การคืนสู่สุขภาวะจาก โรคติดสารเสพติด

-A +A

            สารเสพติดเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม การบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งป้องกันการเสพติดซ้ำและช่วยฟื้นฟูให้กลับเป็นคนดีเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า สร้างประโยชน์ และไม่เป็นภาระของสังคม ปัจจุบันผู้ติดสารเสพติดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากการคาดประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คาดว่ามีผู้ติดยาเสพติดมากกว่า 1.9 ล้านคน (พ.ศ.2556) พบปัญหายาเสพติดมีการแพร่ระบาดมากขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มมัธยมต้นที่มีอายุอยู่ในช่วง 12-17 ปี

            ในทางการแพทย์ถือว่ายาและสารเสพติดทุกประเภท ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย มีผลโดยตรงต่อสมองทำให้เกิดความผิดปกติทางความคิด สติปัญญา ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมีการเพิ่มความรุนแรง จากผู้เสพกลายเป็นผู้ติดและส่งผลให้มีโรคแทรกซ้อน บางรายก่อปัญหาอาชญากรรมหรือก่อปัญหาสังคมที่รุนแรง เช่น ทำร้ายผู้อื่น หรือ ฆ่าตัวตายเป็นต้น แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยสารเสพติดอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา ส่วนผู้ป่วยที่มารับการบำบัดรักษาส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยามาก่อนถึง 3-5 ปี ซึ่งทำให้มีการพัฒนาจากผู้เสพเป็นผู้ติดถึงติดรุนแรง ทำให้มีปัญหายุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเกิดความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน และยากต่อการบำบัดรักษาให้หายขาด

            การบำบัดโดยมีส่วนร่วมของชุมชน (ที่มา : สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ) ถือเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการรักษาผู้ที่ใช้สารเสพติด โดยเอกสารอ้างอิงจากทั่วโลกระบุว่า การบำบัดโดยมีส่วนร่วมของชุมชนมีอัตราการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉิน ประวัติทางอาชญากรรม ลดลงอย่างเห็นได้ชัด องค์ประกอบสำคัญของรูปแบบการบำบัดโดยมีส่วนร่วมของชุมชนแบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์กรในชุมชน หน่วยบริการสุขภาพ และหน่วยสวัสดิการทางสังคม ตามรูปที่ 1 

 

 

รูปที่ 1 แสดงองค์ประกอบสำคัญของการบำบัดโรคติดสารเสพติดโดยมีส่วนร่วมของชุมชน

 

            องค์การอนามัยโลก (WHO 2008) มีข้อแนะนำในการเพิ่มการรักษาที่มีคุณภาพทีละเล็กทีละน้อยตามหลักการของการรักษาผู้ติดสารเสพติด 9 หลักการ คือ

            1.การให้บริการรักษาจะต้องหาได้ง่ายๆ ประชาชนเข้าถึงได้ และราคาไม่แพง

            2.การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการประเมินผล การตรวจวินิจฉัย และการวางแผนการรักษา

            3.วิธีการรักษาได้รับการพิสูจน์โดยการศึกษาวิจัยและมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อ้างอิง

            4.กระบวนการรักษาต้องคำนึงศักดิ์ศรีของผู้ป่วยและสิทธิมนุษยชน โดยผู้ติดสารเสพติดสมัครใจเข้ารับการรักษา ค่อยๆ แทรกแซงการให้การปรึกษาเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงมาตรฐานสุขภาพกายและจิต

            5.กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มบุคคลที่มีโรคร่วม ชนกลุ่มน้อย และบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย

            6.พฤติกรรมการติดสารเสพติดเป็นสถานะสุขภาพ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในระบบสุขภาพแทนการดำเนินคดีอาญาตามระบบยุติธรรม

            7.การบำบัดรักษาโดยมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถส่งเสริมให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง ระดมทุนแบบชุมชน และสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันปัญหาสารเสพติด

            8.การให้บริการการรักษาผู้ติดสารเสพติดที่มีระบบและคุณภาพ โดยจะต้องมีการกำหนดข้อปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น นโยบาย วิธีรักษา โครงการ กระบวนการ คำจำกัดความของบทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพ การกำกับดูแล และแหล่งการเงิน

            9.การพัฒนานโยบาย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการประสานบริการโดยผู้บริหารระดับสูง ให้นโยบาย และ แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบในเรื่องการใช้สารเสพติด และต่อบุคคลที่ต้องการรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

 

            การแก้ไขปัญหาสารเสพติดถือเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ระดับชาติของประเทศไทย รัฐบาลกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างบูรณาการตามยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ด้านการป้องกัน (Potential demand reduction) ด้านการบำบัดฟื้นฟูและลดอันตราย (Demand and Harm reduction) ด้านการปราบปราม (Supply reduction) และ ด้านการบริหารจัดการ (Management) ยุทธศาสตร์ด้านการบำบัดรักษาฟื้นฟูเน้นการป้องกันกลุ่มเสี่ยง เพื่อไม่ให้เป็นผู้เสพรายใหม่ เพิ่มการเข้าถึงบริการการบำบัดรักษาตั้งแต่ระยะแรกเพื่อลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดและภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สารเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวสังคมชุมชนและมีการพัฒนาระบบบริการที่มีประสิทธิภาพลดขั้นตอนระยะเวลาและค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาอย่างมีคุณภาพมาตรฐานด้วยคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ และมีการติดตามช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเสพติดซ้ำโดยการบูรณาการร่วมกับสังคมชุมชน ช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งพาสารเสพติดรวมทั้งได้รับบริการเพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ในขณะที่ยังคงใช้สารเสพติด

            ระบบการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดของประเทศไทยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ

            1. ระบบสมัครใจ

            เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ติดสารเสพติดที่ต้องการจะเลิกเสพสารเสพติดโดยสมัครใจ สามารถขอรับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลของภาครัฐ จำนวน 931 แห่ง (ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522) โรงพยาบาลเอกชน 38 แห่ง และศูนย์ฟื้นฟูฯของรัฐร่วมกับเอกชนอีก 30 แห่ง ระยะเวลาการบำบัด 4 เดือน และนัดติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ เป็นเวลา 1 ปี

            2. ระบบบังคับบำบัด

            ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ผู้ติดสารเสพติดที่ถูกจับในฐานะผู้เสพจะถูกนำเข้ารับการบำบัดในระบบนี้และหากผู้เข้ารับการบำบัดมีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจก็จะถูกปล่อยตัวโดยไม่ถูกดำเนินคดี รูปแบบบำบัด 2 รูปแบบ คือ ควบคุมตัว และไม่ควบคุมตัว ระยะเวลา 4-6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาการฟื้นฟูได้ครั้งละ 6 เดือน แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 3 ปี ซึ่งในการดำเนินงาน ได้บูรณาการทรัพยากรบุคคลและสถานที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การฟื้นฟูฯแบบควบคุมตัว มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีศูนย์ฟื้นฟูแบบควบคุมตัว จำนวน 86 แห่ง

            3. ระบบต้องโทษ

            เป็นการให้การบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดที่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดและถูกคุมขังซึ่งต้องได้รับการรักษาพยาบาลภายใต้ขอบเขตข้อบังคับของกฎหมายเรือนจำหรือทัณฑสถานได้จัดให้มีการบำบัดฟื้นฟูขึ้นภายในเรือนจำหรือทัณฑสถาน ในกรณีที่เป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี สถานพินิจฯได้จัดให้มีการบำบัดฟื้นฟูสำหรับเยาวชนในสถานพินิจฯเช่นกัน

 

            การบริการต่างๆ ในชุมชนจะต้องมีการปรับเข้ากับระดับการติดสารเสพติดของแต่ละคนที่ใช้สารเสพติด เพราะกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดขนาดอันตรายเป็นจำนวนน้อย เครื่องมือคัดกรอง เช่น ASSIST ขององค์การอนามัยโลก จะช่วยคัดแยกผู้ป่วยที่ใช้สารเสพติดมือใหม่จากผู้ติดสารเสพติด และจะช่วยในการเลือกบริการอย่างเหมาะสมตามระดับความคิด

 

การสัมภาษณ์เพื่อโน้มน้าวจิตใจ (Motivation interview)

            เป็นการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์โดยการศึกษาวิจัย และเป็นวิธีที่ให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ผู้บำบัดเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยสำรวจและแก้ไขปัญหาความสับสนเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดของตนเองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองในเชิงบวกในที่สุด การบริการจัดการรายกรณี (Case management) เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถือผู้ป่วยเป็นหลักสำหรับผู้ที่มีปัญหาซับซ้อน ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องพิจารณาตามจำนวนทรัพยากรของชุมชนที่มีเป้าหมายการดำเนินการทางการแพทย์เพื่อลดอันตราย เป็นแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและลดอัตราความเสี่ยงต่อผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อ เช่น โรคเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ ควรเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสมัครใจ เลือกตรวจโรคเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ วัณโรค และโรคอื่นๆ

            การรักษาในสัปดาห์แรกจะเป็นการจัดกิจกรรมแบบง่ายและมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน เช่น การหยุด และลดการใช้สารเสพติด การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด และการควบคุมอาการขาดยา การถอนยา มักจะใช้วิธีการดีท็อกซ์แบบง่ายๆ การปรับสภาพทางร่างกาย สภาพจิตใจและอารมณ์จะดำเนินการได้หลังจากร่างกายหยุดอาการถอนยาแล้ว แม้ว่าผู้ติดสารเสพติดที่ผ่านการบำบัดรักษาขั้นถอนพิษยาแล้วจะมีสุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่ความผิดปกติของระบบสมองพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้แก้ไข จำเป็นที่จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพต่อไป เพื่อให้ผู้ติดสารเสพติดหายขาด ไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ

            การเสพสารเสพติดซ้ำๆ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสมองทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ที่อายุยังน้อย อาจมีการฟื้นตัวเร็ว จากผลกระทบของการเสพสารเสพติดเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่การเสพสารเสพติดบ่อยครั้งเป็นเวลานาน อาจมีผลให้สมองไม่สามารถฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมได้ มีหลักฐานทางวิชาการเชื่อว่าสมองของผู้เสพติด จะสามารถฟื้นคืนหายได้เมื่อได้รับการบำบัดฟื้นฟูและไม่กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำนาน 4 เดือนขึ้นไป การที่ต้องผ่านขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อฟื้นฟูให้สมองของผู้ติดสารเสพติดกลับมาเป็นสมองของคนปกติ เนื่องจากระบบประสาทของคนติดยาต้องการเสพติดเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้มีสารเคมีในสมองพอเพียงที่จะทำให้เกิดความสุขไม่วิตกกังวล

            นอกจากระบบสมองแล้ว พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้เสพติดต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้เสพเข้าใจถึงปัญหาของตนเองที่นำไปสู่การเสพสารเสพติด ปรับสภาพครอบครัวให้สมาชิกในครอบครัว ได้เข้าใจปัญหา และช่วยกันดูแลประคับประคองผู้เสพติด ปรับสภาพกลุ่มเพื่อนให้ห่างไกลจากเพื่อนที่จะมาชักชวน ให้เสพยาเสพติด สร้างความมั่นคงทางจิตใจผ่านทางผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มที่เลิกยาแล้ว ให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถ ยืนหยัดแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยไม่หวนกลับไปเสพยาอีก การกลับเป็นซ้ำของผู้เสพติดไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกความ  ล้มเหลวของการรักษา หากเปรียบเทียบกับโรคทางกายแล้ว โรคติดสารเสพติดเป็นโรคเรื้อรัง และมีอัตราการ กลับเป็นซ้ำดีกว่าโรคเรื้อรังอื่น ตามรูปที่ 2

 

 

รูปที่ 2 แสดงอัตราการกลับเป็นซ้ำ (Relapse Rates) ของโรคติดสารเสพติดและโรคเรื้อรัง
(ที่มา: JAMA, 284:1689-1695, 2000)

 

            สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่บำบัดรักษาผู้ป่วยแบบผู้ป่วยในโดยใช้วิถีทางชุมชนบำบัด (TC: Therapeutic Community) เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมในระหว่างการบำบัด ให้คล้ายคลึงกับครอบครัวหรือชุมชน และใช้กระบวนการกลุ่มบำบัดเป็นพลังให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความคิด และสังคม รวมทั้งการฝึกทักษะทางอาชีพเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้สมาชิกสามารถกลับไปดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดยไม่พึ่งพายาเสพติด ระยะของการฟื้นฟูชุมชนบำบัดอ้างอิงทฤษฎีพื้นฐาน การเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ประกอบไปด้วยกระบวนการของกลุ่ม พลังจากกลุ่มเพื่อน การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม การเป็นแบบอย่างที่ดี การเรียนรู้จากประสบการณ์ ความเชื่อในระบบภายในชุมชน และอุปสรรคมีผลต่อการพัฒนาพฤติกรรม ตัวอย่างเช่น บ้านพิชิตใจ (กรุงเทพมหานคร) , ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจผู้ติดสารเสพติดบ้านพึ่งสุข (ราชบุรี) , บ้านพระเมตตา (เชียงใหม่) เป็นต้น

            บันได 12 ขั้นเป็นหลักการฟื้นฟูทางด้านจิตวิญญาณสำหรับผู้ป่วยติดสุราหรือสารเสพติดที่มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มสุรานิรนาม (Alcoholic Anonymous) เนื้อหาที่สำคัญในหลักการ 12 ขั้นตอนคือ การยอมรับตนเองว่ามีปัญหาติดสุราหรือสารเสพติดหรือการเสพติดเซ็กซ์หรืออื่นๆ และไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ต้องหันกลับมาเคารพศรัทธาพลังอำนาจที่อยู่เหนือตนในการกลับฟื้นคืน การหมั่นทบทวนถึงการกระทำที่ผ่านมาของตนเองการยอมรับสิ่งผิดพลาดในอดีต การยอมรับผิดกับบุคคลซึ่งเป็นที่เคารพรักและการขอขมาโดยตรงต่อบุคคลที่ตนเองเคยล่วงเกินไว้จนค้นพบความสงบสุขก็ให้ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาติดสุราและสารเสพติดได้ กลุ่มกิจกรรมเกิดขึ้น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สมาชิกได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความทุกข์พร้อมกล้าที่จะยอมรับ และเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเองเรียนรู้การเผชิญหน้ากับปัญหา สมาชิกช่วยกันหาทางแก้ หรือหาทางออกต่อปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนได้ผ่านพ้นความทุกข์ยาก ได้ค้นหาคุณค่าและความหมายของชีวิต ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น มูลนิธิชีวิตใหม่ (เชียงราย) , ศูนย์การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยานานาชาติ (กรุงเทพมหานคร)

 

            ผู้ติดสุรายาเสพติดก็คือมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่ต้องการปรับเปลี่ยนพัฒนาตัวเองเมื่อเผชิญปัญหาชีวิต เช่นเดียวกับคนทั่วๆ ไป ถ้ามองว่าการติดยาเป็นปัญหาหนึ่งก็สามารถมองอย่างเท่าเทียมได้กับปัญหาอื่นๆ การดูแลผู้เสพ/ติดสารเสพติดจึงมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือบุคคลในฐานะเป็นคน มิใช่เน้นการรักษาให้เลิกสารเสพติดเพียงอย่างเดียว พฤติกรรมการใช้สารเสพติดนั้นเป็นพฤติกรรมที่ป้องกันได้ และการติดสารเสพติดนั้นเป็นโรคทางสมองที่รักษาได้ การเยียวยาไม่สามารถใช้วิธีทางการแพทย์รักษาเพียงอย่างเดียวได้ หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในสังคมและครอบครัวของผู้ป่วย ที่จะช่วยฉุดดึงให้ผู้ป่วยออกห่างจากสารเสพติดได้อย่างเด็ดขาด

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: