอะไร หรือสิ้นหวัง ก็จะเข้าใจว่า เราเป็นคนที่กำลังรอคอย เราไม่อาจรู้แน่ได้ แต่บางที เพียงแค่บางที ยังมีชีวิตใหม่ภายในบุคคลนั้นที่เฝ้ารอจะหยั่งรากหากจัดให้มีดินสำหรับหยั่งรากยึดอย่างมั่นคงและคอยหล่อเลี้ยง นี่คือทางเลือกอื่นนอกเหนือความสิ้นหวัง นี่คือท่ารับมือที่เต็มไปด้วยความหวัง มารี บอลเตอร์แสดงออกถึงความหวังนี้ เมื่อมีคนถามว่า คุณคิดว่าทุกคนสามารถดีขึ้นได้หรือ? เธอตอบว่า เราไม่ใช่คนตัดสินว่าใครสามารถไม่สามารถ ขอเพียงให้โอกาสที่จะหายดีขึ้นแก่ทุกคน แล้วให้เขาไปตามจังหวะก้าวของตนเอง และเราต้องเป็นคนมองในแง่ดี คือ สนับสนุนความปรารถนาของเขาที่จะดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น และไม่คอยแต่จะวัดความสำเร็จของเขาด้วยความสามารถทางการผลิตอยู่ตลอด

           ดังนั้น ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะไปตัดสินว่าใครจะคืนใครจะไม่คืนสู่สุขภาวะจากโรคจิตเวชจากผลกระทบที่ทำลายล้างเขา อันได้แก่ความยากจน ตราบาป การทำให้หมดความเป็นมนุษย์ การถูกทำให้เสื่อมเสีย ตลอดจนความสิ้นหวังที่ได้เรียนรู้ ส่วนงานเราคือการมีส่วนร่วมในการคบคิดแห่งหวัง เป็นงานเราที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพเปี่ยมด้วยโอกาสสำหรับการปรับปรุงตนเอง เป็นงานของเราที่จะต้องบำรุงเลี้ยงเจ้าหน้าที่ของเราในงานอาชีพพิเศษแห่งการปลุกความหวัง เป็นงานของเราที่จะต้องถามคนพิการทางจิตเวชว่าอะไรหรือที่เขาต้องการและจำเป็นต้องมีเพื่อจะเติบโต และจากนั้นจะได้จัดหาดินดีให้ชีวิตใหม่ได้หยั่งรากและเติบโต จากนั้น ในที่สุด เป็นหน้าที่ของเราที่จะรอคอยอย่างอดทน ที่จะนั่งกับเขา ที่จะเฝ้าดูด้วยความอัศจรรย์ และที่จะเป็นพยานผู้เปี่ยมด้วยความเคารพ เป็นพยานของชีวิตของอีกบุคคลหนึ่งที่คลี่บาน

           ที่กล่าวมานี้ฟังดูดี แต่เราจะทำได้อย่างไร? ฉันมีข้อเสนอแนะอันเป็นรูปธรรมว่าจะเข้าร่วมการคบคิดแห่งหวังและสร้างชุมชนแห่งหวังแวดล้อมคนที่สูญเสียความหวังไปแล้วได้อย่างไร

           ประการแรก เราต้องอุทิศตนเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยถูกขอให้งอกงาม เราต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นค่อนข้างอึดอัด และบางครั้งฉันก็กังวลว่า เราจะพอใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างผิวเผิน กังวลเกี่ยวกับคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ติดหูอย่าง การบูรณาการ ผู้บริโภค การเสริมสร้างความเข้มแข็ง โมเดลคลับเฮ้า และการเป็นหุ้นส่วน ดูเหมือนว่าหลายทศวรรษ เราเอาแต่คิดคำที่นำแฟชั่นและชื่อที่จะเรียกกันและกัน ตัวอย่างเช่น ในทศวรรษห้าสิบเป็นหมอกับคนไข้ ในทศวรรษหกสิบเป็นเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ ในทศวรรษเจ็ดสิบเป็นผู้ให้บริการกับผู้บริโภค ในทศวรรษแปดสิบเป็นเจ้าหน้าที่กับสมาชิก ในทศวรรษเก้าสิบ เรามี ผู้ถือหุ้นบริษัทจัดการดูแล

           ใช่ ชื่อที่เราเรียกกันและกันได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน แต่ฉันขอโต้แย้งว่า ความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างคนที่ถูกตีตราด้วยโรคจิตเวชกับคนที่ไม่ถูกตีตรา โดยแก่นสารแล้วยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย มีสาธุคุณชราคนหนึ่งชื่อวิลเลียม แมคนามารา ในชุมชนโนวานาดา ซึ่งอยู่ไกลไปที่แคมป์วิลล์ โนวาสโคเชีย เคยพูดถึงความพยายามทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้ เหมือนกับเราเฝ้าจัดเก้าอี้บนดาดฟ้าเรือไตตานิกอยู่นั่นแล้ว แต่ทั้งหมดที่เป็นสัมฤทธิ์ผลจริงๆ ของเราก็คือวิวสวยขึ้นในขณะที่กำลังจมลง นั่นเป็นอันตรายใหญ่ของการเพียงใช้ดีไซน์โปรแกรมใหม่ที่สุดและภาษาที่แค่เพราะหู หากเราไม่ระวัง ทั้งหมดนี้จะมีความหมายก็เพียงการจัดเก้าอี้ใหม่บนดาดฟ้าของเรือที่กำลังจม บางคนอาจได้พูดว่า หยุด เดี๋ยว ลืมคำน่าประทับใจเสีย มีรูกว้างใหญ่ในเรือนี้ที่เราเรียกว่า ระบบสุขภาพจิตและเรากำลังจะจมลงไปกับมัน!

           ฉันจะโต้แย้งจนกว่าความสัมพันธ์ขั้นรากฐานระหว่างคนที่ถูกตีตรากับคนไม่ถูกตีตราโรคจิตเวชเปลี่ยนแปลงไป จนกว่าความไม่สมดุลแห่งอำนาจอันฉกาจระหว่างเราอย่างน้อยก็เท่าเทียมกันขึ้นมา จนกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราจะเป็นแบบซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง จนกว่าเราเลิกแนวปฏิบัติที่ป่าเถื่อน อย่างเช่นการหน่วงเหนี่ยวกักขังขณะที่พยายามโน้มน้าวให้คนเชื่อว่าการทรมานเช่นนั้นก็เพื่อผลดีแก่เขาเอง และจนกว่าเราจะตระหนักสิ่งที่เรามีร่วมกันคือ ความเป็นมนุษย์และเลิกการทำลายความเป็นมนุษย์ซึ่งทำให้จิตวิญญาณแหลกสลายในระบบสุขภาพจิต หาไม่แล้วรูกว้างใหญ่จะยังทำให้ความพยายามอย่างเลิศของเรายังจมลงต่อไป

           สิ่งแวดล้อมด้านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ของโครงการสุขภาพจิตและชุมชนต้องเปลี่ยน หากคนเราจะเคลื่อนจากเพียงแค่อยู่รอดไปสู่การเดินทางยังการคืนสุขภาวะ เราต้องเลิกใช้อำนาจเหนือคนที่เราทำงานด้วย นี่ไม่เพียงทำให้เกิดการพึ่งพาและความสิ้นหวังจากการเรียนรู้ ตรงกันข้าม เราต้องร่วมกับคน อย่าง ดร.จีน เบเกอร์ มิลเลอร์ (1976) และผู้รู้คนอื่นๆ ที่ศูนย์สโตน ในวิทยาลัยเวสลีย์ เมื่อตามการนำของพวกเขา เราต้องเริ่มคิดในแง่ของการมีอำนาจด้วยกันกับ หรือ การสร้างอำนาจด้วยกัน แทนที่จะมีแต่อำนาจและการควบคุมเหนือคนที่เราทำงานด้วย ในแนวนี้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปฏิบัติต่อๆ กันมา ซึ่งในประวัติศาสตร์นั้นบีบบังคับคนพิการทางจิตเวชมากเหลือเกิน จะต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราต้องเลิกใช้วลีอย่าง ฉันตัดสินว่านี่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ และแทนที่จะถามคนรับบริการว่าเขาต้องการอะไรสำหรับชีวิตของเขาเอง และจัดให้เขามีทักษะกับการสนับสนุนเพื่อให้เขาสัมฤทธิ์ผลตามนั้น

           เราต้องอุทิศตนเองเพื่อขจัดอุปสรรคในสิ่งแวดล้อม ซึ่งกีดขวางความพยายามของคนที่จะไปสู่สุขภาวะและเก็บกักเราไว้ในภาวะของการพยายามเพียงเพื่ออยู่รอด ตัวอย่างเช่น จะขอให้ตรวจสอบคำถามต่อไปนี้คือ

           1.คนที่เราทำงานด้วยนั้นได้รับยามากเกินไปหรือไม่? บ่อยครั้ง ความไม่สนใจไยดี การขาดแรงจูงใจ และความเฉื่อยเนือยที่เราสังเกตเห็นนั้นเป็นผลกระทบของยารักษาโรคจิต เราสอนผู้บริโภค/ผู้รอดชีวิตเกี่ยวกับผลกระทบของยา และช่วยพวกเขาให้เป็นปากเป็นเสียงอย่างมีประสิทธิผลในเรื่องการเปลี่ยนยาและ/หรือการลดยาหรือไม่? อุตสาหกรรมยาข้ามชาติสร้างความมั่งคั่งขนานใหญ่จริงๆ ผ่านการขายยาเหล่านี้ สิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของเราไม่ใช่เพื่อเพิ่มกำไรเบื้องต้นแต่ละไตรมาสของพวกเขา สิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของเขา คือ สนับสนุนคนที่อยู่ในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะของเราเองเมื่อเราอยู่ในภาวะเป็นพาร์กินสัน ไม่สนใจไยดีอะไรและเฉื่อยเนือยจากผลของยา

           2.ผู้บริโภค/ผู้รอดชีวิตทั้งในชุมชนและโปรแกรม  โรงพยาบาลมีส่วนในการประเมินการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือไม่? ใครจะรู้ดีว่าเจ้าหน้าที่มีประสิทธิผลเพียงใดมากไปกว่าคนที่รับบริการจากเจ้าหน้าที่คนนั้น? นอกจากนี้ เรากำลังจัดการฝึกอบรมและสนับสนุนให้ผู้บริโภค/ผู้อยู่รอดมีทักษะในการดำเนินการประเมินนั้นหรือไม่?

           3.ผู้เข้าร่วมโครงการและคนไข้ในได้รับการฝึกอบรมทักษะจากเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องว่าจะมีส่วนร่วมอย่างไรในทีมบำบัดรักษาและจะได้สิ่งที่ต้องการจากทีมบำบัดรักษาได้อย่างไรหรือไม่? เราได้รับอนุญาตให้นั่งอยู่ตลอดการประชุมวางแผนบำบัดรักษาโดยตลอดหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ตั้งใจพูดภาษาพื้นๆ เพื่อให้เราเข้าใจการสนทนาได้หรือไม่? มีเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรงที่พร้อมจะเข้าร่วมในการประชุมวางแผนการบำบัดรักษากับเราหรือไม่? มีโอกาสพบกับเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรงก่อนหรือไม่เพื่อจะได้กำหนดยุทธศาสตร์ว่าเราอยากได้อะไรจากประชุมนั้นๆ และจะนำเสนอความคิดของเราอย่างไร? มีเวลาจะซ้อมด้วยบทบาทสมมุติในการกล้าพูดและรับมือกับคำถามต่างๆ ก่อนการประชุมวางแผนรักษาหรือไม่?

           4.มีห้องน้ำและที่รับประทานอาหารสำหรับเจ้าหน้าที่แยกจากผู้ร่วมโครงการหรือไม่? หากมี ก็ควรกำจัดไป นี่เรียกว่าการแบ่งแยกและสร้างพลเมืองชั้นสองขึ้น

           5.ใครใช้โทรศัพท์ได้? ใครตัดสินใจเรื่องอะไร? ใครมีอำนาจที่แท้จริงในโครงการ? ข้อมูลข่าวสารเป็นอำนาจและการเข้าถึงข้อมูลเป็นการสร้างความเข้มแข็ง มีสิ่งกีดขวางการเข้าถึงโปรแกรมอะไรบ้าง?

           6.เขาเข้าใจหรือไม่ว่าคนที่พิการด้วยโรคจิตเวชมีความรู้และความเชี่ยวชาญอันล้ำค่าอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ของเขา? เราถนอมเลี้ยงทรัพยากรมนุษย์อันสำคัญนี้หรือไม่? เราแข็งขันในการเสาะหาเพื่อจ้างงานคนพิการด้านจิตเวชและเพื่อจัดหาการสนับสนุนและเอื้ออำนวยตามที่พวกเขาอาจร้องขอหรือไม่?

           7.เราได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ได้เป็นมนุษย์ที่มีหัวใจมนุษย์หรือไม่? เราให้การนิเทศก์หรือการสอดส่องดูแลเจ้าหน้าที่หรือไม่? บางทีเราอาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีมนุษยธรรมมากขึ้น หากเรามุ่งมองว่าการทำงานกับคนเป็นการเดินทาง ซึ่งในการเดินทางนี้ เราสองฝ่ายเคลื่อนไปและถูกขับเคลื่อนโดยคนที่เราพยายามจะให้บริการ บางทีเราอาจเสนอให้คนทำงานของเรามีสิ่งที่เรียกว่า การร่วมทาง (จีน วาเนียร์ 1988) การร่วมทางหมายความว่าเสนอให้เดินไปกับเจ้าหน้าที่ของเราขณะที่เขาดำเนินไปในการเดินทางแห่งหัวใจที่บางช่วงเจ็บปวด บางช่วงเบิกบาน ความสัมพันธ์ที่เราเรียกว่า ความสัมพันธ์แบบดูแลโดยตรง การดูแลโดยตรง นั่นแหละคือการเปลี่ยนแปลงจริงแท้

           8.เราทำงานในระบบซึ่งให้รางวัลการอยู่เฉย การเชื่อฟังและการยอมตามหรือเปล่า? เรามองว่าการยอมตามนั้นเป็นผลลัพธ์อันพึงปรารถนาหรือเปล่า? อย่างที่เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นผู้บริโภค/ผู้รอดชีวิตบอกฉันว่า บอกผู้จัดการกรณีเหล่านั้นเถอะว่า เขาพลาดกันหมด บอกให้เขาเลิกพูดว่า การยอมตามเป็นเส้นทางสู่การเป็นอิสระแก่ตน และจริงๆ การยอมตามนั้นไม่ได้เป็นเส้นทางสู่การเป็นอิสระแก่ตน การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเองเป็นผลลัพธ์ที่บ่งว่าสิ่งแวดล้อมสนับสนุนโอกาสสำหรับการคืนสู่สุขภาวะและการสร้างเสริมความเข้มแข็ง

           9.เราได้อ้าแขนรับแนวคิดเรื่อง ศักดิ์ศรีแห่งการเสี่ยง และ สิทธิที่จะล้มเหลว หรือเปล่า? คนปกติที่เรื้อรัง หรือคนที่ไม่ได้ถูกตีตราในด้านจิตเวช ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจโง่ๆ ไม่มีความคิดตลอดเวลาในชีวิต ตัวอย่างที่ฉันชอบมากก็คือ เอลิซาเบธ เทเลอร์ ซึ่งเพิ่งหย่าเป็นครั้งที่แปด เราอาจพูดว่า เธอไม่มีความคิด เธอไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอแต่งงานครั้งที่ 9 ไม่มีหน่วยสวาทของพยาบาลถือยาฉีดโปรสิซีนกลุ้มรุมเธอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเธอ แต่ลองนึกภาพคนที่พิการทางจิตจะประกาศแก่ทีมบำบัดรักษาว่า พวกเขากำลังจะแต่งงานเป็นครั้งที่ 9 ดูสิ คนเราเรียนรู้ และบางครั้งก็ไม่เรียนรู้จากความล้มเหลว เราต้องระวังที่จะแยกแยะระหว่างคนที่ตัดสินใจโง่ๆ หรือเลือกในสิ่งที่ทำให้ตนเองแพ้พ่าย (ในมุมมองของเรา) กับคนที่เสี่ยงจริงๆ

           10.ในระบบสุขภาพจิตมีโอกาสให้คนปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นจริงๆ หรือไม่? มีสถานที่อาศัยปกติระดับที่เราจ่ายได้ให้เลือกหรือเปล่า? มีงานให้ทำไหม? บุคคลหนึ่งที่เพิ่งกลับไปทำงานไม่นานหลังจากอยู่ในโรงพยาบาลหลายปี พูดกับฉันว่า การพูดเรื่องเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งหมดนี้คืออะไรกัน? ผมบอกคุณได้ว่านิยามของการเสริมสร้างความเข้มแข็งคืออะไร: ก็คือค่าแรงที่เหมาะสมตอนสิ้นเดือนŽ

 

           ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะว่าจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่คนเราจะเติบโตได้อย่างไร

           จากนั้น ขณะที่เราสร้างสิ่งแวดล้อมอันเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง เราต้องรับรู้ว่าคนพิการไม่ได้รับการฟื้นฟูในความหมายเดียวกับรถยนต์ได้รับการจูนเครื่อง (ดีแกน 1988) เราไม่ใช่วัตถุอันแน่นิ่งซึ่งนักวิชาชีพรับผิดชอบที่จะฟื้นฟูสมรรถภาพ พวกเราหลายคนพบว่า คำว่าฟื้นฟูสมรรถภาพนั้นทำให้น่าทุกข์ใจ เราไม่ใช่วัตถุให้ใครมาทำอะไรแก่เรา เราเป็นมนุษย์ที่เป็นประธานอย่างเต็มที่ สามารถทำกริยาต่างๆ และในการกระทำนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเราได้

           เราไม่ใช่วัตถุที่ต้องซ่อม นัยของคำว่าฟื้นฟูสมรรถภาพปล้นความรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองและการตัดสินใจเกี่ยวกับตนได้ คำนี้วางความรับผิดชอบไว้ผิดที่ สืบต่อความเชื่อผิดๆ ที่ว่า เราไม่สามารถและไม่เป็นคนที่รับผิดชอบชีวิต การตัดสินใจและการเลือกของตนเองได้

           ความจริงก็คือว่า ไม่มีใครมีอำนาจฟื้นฟูชีวิตของคนอื่น นี่เป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งของความจริงที่ว่า เราสามารถสร้างเทคโนโลยีและโปรแกรมการฟื้นฟูอันก้าวหน้าและประณีตที่สุดแก่คนพิการแต่ก็ยังล้มเหลว ไม่อาจช่วยเขาได้ ดังคำพูดที่ว่า คุณจูงม้าไปหาน้ำได้ แต่ไม่สามารถทำให้มันดื่มน้ำได้ จำเป็นต้องมีบางสิ่งมากกว่าเพียงบริการที่ดี บางสิ่งที่มากกว่า นั้นคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า การคืนสู่สุขภาวะ

           แนวคิดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะต่างจากการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมากตรงที่เน้นว่า คนเรารับผิดชอบชีวิตของตนเองและเราสามารถยืนหยัดต่อสู้ความพิการและสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจ เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อที่อยู่เฉย เราไม่ต้องถูกทำให้เป็นทุกข์ เราสามารถเป็นผู้รับผิดชอบในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะของเราเอง นั่นคือเหตุที่เป็นอันตรายเหลือเกินที่จะลดทอนบุคคลลงมาเป็นแค่ความป่วยไข้ หากเราดันทุรังว่าบุคคลที่เรียนรู้ที่จะพูดว่า ฉันเป็นโรคจิตเภท โดยเนื้อแท้เท่ากับเรายืนยันว่าให้บุคคลนั้นบอกว่าความเป็นบุคคลของเขานั้นเท่ากับความเจ็บไข้ โดยการลดทอนความเป็นมนุษย์ดังกล่าว โรคก็จะมีสถานภาพเป็นใหญ่ในแง่ของอัตลักษณ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อบุคคลเรียนรู้ที่จะเชื่อว่า ฉันเป็นจิตเภท เมื่ออัตลักษณ์ของเขาเป็นหนึ่งเดียวกับโรค เมื่อนั้นก็ไม่มีใครเหลือข้างในที่จะแบกรับงานใหญ่ของการคืนสู่สุขภาวะ นั่นเป็นเหตุให้เราต้องช่วยคนใช้ภาษาที่เอ่ยคำว่า คน ก่อน อย่างเช่น ฉันเป็นคนที่ถูกตีตราว่าเป็นโรคจิตเภท ฉันเป็นบุคคลที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคจิตเวช เป็นต้น ภาษาที่เอ่ยคำว่า คน ก่อนแบบนี้ เตือนให้เราระลึกเสมอว่า เหนืออื่นใดเราเป็นมนุษย์ผู้สามารถยืนหยัดสู้สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ได้

           การเดินทางแห่งการคืนสู่สุขภาวะของแต่ละบุคคลมีลักษณะเฉพาะตัว แท้ที่จริง เราแต่ละคนต้องค้นให้พบด้วยตนเองว่า อะไรส่งเสริมและอะไรไม่ส่งเสริมการคืนสู่สุขภาวะของเรา พวกเราบางคนพบว่าการบำบัดรักษาเป็นช่วงๆ หรือต่อเนื่องเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการคืนสู่สุขภาวะของเรา อย่างไรก็ตาม คนอื่นๆ พบว่า พวกเขาไม่ต้องรับบริการสุขภาพจิตอีกต่อไปและออกจากระบบไปเลย (โอกาวา 1987)

           สำหรับพวกเราบางคนมีประวัติใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ หรือคนที่โตมาในครอบครัวที่มีคนติดเหล้า หรือคนที่อยู่รอดวัยเด็กที่ถูกทำร้ายทางเพศ ทางอารมณ์และ/หรือทางกาย การมีส่วนร่วมในโครงการคนมีประสบการณ์ตรงเหมือนกันมาช่วยกันและโครงการบันไดสิบสองขั้น อาจมีบทบาทสำคัญในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะของเรา

           พวกเราหลายคนพบว่าโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านสังคมและอาชีพให้โอกาสที่มีลักษณะเฉพาะตัวแก่เรา และเราใช้บริการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหายดีของเรา พวกเราส่วนใหญ่พบว่าการพัฒนามิตรภาพบนพื้นฐานของความรักและการเคารพซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการคืนสู่สุขภาวะของเราแน่นอน ที่อยู่อาศัยถาวร ราคาพอจ่ายได้และบูรณาการเข้ากับสังคมเต็มที่เป็นรากฐานของกระบวนการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ พวกเราหลายคนพบว่า การเข้าร่วมชุมชนฝ่ายจิตวิญญาณที่เราเลือกนั้นให้พลังและความหวังแก่เราในอันที่จะทำงานหนักต่อไปในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะของเรา

           การคืนสู่สุขภาวะไม่ได้พูดถึงผลผลิตหรือผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ได้หมายความว่า เรารักษาหายแล้ว ทั้งไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นเพียงแต่เสถียรหรือคงอยู่ในชุมชนได้ บ่อยครั้ง การคืนสู่สุขภาวะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวตน ซึ่งเราทั้งยอมรับข้อจำกัดและการค้นพบโลกใหม่ที่มีความเป็นไปได้ นี่เป็นเรื่องย้อนแย้ง (paradox) ของการคืนสู่สุขภาวะ ตัวอย่างเช่น ยอมรับสิ่งที่เราทำหรือเป็นไม่ได้ เราเริ่มค้นพบว่า เราเป็นใครได้และทำอะไรได้ ด้วยเหตุนี้ การคืนสู่สุขภาวะเป็นกระบวนการ เป็นวิถีชีวิต เป็นทัศนคติและเป็นแนวทางเผชิญสิ่งท้าทายของแต่ละวัน การคืนสู่สุขภาวะไม่ได้เป็นกระบวนการเชิงเส้น เช่นเดียวกับกุหลาบทะเล การคืนสู่สุขภาวะมีฤดูกาล มีช่วงเติบโตเข้าไปในความมืดเพื่อยืดรากใหม่ๆ แล้วจากนั้นมีช่วงของการผุดออกมาสู่แสงสว่าง แต่การคืนสู่สุขภาวะส่วนใหญ่เป็นกระบวนการที่ช้ารอบคอบ ที่เกิดขึ้นโดยการเจาะผ่านเม็ดทรายเล็กๆ ทีละเม็ด

           ดังที่กุหลาบทะเลสอนเรา งานแห่งการเติบโตนั้นช้าและยาก แต่ผลลัพธ์นั้นงดงามและน่าอัศจรรย์ เราได้เลือกงานที่ยากมาก บางครั้งฉันคิดว่าเราประหลาดพิกลอยู่ที่เลือกงานแนวนี้ ฉันหมายความว่า คอมพิวเตอร์ไม่ขอให้เราเติบโตและค่าจ้างดีกว่าแน่นอน แต่เรายึดและภักดีต่องานนี้ เพราะอะไรเล่า? เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของการคบคิดแห่งหวัง และในใบหน้าของคนพิการทางจิตแต่ละคน เราเห็นชีวิตที่กำลังรอคอยดินดีเพื่อจะเติบโต เราอุทิศตนให้แก่การสร้างดินดี ดังนั้นฉันจึงเฉลิมฉลองคุณ และเฉลิมฉลองวิญญาณอันเข้มแข็งและเหนียวแน่นสุดฤทธิ์ของคนพิการทางจิต เฉลิมฉลองตัวบุคคลในตัวเราแต่ละคน เฉลิมฉลองความหวัง เฉลิมฉลองการคบคิดของเรา และฉันคิดว่า เราทุกคนคู่ควรจะรับการปรบมือกราวใหญ่

 

           (จบบริบูรณ์)

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: