บุญนะ…ที่หลง

-A +A

          นับตั้งแต่ที่มีการสื่อสารสังคมผ่านอินเตอร์เน็ต การโฆษณาขายสินค้าที่แฝงมากับการสร้างเรื่องราวให้คนแชร์ต่อๆ กัน แล้วพ่วงด้วยผลิตภัณฑ์ การถ่ายรูปประกอบสินค้าผ่านดารา นักร้อง คนวงการบันเทิงและวงการซุบซิบทางสังคมก็ทำกันอย่างแพร่หลาย บ้างก็ถูกกฎหมาย บ้างก็หมิ่นเหม่กับจริยธรรมวิชาชีพ และบ้างก็ผิดกฎหมาย

          ดังช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่มีข่าวการโพสต์ภาพดารากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ด้วยหรือไม่นั้น ทั้งนี้เพราะมีสาระสำคัญตามบทบัญญัติของมาตรา 32 และมาตรา 43 ว่าห้ามมิให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมทั้งไม่ให้แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มที่เป็นการจูงใจให้ผู้อื่นดื่มไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำคุกและทั้งปรับ และถ้าหากว่ายังฝ่าฝืนอีก ก็ต้องถูกปรับวันละห้าหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง กรณีที่ไม่ยอมมาพบเจ้าหน้าที่ตามหนังสือเชิญมาเพื่อให้ข้อมูลหรือไม่ร่วมมือก็มีความผิดมีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทตามมาตรา 44 เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องการให้ประชาชนลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันปัญหาอันเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากจนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เกิดอาชญากรรมและอุบัติเหตุ มีผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินและความปลอดภัยของคนในสังคม

          ภาพผลกระทบของอุบัติเหตุ เมาแล้วขับ ภาพข่าวทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายรวมทั้งฆ่ากันจากความเมาเป็นข่าวที่พบได้ทุกวัน คนดูสื่อแล้วจะรับรู้สารโทษภัยของการดื่มสุราเกินขนาดหรือไม่นั้น คะเนจากการเกิดเหตุการณ์แล้ว ก็น่าจะยังไม่ค่อยตระหนักสักเท่าไร จึงต้องมีการออกมารณรงค์ ตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ในทุกเทศกาลวันหยุด ถึงกระนั้นก็มีผู้ตายและผู้บาดเจ็บจากเมาแล้วขับทุกครั้งไป

          แต่ผลของแอลกอฮอล์ที่มีต่อชีวิตผู้คนในสังคมเฉกเช่นเรื่องราวของนายสม สังคมน่าจะได้รับรู้บ้างนะ เรื่องมีอยู่ว่า...

          สมหนีออกจากบ้านที่เชียงใหม่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานครตั้งแต่อายุ 11 ปี หลังจากเรียนจบ ป.4 โดยใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี เขาทำมาหาเลี้ยงตัวเองโดยรับจ้างที่โรงงานโม่แป้ง ได้รายได้วันละ 60 บาท นานถึง 6 ปี จึงหาทางเพิ่มรายได้โดยการไปทำงานเป็นเด็กปั๊ม ขยับค่าแรงเป็นวันละ 80 บาท จนกระทั่งอายุ 20 ปีก็เปลี่ยนอาชีพมาขับแท็กซี่ ใช้ประสบการณ์วิชาชีพนี้ถึง 36 ปี ก่อนจะเกิดคดีอาญาในข้อหาพยายามชิงทรัพย์เมื่อปลายเดือนมกราคม 2555 สมต้องอยู่ในเรือนจำถึง 5 เดือนกว่าที่ลูกชายจะรวบรวมหลักทรัพย์จนสามารถประกันตัวเพื่อรอขั้นตอนต่อสู้คดี

          ทนายความของนายสมทำหนังสือขอให้ศาลอาญามีคำสั่งส่งตัวนายสมให้แพทย์ตรวจว่า จำเลยวิกลจริตหรือไม่ ต่อสู้คดีได้หรือไม่ เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม 2555 เหตุเพราะว่าในวันที่ศาลมีคำสั่งนัดสืบพยานโจทก์นั้น นายสมไม่ได้ไปศาลตามเวลานัดหมาย ทนายความของเขาได้พยายามติดต่อแต่ติดต่อไม่ได้ พบแต่เพียงรถจักรยานยนต์ของเขาจอดไว้ที่ลานจอดรถบริเวณศาล ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง กว่าจะได้รับโทรศัพท์แจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลว่าพบนายสมยืนงงๆ หาทางไปห้องพิจารณาคดีไม่เจอ เดินวนเวียน ไปไม่ถูก จากการสอบถามของทนายความพบว่า นายสมพูดจาสับสนไปในทางลักษณะหลงลืม เล่าว่าเคยไปหาหมอ แต่ก็จำไม่ได้ว่าไปพบเรื่องอะไร เมื่อไร ทนายความจำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ อาจเป็นเพราะวิกลจริต ขอให้ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนสามารถต่อสู้คดีได้ก่อนตามที่มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย

          สม ต้องปากกัดตีนถีบใช้ชีวิตไปตามประสาที่ตนเองคิดว่าเอาตัวรอดได้ เขามีเมียหลายคน ในหลายท้องที่ แต่เมียที่มีลูกด้วยกันมีคนเดียว ที่อยู่ด้วยกันเหมือนลิ้นกับฟันที่กระแทกกันตลอดเวลา เลิกกันแล้ว ก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีก เคยไปอยู่กับลูกชาย แต่เข้ากับลูกสะใภ้ไม่ได้ คนที่เอาเขาอยู่ก็มีลูกสาวกับหลานสาวสองคนที่เกิดจากลูกชาย เขาสูบบุหรี่ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น วันละหนึ่งซอง ดื่มสุราสีและเบียร์ตั้งแต่หนุ่มทุกวัน เวลาเมาก็จะทะเลาะวิวาทหาเรื่องคนอื่น ดูเหมือนเมียเขาจะต้องทนมากกว่าคนอื่น เขาเสพกัญชาทุกวัน เสพเพราะฤทธิ์ของมันทำให้เขากลัว เวลาขับรถแท็กซี่ เขาจะใจเย็นลง ใบกระท่อมและยาบ้าไม่ต้องรสนิยมของเขา

          ประวัติประสบอุบัติเหตุระหว่างขับรถของเขาก็โชกโชนไม่น้อย เมื่อเขาอายุได้ 28 ปี เคยขับรถแท็กซี่ชนท้ายรถประจำทาง นอกจากมีอาการมึน งง สับสน จำอะไรไม่ค่อยได้ มีอาการไม่นานนักก็กลับมาปกติเหมือนเดิม แต่อารมณ์หงุดหงิด โมโหร้าย พูดจาหยาบคาย ระแวงและทำร้ายภรรยามีมากกว่าเดิมโดยเฉพาะช่วงที่ดื่มสุราร่วมด้วย หลังจากนั้นก็มาขับรถชนคอสะพาน ชนกับรถคันอื่น อีกหลายครั้ง ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น ตั้งแต่ย่างเข้าวัย 53 ปี เป็นต้นมา มีอาการวูบและเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ยเดือนละ 2-3 ครั้ง ก่อนวูบมีอาการเหงื่อออกที่หน้าผากและลำตัวมากกว่าปกติ หากจะนับเหตุการณ์ที่เมาแล้ววิวาทชกต่อยกับผู้อื่นด้วยแล้ว ก็นับครั้งไม่ถ้วน มักจะคิดว่าคนอื่นมองหน้าเพื่อหาเรื่อง ผูกใจเจ็บกับคนรอบตัวและคนในครอบครัว

          เหตุการณ์ที่เป็นที่มาของคดีก็เช่นกัน จากคำบอกเล่าของเขาฝังใจว่าผู้เสียหายของคดี มีอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เคยตบหัวเขาเมื่อสามปีก่อนหน้าในช่วงที่เขาขับแท็กซี่และจอดรถช่วยเหลือคนที่รถยนต์ขัดข้องข้างทาง เขาเที่ยวเสาะสอบถามข้อมูลว่าผู้เสียหายเป็นใคร จนวันเกิดเหตุได้มีโอกาสเจอโดยบังเอิญ จึงออกอุบายว่าจ้างไปยังที่พักของเพื่อน โดยหวังว่าจะให้เพื่อนมาช่วยกันรุมทำร้าย แต่เพื่อนไม่อยู่ จึงกลับมาบอกว่าจ้างให้ไปอีกที่หนึ่ง แล้วเอาประแจรถยนต์ที่พกติดตัวตีที่ท้ายทอยของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงกระโดดลงจากรถและเรียกให้คนช่วย ช่วยด้วย ผมโดนตี โดนแย่งรถ ชาวบ้านแถวนั้นออกมาช่วย และได้รุมทำร้ายสมจนสลบ มารู้สึกตัวก็ที่โรงพัก รับทราบข้อกล่าวหาและถูกดำเนินคดีพยายามชิงทรัพย์

          นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ส่งตรวจวินิจฉัยภาวะวิกลจริต และประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีจนถึงเมื่อคณะแพทย์ลงความเห็นว่าสามารถต่อสู้คดีได้นั้นก็ใช้เวลาสามปี เมื่อแพทย์ได้ประเมินสภาพจิตและประวัติอย่างละเอียดในการพบสมที่ศาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 พบว่าเขายังดื่มสุราอยู่ทุกวัน หยุดไม่ได้เพราะเมื่อหยุดก็เริ่มมีอาการสั่น ที่เขาวูบเป็นช่วงๆ นั้น ก็เพราะเกิดชักจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณการดื่มสุรา นอกจากนี้ยังพบว่า เขามีอารมณ์เศร้า มีแขนขาอ่อนแรงจากเส้นเลือดสมองตีบ ไม่ได้พบแพทย์ตามที่นัดและไม่ได้กินยารักษาอย่างสม่ำเสมอ ปฏิเสธความเจ็บป่วยและการรักษา แพทย์ขอให้ศาลสั่งบังคับให้เขารับการรักษาแบบผู้ป่วยในเป็นครั้งแรก แต่กว่าที่เขาจะเลิกดื่มสุราได้จริงๆ ก็หลังจากที่มีลูกชายพาเขามาพบแพทย์เพื่อขอให้รับไว้รักษาแบบผู้ป่วยในอีกครั้ง ด้วยว่าไม่มีใครสามารถคุมพฤติกรรมความก้าวร้าวได้ เช่นว่า เขาแค้นใจคนขับรถจอดขวางทางเข้าประตูของเพื่อนบ้าน จึงแอบไปทุบกระจกรถเขา แอบไปโรยตะปูเรือใบ เพราะรำคาญวัยรุ่นขี่รถมอเตอร์ไซค์แข่งเสียงดัง แอบไปทำร้ายอดีตกิ๊กที่ไปมีสามีใหม่โดยไม่ได้บอกกล่าวขออนุญาตจากเขา

          นอกจากก้าวร้าวกับผู้อื่นแล้ว ยังเบื่อชีวิตตนเอง อยากจะเอาปืนยิงตัวเอง อยากกระโดดตึกอีกด้วย ต้องใช้เวลาอีกกว่าหกเดือน กว่าที่เขาจะหยุดดื่มสุราได้อย่างเด็ดขาดจริงๆ มาพบแพทย์ตามนัดได้มากขึ้น แม้ว่าการตรวจสมรรถนะของสมองของเขาจะพบความบกพร่องในด้านการคิดการวิเคราะห์และความจำ แต่เขาก็สามารถเดินทางขึ้นรถเมล์มาพบแพทย์ได้ เขาคิดด้านร้ายก็จริง แต่ก็ยับยั้งตัวเองได้มากขึ้นเมื่อได้รับการทำจิตบำบัด

          ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อธันวาคม 2558 ให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปรับ 1,000 บาท  อัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์

          ถ้าหากนายสมไม่หลงศาล และถ้าทนายความไม่ยื่นขอต่อศาลให้ส่งตรวจประเมินภาวะวิกลจริตและความสามารถในการต่อสู้คดี เราก็คงไม่มีทางรู้เลยว่า แอลกอฮอล์มีโทษต่อสุขภาพของเขาและผลกระทบที่กระจายไปสู่สังคมรุนแรงเพียงใด การกระทำกับเหยื่อที่เกิดจากความฝังใจที่ผิดๆ จากข้อมูลในสมองที่เว้าแหว่งและถูกเติมเข้าไปใหม่ โชคดีที่กระบวนการยุติธรรมให้เวลา ให้โอกาส และหวังว่า นายสมจะค่อยๆ ได้ฟื้นตัว มีความสุขกายสบายใจ มีปัญญาในการนำชีวิตต่อไป ส่วนเรื่องคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรืออาจจะถึงศาลฎีกา ก็ค่อยว่ากันต่อไป ทุกคนทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: