กระบวนการบำบัดสารเสพติด แนวทาง Recovery | สมาคมสายใยครอบครัว

กระบวนการบำบัดสารเสพติด แนวทาง Recovery

-A +A

          เป็นเวลาเย็นมากแล้ว หลายคนเดินทางกลับบ้าน บ้างก็ออกต่างจังหวัดหวังจะไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว ถนนหนทางในกรุงเทพฯว่างโล่งเนื่องจากผู้คนออกเดินทางไปก่อนหน้านี้ บ้างก็ลาพักผ่อนหยุดยาว ฉันยังนั่งอยู่ที่โรงพยาบาลเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้หนึ่งกับคุณพ่อผู้ชรา ผู้ป่วยชายที่นั่งอยู่ตรงหน้ามีใบหน้าคมคาย ผิวคล้ำตัดผมสั้นเกรียน ขณะนั่งคุยกันเขามีท่าทีกระสับกระส่าย ดูรู้หรือเขาอาจพยายามแสดงให้รู้ว่า อึดอัด ขัดใจและอยากจะรีบๆ ออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด กลิ่นบุหรี่ฉุนกึกโชยมาจากเสื้อผ้าขมุกขมอมที่เขาสวมใส่ ผู้ป่วยติดสารเสพติดหลายตัว ไอซ์ โคเคน เหล้า บุหรี่ เคยไปบำบัดมาหลายต่อหลายที่ อันที่จริงเขาเคยหยุดได้นานหลายปีแต่ก็กลับไปเล่นใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาจนครอบครัวก็เอือมระอา

          วันนี้ผู้ป่วยไม่ได้เต็มใจมาโรงพยาบาลแต่จำเป็นต้องมาเนื่องจากครอบครัวขอร้องแกมบังคับ ก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยรายนี้เคยถูกตำรวจตรวจค้นขณะขับรถผ่านด่านตรวจ ผู้ป่วยเล่าว่า ตำรวจตรวจเจอของกลางพร้อมสรรพอยู่ในรถ ทั้งยังตรวจปัสสาวะเจอผลบวกเคยเข้ากระบวนการควบคุมประพฤติ บำเพ็ญประโยชน์ในสังคมอยู่ระยะหนึ่ง พ่อผู้ป่วยซึ่งมีท่าทีกระสับกระส่ายไม่แพ้กันยืนถอนหายใจอยู่ข้างๆ พูดกระแทกด้วยน้ำเสียงโกรธๆ ปนระอาใจ ถ้าคราวนี้ไม่เลิกให้ได้ก็คงต้องตัดขาดกัน อยากจะเป็นยังไงก็เชิญ นี่จะเป็นโอกาสสุดท้าย คำกล่าวของพ่อทำให้ผู้ป่วยหันไปตาเขียวใส่ในทันที อย่ามาบังคับ ไม่ชอบ

          ผู้ป่วยสารเสพติดมักถูกตราหน้าว่าเป็นพวกขยะสังคม ไม่รู้จักคิด หลงผิดสารพัดถ้อยคำประนามหยามเหยียดที่กีดกันให้ผู้ป่วยไม่อาจมีที่ยืนได้ในสังคม คนปกติ ครอบครัวมักมีท่าทีต่อผู้ป่วยในทางเลวร้าย ตำหนิ ขับไล่ไสส่งมากกว่าจะมองว่า เป็นการเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา หลายคนเชื่อว่า คนจะเลิกต้องเลิกด้วยใจ ไม่ต้องใช้ยาไม่ต้องไปหาหมอ จิตแพทย์มักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผู้ป่วยและครอบครัวจะนึกถึง โดยมากสังคมมักมีทัศนคติที่ว่าจิตแพทย์รักษาคนบ้า หมายความว่าต้องเสพยาจนประสาทหลอน หวาดระแวงแก้ผ้าแก้ผ่อนเสียก่อนแล้วจึงส่งไปหรือจับตัวไปให้จิตแพทย์รักษา ตอนเป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวช ฉันมีโอกาสดูแลเด็กติดยารายหนึ่งอายุเพียง 13 ปี เขาติดสารเสพติดสารพัดชนิด ออกจากโรงเรียน มีปัญหากับพ่อแม่ เพื่อนฝูงและต้องคดี จิตแพทย์ตั้งหลายคนร่วมกันดูแลเด็กคนนี้ ทั้งยังมีทีมนักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา จำได้ว่าเราประชุมเคสกันร่วมกับองค์กรอิสระ NGO ที่จำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อเด็กเติบโตขึ้นและเป็นภัยต่อสังคม พ่อแม่เองก็จนปัญญาไม่สามารถจัดการอะไรได้มากนัก ฉันแอบคิดในใจว่า จะเป็นอย่างไรหนอหากเรามีโอกาสรู้จักเด็กชายคนนี้กับครอบครัวของเขาเร็วกว่านี้สักนิด แล้วยังมีเด็กหญิงเด็กชายวัยเดียวกันนี้อีกสักเท่าไรในโรงเรียน ในห้องเรียน ในสังคมของเราที่กำลังเดินบนเส้นทางสายนี้เด็กเหล่านั้นไม่มีแหล่งความช่วยเหลือ ไม่มีที่ปรึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองก็อับอาย ผิดหวังและไร้ที่พึ่งพิง

          การติดสารเสพติด (Addiction) หรือ การใช้สารเสพติด (Abuse) ถือว่าเป็นการเจ็บป่วยที่ผู้เสพจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย บำบัดรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิต ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ คือ การที่ผู้ป่วยพยายามหยุดเสพด้วยตัวเอง หรือครอบครัวพยายามช่วยเหลือเป็นกำลังใจนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ทำได้เพียงการต่อยแบบมวยวัด คือ เรียนแบบจำๆ กันมา ถามผู้มีประสบการณ์มาก่อน ผลลัพธ์ก็คือ ต่อยถูกบ้างไม่ถูกบ้าง เจ็บเนื้อเจ็บตัวก็มาก การเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมเปรียบเสมือนการต่อยมวยอาชีพ มีโค้ชมีครู โดยจิตแพทย์และทีมผู้รักษามีความรู้มีประสบการณ์ทำงานกับผู้ป่วยสารเสพติดและครอบครัวมาก่อน นั่นเป็นเหตุผลให้การบำบัดได้ผลสำเร็จมากกว่า อันที่จริงบ้านเรามีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้การช่วยเหลือดูแลเด็ก ผู้ใหญ่ที่ใช้สารเสพติดและครอบครัวได้ มีองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนที่สามารถรองรับการดูแลบำบัดสารเสพติดได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสังกัดภาครัฐ เช่น กรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น รพ.ศิริราช รพ.รามาฯ รพ.จุฬาฯ  โรงพยาบาลสังกัดกลาโหมอย่าง รพ.พระมงกุฏ เป็นต้น ในส่วนภาคเอกชนมีสถานบำบัดที่สามารถให้การดูแลแบบผู้ป่วยนอก เช่น รพ.วิชัยยุทธ รพ.พระราม 9 รพ.สมิติเวช รพ.BNH รพ.พญาไท ฯลฯ และสถานบำบัดที่ดูแลแบบผู้ป่วยในระยะฉุกเฉินและบำบัดฟื้นฟูได้แก่ รพ.กรุงเทพ รพ.มนารมย์ แต่จะมีผู้ป่วยสักกี่รายกล้าเดินเข้าไปรับการบำบัดรักษา ก็ในเมื่อสังคมได้พิพากษาแล้วว่าการติดยาเป็นสิ่งเลวร้าย น่ารังเกียจเป็นโรคที่ผู้ป่วยทำเอง แม้จะมีผู้ป่วยขวนขวายเข้ารับการบ”บัดรักษาก็ยังต้องเจออุปสรรคคือ ประกันสังคมไม่อนุญาตให้เบิกค่าใช้จ่ายได้ ภาครัฐไม่สนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาหรืออย่างไร

          กระบวนการรักษาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมอันประกอบด้วยผู้ป่วย ครอบครัว และทีมผู้รักษา การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากจิตบำบัดก็เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านกระบวนการถอนยาในช่วงล้างพิษ (Detox) ไปอย่างราบรื่นปลอดภัย แต่ไม่ช่วยติดอาวุธให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่หวนกลับไปเสพยาซ้ำอีก

          กระบวนการล้างพิษ (Detox) อาจใช้เวลาเพียงสัปดาห์แรกหลังจากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในนอนโรงพยาบาลเพื่อการหยุดสารเสพติดได้อย่างเด็ดขาด ระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะทุกข์ทรมานกับการถอนยา บางคนเรียกว่า ลงแดง ซึ่งสารบางชนิด ที่ผู้ป่วยใช้ปริมาณมากๆ เป็นระยะเวลานานๆ มาก่อนแล้วหยุดกะทันหัน ระยะถอนนี้ผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายได้ ผู้ป่วยติดเหล้าที่ตั้งใจอดเหล้าเข้าพรรษาอาจมีอาการชักรุนแรง ล้มหรือสมองพำการได้หากไม่ได้รับการดูแลระยะถอนพิษอย่างถูกต้อง เมื่อผู้ป่วยพ้นจากระยะถอนพิษเกือบทุกคนจะรู้สึกสบายขึ้นม“ก และเข้าใจว่านี้คือ การเลิกได้แล้วอย่างเด็ดขาด ฉันมีผู้ป่วยสารเสพติดที่พูดอย่างมั่นใจว่า นี่ถ้าเพื่อนผมมาเยี่ยม เอายามาเล่นต่อหน้าให้เห็นกันจะจะผมยังเฉยๆ เลย น่าเสียดายที่ความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มักอยู่ไม่นาน เพราะการติดยาเป็นโรคทางสมอง สารเสพติดเล่นกลกับสมองมนุษย์และแม้แต่การทดลองกับหนูในหลายการวิจัยระบุชัดเจนว่า มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับสมอง ซึ่งเกินความควบคุมของผู้ป่วย การหวนกลับไปใช้จึงเป็นเรื่องที่ทำนายได้

          ท่านผู้อ่านอาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าหมดหวังอย่างนั้นหรือ?

          คำตอบคือ ใช่ หมดหวัง...หรืออาจจะไม่

          ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบำบัดได้ผลคือ

          1.ผู้ป่วยยินยอมเข้ารับการบำบัดรักษาต่อเนื่องไม่ใช่แต่เพียงถอนพิษแล้วก็กลับบ้าน ผู้ป่วยส่วนมากไม่ได้มารักษาเพราะอยากเลิกสารเสพติด แต่มาเพราะเหตุผลต่างๆ เช่น เบื่อทะเลาะกับภรรยา เจ้านายยื่นคำขาด ถูกบังคับรักษา หรือแม้แต่เมาจนล้มศีรษะฟาด ตับแข็ง มีปัญหาทางสุขภาพกาย จมูก ปากฟัน จนแพทย์ขอร้องให้เลิก เป็นต้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ขึ้นบันไดทีละขั้น การเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ต่อเมื่อผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กระบวนการรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไปช่วยผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติต่อตนเองและสิ่งรอบข้างอย่างช้าๆ ดังนั้น การที่ผู้ป่วยเชื่อมั่นในทีมผู้รักษา มาตามนัด เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย นำสิ่งที่พูดคุยกันในกลุ่มหรือกระบวนการจิตบำบัดไปทบทวน พิจารณาและปรับใช้จะช่วยให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มาบำบัดรักษาต่อเนื่องเพราะถูกบังคับ หรือเพราะเกรงใจทีมผู้รักษา การบำบัดรักษาต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้ป่วยได้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองได้ในที่สุด คนที่พูดว่า ไปบำบัดมาแล้ว ไม่เห็นได้ผลเลย อาจเป็นคนที่เข้ารับการบำบัดเฉพาะขั้นตอนการถอนพิษ แต่ขาดการรักษkต่อเนื่องจากการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม (Psychosocial rehabilitation) ก็เป็นได้ จึงเป็นเหตุให้หวนกลับไปสู่ความคุ้นเคยเดิมๆ

          2.ครอบครัวยอมรับว่านี่คือการเจ็บป่วย เชื่อมั่นในตัวผู้ป่วยว่าเขาจะต้องเลิกได้ ยินยอมที่จะรับฟังผู้ป่วยและยอมรับว่าวิธีการดูแลผู้ป่วยแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาอาจไม่ได้ผล และเปิดใจเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ป่วยและทีมผู้รักษาที่จะค้นหาวิธีการที่ดีที่สุดร่วมกัน วิธีการที่ว่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเคส แต่ละครอบครัว

          3.ทีมผู้รักษาที่แข็งแกร่ง ทำงานร่วมกับผู้ป่วยและญาติอย่างใกล้ชิด กระบวนการบำบัดรักษาที่เป็นระบบทีมนี้อาจประกอบด้วยจิตแพทย์ นักจิตบำบัด คู่สมรสบำบัด นักโภชนาการ แพทย์และทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักกิจกรรมบำบัด ปัจจุบันยังมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอื่นๆ เช่น นักละครบำบัด นักดนตรีบำบัด นักศิลปบำบัด ซึ่งร่วมกันดูแลผู้ป่วยและครอบครัวด้วยกันเป็นทีม การรักษาที่ไม่ได้ผลอาจเป็นเพราะผู้ป่วยกับทีมผู้รักษาไม่ได้ทำงานร่วมกัน ผู้รักษาอาจไม่มีความรู้การรักษาด้านสารเสพติด แพทย์ที่บอกผู้ป่วยได้เพียงเลิกเถอะ หรือใช้น้อยๆ หน่อยและจ่ายยาให้ผู้ป่วยรับประทาน อาจไม่ต่างจากญาติหรือเพื่อนผู้หวังดี แม้จะช่วยเป็นกำลังใจได้บ้าง แต่ก็ไม่ช่วยให้ผู้ป่วยเลิกสารเสพติดได้

 

          กระบวนการบำบัดโดยหลักการการคืนสู่สุขภาวะ (Recovery) เป็นการบำบัดโดยมุ่งเน้นที่ศักยภาพของผู้ป่วยมากกว่าการเพ่งไปที่พฤติกรรมที่เป็นปัญหา ผู้ป่วยสารเสพติดมักตัดขาดจากเพื่อนฝูง (ยกเว้นกลุ่มเพื่อนที่เสพด้วยกัน) สังคม การงาน กิจกรรมหรือแม้แต่ครอบครัว นักบำบัดอาจเริ่มด้วยการทำความรู้จักกับผู้ป่วย เรียนรู้ว่าเขาเคยเป็นใคร เคยมีความสามารถอะไรบ้าง เล่นดนตรี กีฬา เป็นคนตลก ชอบท่องเที่ยว ฯลฯ ความคิดความฝัน ความคาดหวังของผู้ป่วยเมื่อ 10 ปี หรือ 5 ปีที่แล้วคืออะไร ผู้ป่วยจำนวนมากเกิดความตระหนักว่าตนมาไกลกว่าที่คิด และรับรู้ว่าการใช้สารเสพติดอยู่ในภาวะที่เกินควบคุม การพาผู้ป่วยกลับไปค้นหาตัวตน ศักยภาพเดิมที่มีและทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ผู้ป่วยบางรายอาจต้องเริ่มตั้งแต่การจัดการชีวิตประจำวันให้เป็นระบบ เช่น ตื่นเป็นเวลา รับประทานอาหาร เข้านอนเป็นเวลา ฟังดูเป็นเรื่องง่ายแต่ในระยะติดยาผู้ป่วยมักเสพยาจนเสียการควบคุม ขาดวินัย ขาดงาน ไปสาย ไม่รับผิดชอบ ไม่ดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัว ดังนั้นการจัดระเบียบชีวิตประจำวันง่ายๆ นี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถของตนที่จะควบคุมสถานการณ์ที่ยากกว่า การจัดกิจกรรมในแต่ละวันให้มีคุณค่า การพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยพัฒนาศักยภาพเดิมในตัว เกิดความเข้าใจในตนเองและมีการเริ่มต้น ลองทำ ฝึกฝนและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาในแต่ละวันนำไปสู่ความสำเร็จและความรู้สึกเชื่อมั่น มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นวันละเล็กละน้อย ด้วยการควบคุมของตนเอง กิจกรรมบำบัดฟื้นฟูในแต่ละวันจำเป็นต้องกำหนดเป็นตารางแน่นเอี้ยด ไม่ควรว่างอาจเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรึกษานักโภชนาการเพื่อวางแผนกำหนดอาหารและแคลอรี่ การเรียนวาดภาพสีน้ำ เต้นรำ โยคะ ทำขนมอบ กับทีมผู้รักษาหรืออาจเป็นการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ผู้ป่วยมักถามว่าทำไมต้องทำกิจกรรมเหล่านี้ ฉันมักจะตอบว่า คนไข้ที่กระดูกขาหักเริ่มแรกเมื่อผ่าตัดแล้ว หายเจ็บปวดบวมแล้วแพทย์ประเมินว่าสามารถลงน้ำหนักได้ยังต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปในการกายภาพบำบัดฟื้นฟู การหัดเดินในระยะแรกอาจซ้ำซากน่าเบื่อ ย่ำๆ อยู่เพียงไม่กี่ก้าว แต่เป็นก้าวสำคัญเป็นการพัฒนารากฐานที่ไม่ควรก้าวข้าม ผู้ป่วยที่ใจร้อนอยากจะรีบเดินไวๆ หรือวิ่ง ก้าวกระโดดมักลงเอยด้วยประสบการณ์ความล้มเหลว กระดูกอาจหักซ้ำเจ็บปวดทรมานกว่าเก่า ดังนั้นการบำบัดฟื้นฟูสารเสพติดก็เช่นกัน กิจกรรมบำบัดง่ายๆ เช่น การอบคุ้กกี้มักเป็นสิ่งที่คนไข้ชอบ ทำง่าย สนุกแถมผลลัพธ์ยังหน้าตาสวยงาม อร่อยอีกด้วยผู้ป่วยมักขอเอาขนมไปฝากแม่ พี่น้องหรือภรรยาที่จะมาเยี่ยมช่วงเย็น ออกจะน่าภูมิใจ เพราะเป็นคุ้กกี้ที่อบด้วยฝีมือของผู้ป่วยเองสิ่งที่ท้าทายในการบำบัดคือ การเรียนรู้ทักษะต่างๆ เพื่อการไม่หวนกลับไปติดอีก หรือการจัดการสถานการณ์เสี่ยงซึ่งอาจเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตจริง การทำงานต่อเนื่องกับทีมผู้รักษาและความร่วมมือของครอบครัวจะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวห่างจากวงจรติดยาเดิมๆ ได้ทีละนิดๆ แม้กลับบ้านไปแล้วผู้ป่วยยังจำเป็นต้องมาติดตามการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เป็นอย่างน้อย หากช่วงที่อยู่บ้านแล้วเผลอกลับไปเสพอีก ผู้ป่วยและญาติต้องรู้ว่า นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเพียงขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่งที่ยากลำบาก และเราทั้งทีมจะต้องผ่านมันไปด้วยกัน ในกระบวนการการคืนสู่สุขภาวะ หรือการหายป่วย การถอยหน้าถอยหลังเป็นเพียงธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง พลาดไปก็ลุกขึ้นใหม่ ไม่สำคัญว่าจะพลาดมากพลาดน้อย แต่ต้องลุกให้เร็วเลิกคร่ำครวญเริ่มต้นใหม่ให้เร็วที่สุด

          ผู้ป่วยชายที่ฉันคุยด้วยยืนกรานว่า จะไม่ยอมรับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาล ขอผมลองอดเองดูก่อน ขอให้ผมอยู่ที่บ้าน พ่ออย่ามาบังคับผม ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมจะกลับมา คุณพ่อถอนหายใจอย่างอ่อนล้า ส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ ฉันตอบคนไข้เพียงสั้นๆ ว่า หมอเชื่อมั่นว่าคุณจะเลิกได้ ถ้ามีอะไรที่หมอช่วยได้ ขอให้คุณรีบติดต่อมาให้เร็วที่สุด

          บางครั้งฉันก็คิดว่า เราต้องรอให้ผลมะม่วงสุกงอมเสียก่อน การหักด้ามพร้าด้วยเข่าบางทีอาจทำให้เสียความเชื่อมั่นไว้วางใจ สิ่งสำคัญคือ เฝ้าดูมะม่วงไว้ให้ดีอย่ารอจนเน่าคาต้น อย่าปล่อยให้นกหรือกระรอกมาคาบเอาไปกิน บอกคนดูแลใกล้ชิดให้รีบสอยมาให้ทันก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไป

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: