สิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้ Things I cannot control

-A +A

           นักเขียนและผู้นำคริสเตียนยุคแรกเขียนถึงตัวเขาเองว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ว่าถูกต้อง และปรารถนาที่จะกระทำ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่ถูกต้อง และข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะกระทำ ข้าพเจ้ากลับทำ” ดังนั้นทุกคน ทั้งชายหญิงและเด็กต้องยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเองว่า เราไม่ได้มีอำนาจการควบคุมเหนือชีวิตของตนเองอย่างที่เราปรารถนาจะคิด มีบางสิ่งลึกกว่านั้น บางสิ่งที่เป็นความผิดพลาดระดับพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์ นั่นคือ เราทุกคนล้วนมีแนวโน้มที่จะทำในสิ่งที่เรารู้ว่าผิด เราไม่สามารถจะทำดีพอ หรือถูกต้องพอ เพื่อจะหลีกหนีจากสิ่งผิดที่เราและคนอื่นๆ ทำโดยสัญชาตญาณ

           ผมคิดว่าบางคนอาจประหลาดใจที่ได้ยินผมพูดอย่างนี้ ผมคิดว่า เราทุกคนอยากจะเชื่อว่าเรานั้นดีโดยธรรมชาติ และทุกครั้งที่เลือกได้เราจะทำความดี การเชื่อเช่นนั้นเป็นเรื่องดูดี เพียงแต่ว่าไม่จริง ชีววิทยาไม่ได้พิสูจน์ว่าอย่างนั้น ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าอย่างนั้น ข่าวที่เราได้ยินแต่ละวันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงอย่างนั้น วิทยาศาสตร์ก็ยิ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เรามีแนวโน้ม และพิสูจน์แล้วว่าเป็นคนที่ทำความผิดโดยธรรมชาติ

           แล้วเมื่อเราเพิ่มเติมอะไรอย่างยาเสพติด สารเคมี สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี การดูแลที่ไม่สมบูรณ์ของพ่อแม่ ความอ่อนแอทางจิตใจ ความบกพร่องทางพันธุกรรม และความต้องการส่วนตัวที่ไม่ได้รับการตอบสนองเข้ากับธรรมชาตินี้ของเรา เราจึงมีปัญหาได้ พูดง่ายๆ คือ การเสพติด เป็นคำตอบแย่ๆ ต่อปัญหาจริงๆ ความต้องการจำเป็นที่แท้จริงในชีวิต ไม่มีใครสักคนเดียวต้องการติดยาเสพติดตั้งแต่แรก

           ลองมาดูสิ่งเหล่านี้สักสองสามอย่าง เช่น ยาเสพติดกับแอลกอฮอล์เป็นสารเคมีสองชนิดที่เหมือนจะช่วยเรา อย่างน้อยก็ชั่วขณะ คนเริ่มจากการใช้ยาเสพติดกับแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วย ซึ่งช่วยให้เรารับมือได้หรือรู้สึกดีขึ้น ไม่มีใครเริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับคิดว่า วันหนึ่งฉันอาจจะตายเพราะสิ่งนี้ ไม่มีใครเสพยาพร้อมกับคิดไปว่า ฉันอยากทำร้ายครอบครัว และทำลายความสัมพันธ์ที่สำคัญของฉันทั้งหมดลงไป

           มี นิสัย ที่เป็นอันตรายหลายอย่างที่เราสร้างขึ้น การมีเพศสัมพันธ์บางประเภท หรือ บางรูปแบบ อาจกลายเป็นการเสพติดได้ การขโมย การโกหก หรือ การพนันก็เช่นกัน การกิน ก็อาจกลายเป็นการเสพติดได้ ในช่วงเวลาหนึ่ง ในตอนแรกๆ นั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือเราคิดว่าอย่างนั้น พฤติกรรมเหล่านี้ที่กลายเป็นการเสพติดสนองความต้องการของเรา ช่วยแก้ปัญหาหนึ่งได้ จนมาวันหนึ่ง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันทำร้ายชีวิตของเรามากกว่าที่เราจะตระหนักหรือยอมรับ และเมื่อนั้น ก็สายเกินไปแล้ว

           ปฏิกิริยาแรกของเรา คือ การไม่ยอมรับว่าพฤติกรรมหรือสารพวกนี้เป็นปัญหา เรากล่าวโทษครอบครัวของเรา เพื่อนๆ ของเราว่า ไม่เข้าใจ และเพราะพวกเขาไม่เข้าใจ เราจึงรู้สึกว่ามีเหตุผลชอบแล้วที่จะปกปิดพฤติกรรมหรือสารเสพติดเหล่านี้ ไม่ให้พวกเขารู้ บางครั้งเราแอบซ่อนการเสพติดได้หลายปี ยิ่งซ่อนนานเท่าไร มันยิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา ยิ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรามากขึ้น ก็จะยิ่งยากที่เราจะยอมรับว่า เรามีปัญหาวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

           ถ้าคุณอ่านบทความนี้ด้วยความสนใจ ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าคุณก็มาถึงจุดหักเหแล้ว คนที่กำลังปฏิเสธว่าไม่ได้เสพติดสิ่งใด จะไม่อ่านเรื่องนี้มายาวขนาดนี้ ดังนั้นผมจึงมีความหวังในตัวคุณ หรือคุณอาจมีสมาชิกในครอบครัวที่เสพติดอะไรบางอย่าง คุณตระหนักว่า เราเขียนเรื่องที่เป็นความจริง ความจริงก็คือ มนุษย์เกิดมาโดยมีความอ่อนแอในตัวอยู่แล้ว ซึ่งทำให้พวกเขาพร้อมและมีแนวโน้มว่าจะเสพติดอะไรสักอย่าง เมื่อเราทุกคนเห็นอย่างนี้ เราจึงเชื่อได้เร็วมากขึ้นว่า เราอาจจะเสพติดอะไรบางอย่างอยู่ ถ้าเราเห็นแล้ว เมื่อนั้นเราจะป้องกันไม่ให้สิ่งใดเข้ายึดครองชีวิตของเรา เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงว่าจะมีอะไรเข้ามาก่อพิษภัยแก่ชีวิตเรา เราต้องดำเนินชีวิตในเชิงรุก และตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจใหญ่หลวงเหนือเรา

           มีข้อเขียนมากมายอยู่แล้วเกี่ยวกับการเอาชนะการเสพติด ผมจะไม่แสร้งทำเป็นว่าสามารถบอกสูตรสำเร็จที่ช่วยให้หายเสพติดได้อย่างรวดเร็ว แต่จำเป็นอย่างมากที่จะต้องตระหนักว่า ถ้าเรา (หรือคนที่เรารัก) เสพติดบางสิ่งอยู่ เมื่อนั้นเราก็ควบคุมชีวิตไม่ได้เสียแล้ว นั่นเป็นจริงสำหรับคนที่เสพติด และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนนั้น การควบคุมเป็นไปไม่ได้ และจะไม่มีการควบคุมได้อีกต่อไป

           เพราะเราสูญเสียการควบคุม เราจึงต้องการความช่วยเหลือ บางคนหรือบางสิ่งนอกเหนือจากตัวเรา ต้องก้าวเข้ามาช่วยเหลือเรา เราต้องการคนอื่นๆ เราต้องการความช่วยเหลือจากคนที่ไม่ได้เสพติด เราต้องตระหนักว่า เราต้องการใครบางคนหรือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา ก้าวแรกก็คือ เราต้องตระหนักว่า เราต้องการพลังสูงกว่ามนุษย์คนอื่นๆทั่วไป (เป็นความจริงที่ว่าเราต้องการมนุษย์คนอื่นๆ ด้วย) แต่เราต้องการมากกว่าการแทรกแซงของมนุษย์ เราต้องการบางสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณ บางสิ่งเช่น พระเจ้า เราต้องแสวงหาพระเจ้า ไม่ว่าสำหรับเรา นั่นหมายความว่าอย่างไรก็ตาม เราต้องเปิดตัวเองให้กับพระเจ้าที่เราแสวงหา

           เมื่อเราพบสิ่งที่เป็นพระเจ้าในชีวิตเราแล้ว เราจะสามารถยอมให้มนุษย์คนอื่นๆ ที่รู้ทาง ช่วยเหลือเรา นั่นคือ ถ้าหากมีใครเคยเอาชนะการเสพติดได้ เขาก็บอกหนทางแก่เราได้ นี่เป็นเหตุที่โปรแกรมบันไดสิบสองขั้นจึงมีประโยชน์มาก ผมคิดว่าเมืองไทยก็คงมีโปรแกรมประเภทนี้เช่นกัน คนในกลุ่มเหล่านี้มักเป็นคนที่เอาชนะการเสพติดแล้วหรืออยู่ในกระบวนการที่จะเอาชนะการเสพติด เราต้องมีคนอื่น เพราะเรื่องการควบคุมนี้สำคัญ เราคิดว่าเราสามารถควบคุมได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว เราไม่สามารถ คนอื่นนอกจากตัวเราเท่านั้นจึงจะเห็นว่า เราควบคุมไม่ได้ เราจึงต้องแสวงหาพระเจ้า และเราต้องแสวงหาความจริง

           ความจริงคืออะไร? ความจริงก็คือ เมื่อเผชิญหน้ากับการเสพติด เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ความจริงก็คือ สิ่งนี้หรือพฤติกรรมนี้ควบคุมเราอยู่ ความจริงก็คือ เราต้องการความช่วยเหลือ เราต้องการที่ที่ปลอดภัย เราต้องแยกตัวออกจากสิ่งเหล่านี้ที่ควบคุมเราอยู่ ถ้านั่นเป็นพฤติกรรม เราก็ต้องการคนอื่นๆ รอบตัวเราผู้ซึ่งสามารถหยุดเราได้ จำกัดเราได้ ถ้านั่นเป็นสารเสพติด เราก็ต้องแยกตัวเราออกห่างจากมันให้ได้

           การหายจากการเสพติดนั้นเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาทั้งชีวิต คุณต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตทำเรื่องนี้ คุณต้องป้องกันตัวจากสิ่งที่ทำให้คุณเสพติด มิเช่นนั้น คุณจะไว้ใจตัวเองไม่ได้อีกเลย

           ความหวังของผมสำหรับคุณก็คือ คุณจะทำสำเร็จ คุณจะติดต่อสัมพันธ์กับผู้ที่สามารถช่วยเหลือคุณได้ พวกเขามีความรู้และประสบการณ์ที่จะช่วยเหลือคุณ ให้พวกเขาช่วย อย่ายอมแพ้ คุณสามารถกันสิ่งที่มีอำนาจมากนี้ออกจากชีวิตคุณไปได้ แล้วคุณก็จะมีความสุขได้

           การเป็นผู้เสพติด หรืออยู่ในครอบครัวของผู้เสพติดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เกิดขึ้นเป็นประจำ คนอื่นๆ เขาหายได้ คุณเองก็หายได้เช่นกัน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: