การคืนสู่สุขภาวะ จาก โรคติดสารเสพติด | สมาคมสายใยครอบครัว

การคืนสู่สุขภาวะ จาก โรคติดสารเสพติด

-A +A

           โรคติดสารเสพติด หรือ โรคสมองติดยา เป็นปัญหาที่ พญ.บุญศิริ จันศิริมงคล ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นงานที่ไม่มีวันหมด

           จากประสบการณ์การทำงานด้านยาเสพติดมาอย่างยาวนาน คุณหมอบุญศิริได้สัมผัสและเห็นถึงโครงสร้างปัญหาที่ทำอย่างไรก็ไม่มีทางขจัดให้หมดสิ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท้อแท้หรือท้อถอย กลับจะมีพลังที่จะต่อสู้กับภัยจากยาเสพติดต่อไป ก็เพื่อเด็กและเยาวชนของไทย จะได้รอดพ้นจากปัญหาติดสารเสพติด และผลกระทบอีกมากมายที่จะตามมา

           คุณหมอได้สะท้อนให้เราได้เห็นถึงปัญหาที่ทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขไว้อย่างชัดเจนจากการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

 

ปัจจุบันสถานการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอย่างไร

พญ.บุญศิริ: ปัจจุบันยังเป็นกลุ่มสารเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ที่เรียกกันว่า ยาบ้า ซึ่งปัจจุบันจะใช้คำว่า Amphetamine-type stimulants เป็นสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีน ที่ไม่ใช่แอมเฟตามีนเพียวๆ หรือที่เรียกว่า เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ก็ยังเป็นอันดับหนึ่ง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ สถิตินี้ก็ติดต่อกันมา 5 ปี สูงขึ้นเรื่อยๆ สารเสพติดที่รองลงมา จะเป็นกลุ่มของกัญชา โอเปียม (ฝิ่น) สี่คูณร้อยหรือกระท่อม แต่สัดส่วนก็จะต่างจากยาบ้ามาก กลุ่มอายุของผู้ที่ใช้สารเสพติดที่มากที่สุดมีบันทึกไว้ในแบบรายงานการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติด (บสต.) โดยมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นเจ้าภาพ ก็จะมีช่วงอายุ 18-25 ปี รวมกับเด็กวัยรุ่นช่วงอายุ 12-17 ปี รวมกันก็น่าจะเป็น 2 ใน 3 ของผู้ที่รับการบำบัด ซึ่งแนวโน้มตรงนี้เป็นที่น่ากังวล เพราะอายุของผู้ใช้สารเสพติดจะน้อยลงเรื่อยๆ จำนวนก็มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่า ขณะนี้คนที่ได้รับการบำบัดอายุจะต่ำกว่าวัยทำงาน มีเป็นจำนวนมาก และเป็นเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง การระบุอาชีพส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า รับจ้าง ซึ่งมีความหลากหลาย ธุรกิจส่วนตัวก็มีความหลากหลายเช่นกัน จึงเป็นข้อจำกัดที่จะทราบได้ว่าอาชีพที่แท้จริงคืออะไร ระดับการศึกษาก็อยู่ในช่วงมัธยมและอาชีวะเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ไม่จบ ม.3 ก็มีจำนวนมาก ส่วนของรายได้ก็ไม่มีสถิติระบุว่า เพียงพอหรือไม่เพียงพอ

           ข้อมูลที่ได้จากสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ เมื่อก่อนจะเป็นผู้เสพแล้วติดกี่เปอร์เซ็นต์ เสพติดหนักรุนแรงกี่เปอร์เซ็นต์ เรามีวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงการคัดกรองให้ละเอียดจากเดิมว่า จะเสพจะติดรุนแรงก็มีกลุ่มเสี่ยงด้วย ฉะนั้นสัดส่วนที่ได้ออกมาในช่วง 2-3 ปีหลัง ก็จะเปรียบเทียบยากกับปีก่อนๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการคัดกรอง อย่างเช่น ผู้เสพจะมีมาก ผู้ติดจะมีประมาณ 20 % ผู้ติดรุนแรงจะมีประมาณ 5-10 % แต่เมื่อเรามีข้อมูลเฉพาะของผู้ที่รับการบำบัดทำให้สถิติตรงนี้ ก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะคนที่เสพก็ไม่ได้เข้ารับการบำบัด ก็จะไม่เห็นภาพว่าจริงๆ แล้ว ลักษณะของคนที่มีปัญหาในปัจจุบันของสังคมไทย จะมีคนเสพเท่าไร คนติดเท่าไร คนติดรุนแรงเท่าไร เพราะข้อมูลที่ได้มาเฉพาะในส่วนคนที่ได้รับการบำบัด ในส่วนของเอกชน โรงเรียน ก็ไม่ได้เปิดบันทึกแบบ บสต. หรือบันทึกสารเสพติด เพราะเราก็ไม่อยากให้เด็กมีประวัติในวัยเรียน หรือสถานประกอบการบางทีก็มีการปกปิด อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ก็พอจะจำแนกให้เห็นถึงสถานการณ์ของโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการบำบัด อย่างเช่น รัฐบาลไม่ได้แบ่งการบำบัด ภาพนี้ก็จะมีกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม โดยภายใต้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 พ.ร.บ.นี้มีความสำคัญมาก เป็นพระราชบัญญัติแรกที่เจ้าภาพเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม แล้วก็มีเจ้าภาพอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจะบ่งบอกว่า ผู้เสพเป็นผู้ที่ผิดกฎหมายแล้วก็ได้ทำการ addictory เป็นการบำบัด 3 ระบบ คือ สมัครใจ บำบัดและต้องโทษ

           ทีนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ยาบ้ารุนแรง การสมัครใจก็ค่อนข้างยาก เพราะว่าไม่มีใครกล้าแสดงตัว ฉะนั้นก็ต้องมีกฎหมายนี้ช่วยกระตุ้น คนที่ถูกจับได้ยาบ้าเกินปริมาณที่กำหนดหรือตรวจพบ ก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนศาลพิจารณา มีจิตแพทย์หนึ่งท่าน พยาบาลหนึ่งท่าน นักจิตวิทยาหนึ่งท่าน และก็มีนักสังคมสงเคราะห์หนึ่งท่าน แรกๆ ก็ดี คนก็กลัว ทำการคัดแยกส่ง คนนี้ติดน้อยส่งโรงพยาบาล คนนี้ติดมากส่งที่นั่นที่นี่ ก็กระจายกันไป ผ่านไป 10 กว่าปี ก็พบว่า คนที่มารอรับการพิจารณา 3 ระบบ มีจำนวนมาก ก็ไม่มีทรัพยากรที่จะไปทำการคัดแยก สมัครใจก็ไม่เคยมีสมัครใจที่แท้จริง ต้องโทษอยู่ในเรือนจำ เราก็พบว่า บุคลากรไม่พอ ไม่มีคนทำการบำบัด

           เพราะฉะนั้น สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น จะเห็นภาพว่า ระบบบำบัด 3 อย่างนี้ อาจจะเอื้อได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้สะท้อนหรือช่วยเหลือคนได้อย่างเต็มที่ ทางนักวิชาการก็ดูแลมาโดยตลอด กระทรวงต่างๆ เองก็เห็นปัญหา องค์ประกอบที่ทำให้ทุกคนเป็นคนผิดกฎหมาย สงสัยคงจะไม่ไหว ก็เลยพยายามจะทำการทดลองว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะลดโทษลง แล้วก็มีปัญหาเรื่องสมองติดยา คือ ผู้ป่วยติดสารเสพติดคล้ายกับผู้ป่วยจิตเวช กระตุ้นให้มีการสมัครใจมากขึ้น ผลการบำบัดจะได้ดีขึ้น ปรับไปปรับมาก็เพิ่มการคัดกรอง คัดแยกอะไรแล้วก็ตามที เราก็พบว่า การกระตุ้นผ่านรัฐหรือการกระทำในภาวะปกติ ค่อนข้างยาก ก็ยังมีผู้เสพกับผู้ค้า ยังมีการเข้าถึงยาเสพติดได้ค่อนข้างมาก ฉะนั้นถึงเราจะกระตุ้นให้มีการสมัครใจมากขึ้น เพื่อที่จะบำบัดได้ดี กลุ่มคนเหล่านี้ที่อยู่ในเรือนจำหรือวนเวียนอยู่ ก็ยังมากอยู่ดี มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเมื่อปีสองปีนี้ ก็ได้มีการพิจารณาว่า ถ้าเป็นเช่นนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีปัญหา ก็เลยมีการออกคำสั่ง คสช. ที่ 108 ปรับใหม่ ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป ก็คือ ให้โอกาสคนที่ถูกจับเข้ามารับการบำบัดโดยสมัครใจ แต่จะต้องถูกติดตามด้วยผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ไปบำบัดแล้วมีตำรวจตาม มีกำนันตาม เป็นต้น พูดง่ายๆ ว่า ให้โอกาสแล้วแต่คุณต้องเลิกอย่างเต็มที่ ก็ดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง ทำให้สถานการณ์ที่เราสะท้อนได้ว่า คนเข้าสู่การสมัครใจมากขึ้น อยากเลิกมากขึ้น ผลการบำบัดก็ดีขึ้น เพราะแต่เดิม 10 กว่าปีที่ผ่านมา เห็นแล้วว่า จับมาแล้วการสมัครใจไม่เต็มที่ ผลการบำบัดก็ค่อนข้างยากที่จะบอกว่า เลิกได้ 100 เปอร์เซนต์ จริงๆ แล้วคือ จาก 20 คนที่เหลืออีก 80 คนที่หายไปแล้วอาจจะไม่ได้นับ เพราะว่าใช้เกณฑ์ต้องอยู่ครบปี ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่มีคนไข้ที่อยู่ครบปีมากอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยน ปรับปรุงใหม่ ให้มีการกระตุ้นและให้โอกาสคน ดัชนีชี้วัดที่ทำให้เห็นถึงการบำบัดที่แท้จริง ก็ทำให้เห็นภาพสถานการณ์โดยรวม

           อย่างหนึ่งที่หลายๆ คนต้องการทราบว่า จริงหรือไม่ที่ใช้สารเสพติดแล้ว จะมีโรคจิตเวชร่วมจำนวนเท่าไร มีคดีความจำนวนเท่าไร เรียกว่า พฤติกรรมร่วมที่เป็นปัญหา เพราะถือว่าเป็นปัญหาของสังคม ตรงนี้เราไม่เคยมีสถิติที่แท้จริง ป.ป.ส.เคยประมาณการว่า มีผู้เสพผู้ค้าในประเทศ 3 ล้านคนเมื่อ 2 ปีก่อน แต่จริงๆ แล้ว เสพจริงๆ เท่าไร ค้าเท่าไร หรือทั้งเสพทั้งค้าในคนเดียวกัน เพราะเวลาเงินหมด จากผู้เสพก็อาจจะกลายเป็นผู้ค้า ฉะนั้นที่เราจะคัดแยกคนว่า คนนี้มีปัญหาคดีอาชญากรรม ก็ต้องนำไปบำบัดให้ถูกที่ถูกทาง หรือคนที่ไม่มีปัญหามาก เช่น เด็กและสตรีที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน ที่ว่าผิดเล็กน้อยก็ถูกนำไปจับเข้าคุก ก็ต้องถูกคัดแยก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เด็กที่ถูกจับก็เป็นเด็กเดินยา แล้วจะทำอย่างไร นี่ก็เป็นปัญหาโลกแตกอยู่ระดับหนึ่งที่ทางกรมวิชาการก็ต้องค่อยๆ พัฒนาไป แต่ในทางกลับกัน ในส่วนของกรมสุขภาพจิตที่ดูแลโรคทางจิตเวช สะท้อนภาพได้ว่า โรงพยาบาลจิตเวช 13 แห่ง มีคนไข้สารเสพติดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เป็นโรงพยาบาลจิตเวช แต่อาการอยู่ในขั้นโรคจิต เต็มไปหมด

           พอเรามองย้อนกลับไป จะพบว่า มีประวัติการใช้สารเสพติดในอดีต สอดคล้องกับรายงานเมื่อปี 2543 ที่ นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ ทำไว้ในช่วงยาบ้าฆาตกร เราได้ติดตามดู ปรากฏว่าไม่ได้ใช้ยาบ้ามา 5 ปี ยังมีอาการทางจิตหลงเหลืออยู่ 7 คนใน 100 คน ลองคิดคร่าวๆ ดูว่า ขณะนี้วัยรุ่นไทยที่ใช้ยาบ้าอยู่ ลองดูสักประมาณหมื่นคนที่มีอาการทางจิต แล้วจะมีกี่คนอีก 5 ปีจะเป็นคนไข้โรคจิตถาวร เพียงแค่นี้โรงพยาบาลจิตเวชก็ไม่ต้องปิดแล้ว แต่ลักษณะจะไม่เป็นอาการทางจิตเพียวๆ พบยาก โรคร่วมทางจิตเวชในคนไข้สารเสพติดที่พบมาก หนีไม่พ้นโรคจิต (Psychotic) เพราะแอมเฟตามีนจะทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุล สารเคมีที่พูดถึง จะเป็นสารเคมีที่เข้าไปในส่วนของอารมณ์ (Limbic) ทำให้ขาดความยั้งคิด สมองส่วนยั้งคิดก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ แอมเฟตามีนก็จะต่างจากฝิ่น พอใช้ไปลักษณะจะมีเหมือนอาการโรคจิตหรือจิตเภท คือ มีประสาทหลอน จะแยกยากมาก ถ้าไม่เคยรู้ประวัติมาก่อน คนกลุ่มนี้จะมีอาการขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ ที่ผ่านมา เราพบว่า โรคแบบนี้ที่เรียกว่า อาการทางจิตในแอมเฟตามีน ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง

           เราจะเห็นสถานการณ์ในปัจจุบัน พอเราเห็นคนเปิดหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ตกลงเป็นการใช้ยาบ้า หรือกินเหล้าเมา หรืออย่างไร แต่สุดท้ายแล้วคือเกิดอาการแล้วก็ไปตรวจปัสสาวะหรือเจาะเลือด เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะทำให้คนที่อยู่ในระบบหรือนอกระบบสาธารณสุขเกิดความตระหนักว่า แบบนี้แยกแยะอย่างไร บางทีใช้ยาบ้า พ่อแม่บอกไม่เป็นไรใช้ไปก่อน ใช้ไปขนาดไหนล่ะจึงจะเป็นบ้า แล้วเป็นบ้าไปแล้วก็ยังไม่รู้ คิดว่าลูกนิสัยไม่ดี ขโมยเงิน พอปรับได้รักษาได้ ถามว่ามีวิธีสังเกตการณ์หรือไม่ ก็คงมีวิธี ต้องบอกว่า ถ้าไม่เสพก็ดีที่สุด แต่ถ้าเสพไปแล้วจะบอกว่า คนนี้อยู่ดีๆ สมองจะปกติมากกว่าคนอื่น สามารถทนทานได้มากกว่าคนอื่น ยังไม่มีงานวิจัยใดบอกได้ เพราะฉะนั้น เด็กวัยรุ่นในปัจจุบันเมื่อพูดถึงว่า เด็กบางคนเสพได้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย อาการทางจิตที่เกิดร่วมขึ้นมา ซึ่งมีค่อนข้างมากจะไม่ค่อยยอมรับ จนกว่าจะระแวงจริงๆ ประสบการณ์ของคนติดยาเสพติดจะต้องมีหูแว่ว ประสาทหลอน แต่เป็นความรู้สึกหลอนที่มีความสุข อย่างเช่น ศิลปินไปเสพกัญชามีความสุข เล่นดนตรี ก็ดีแล้วทำไมจะต้องหยุด ฉะนั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นเพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะคนที่มีปัญหาถึงเดินเข้ามารับบริการ ซึ่งตรงกับที่สหรัฐอเมริกาเคยทำ การเข้าถึงบริการที่บ่งบอกสถานการณ์ 100 คน เข้าถึงบริการน้อยมาก นี่ก็เป็นภาพรวมที่เราเห็นได้เลยว่า คงจะบอกยากแต่ประมาณคร่าวๆ ได้ประมาณนี้ ฉะนั้นที่หมอพูดมาค่อนข้างยาว เพื่อจะให้เห็นว่า ปัจจุบันสถานการณ์เราก็เห็นแค่พาคนเข้ารับการบำบัด โดยแท้จริงทั้งหมด

           ป.ป.ส.เคยสนับสนุนงบประมาณให้กับรามจิตติโพลล์ ลงไปดูสถานศึกษาซึ่งเป็นงานที่ใหญ่มากในปี 54 ไปดูเด็กตามสถานศึกษาถึง 50,000 กว่าคน ในสถานศึกษาของภาครัฐ ผลที่ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ก็อยากลอง มียาบ้าอย่างที่หมอบอก ข้อมูลตรงนี้ก็เป็นข้อมูลเชิงสำรวจ หลังจากเกิดอาการผลการเรียนของเด็กก็ต่ำกว่า 2 อย่างที่เรารู้ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอาชีวะ อย่างน้อยก็เคยทำแต่สามารถแสดงให้เห็นภาพได้ไหมว่า สำรวจเท่าไร ฉะนั้น ถ้าวันนี้มีคนมาถามว่า ผู้เสพเท่าไร ผู้ติดเท่าไร ติดรุนแรงเท่าไร เราจะตอบได้เฉพาะในส่วนที่ติดกับติดรุนแรง ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เข้าสู่โรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลธัญญารักษ์ และประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ตามโรงพยาบาลทั่วๆ ไป เท่านี้ ที่เหลือก็ยากที่จะติดตาม คนที่เราพบเดินๆ อยู่ ก็ไม่ค่อยรู้ว่า คนไหนเสพ คนไหนไม่เสพ เพราะปัจจุบันยาเสพติดก็มีความหลากหลาย

           ส่วนสถานการณ์ด้านอื่นที่มีคนสนใจก็คือ กลุ่มอาเซียน มีผู้ที่พยายามจะศึกษาข้อมูล จริงหรือเปล่าที่เป็นเด็กไทยทั้งหมด ผู้เสพ ผู้ค้า ของมาจากไหน ทำไมจะต้องสืบเพราะเราพบว่า เมื่อสมัยก่อนฝิ่นมาจากทางเหนือ กระบวนการที่คนไข้ถือเม็ดยามาจะสามารถบอกได้ไหมว่ามาจากไหน แต่ปัจจุบันมีมากทะลักทลายเข้ามา ขณะนี้เรามีคนที่อยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 13-15 ชาติ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ทั้งค้าทั้งเสพอยู่ในประเทศไทย ต้องระมัดระวังไว้เลย คนที่เข้ามาในประเทศที่ไม่ใช่กลุ่มอาเซียนอย่างเดียว กลุ่มนอกอาเซียนด้วย อาจจะทั้งเอาสารตั้งต้นเข้ามา เอาตัวเม็ดยาเข้ามาเพื่อประดิษฐ์เองค้าเอง หรือเอาวัตถุดิบ เช่น บีช กัญชา ใบกระท่อม นี่คือตามตะเข็บชายแดน วิธีการในสถานการณ์ปัจจุบันที่พบมากก็คือ ทางเรือผ่านทางประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น ลิปสติก ก็ฝังในหลอดลิปสติก ยาทาเล็บ แล้วแต่กรรมวิธี คสช.ก็เลยขอให้จัดระบบใหม่

           นอกจากในเรื่องของการบำบัด ขอให้แบ่งมาตรการให้ชัดเจน เช่น มาตรการแรก ตะเข็บชายแดนก็ให้กระทรวงกลาโหมดูแล รวมทั้งการปราบปรามด้วย มาตรการที่สอง ภายในประเทศก็ให้กระทรวงมหาดไทยคอยกำกับดูแล ภาคการบำบัดก็ให้กระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงยุติธรรมเข้ามาบูรณาการในส่วนต่างๆ โดยเน้นเรื่องการสมัครใจหรือส่วนต่างๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะดีที่สุดก็คือ คืนคนดีสู่สังคม อาจจะต้องใช้เวลานาน อย่างน้อยๆ ก็ขอว่า ที่เรียนก็เรียนได้ ที่ทำงานก็กลับไปทำงานได้ คิดแบบง่ายๆ ขอแค่ว่า ไม่กลับไปเสพซ้ำ หรือเสพแล้วก็ไม่รุนแรง หรือไม่เป็นอาชญากรในสังคมก็ดีมากโขแล้ว ดัชนีชี้วัดตรงนี้คงยังตอบอะไรไม่ได้ งานลักษณะนี้ต้องดูกันยาวๆ ใช้ระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ได้

           ในส่วนของการควบคุมสารตั้งต้น เราจะเห็นอุตสาหกรรมในส่วนนี้ มีการระงับยาแก้ปวด ยาหม้อ ยานัตถุ์ ยาต้ม ยาแก้ไอ คือ สั่งห้ามไปทุกตัวแล้ว ยานอนหลับหลายๆ ตัว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ช่วยรายงาน เราก็เห็นแล้วว่า คงจะทำให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานหนักมากขึ้น เพราะยาเราก็ต้องใช้ ยาแก้ปวดก็ต้องใช้ แต่เด็กเดี๋ยวนี้ก็มีการเข้าถึงองค์ความรู้ในการประดิษฐ์จากสารตั้งต้น ไวมาก เว็บไซต์ต่างๆ สามารถเข้าถึงการประดิษฐ์ อย่างเช่น เอายาแก้ไอไปผสมน้ำกระท่อม เอาน้ำกระท่อม ใบลองกองไปต้มกับตัวนั้นตัวนี้ ครัวไทยสู่ครัวโลก เด็กก็เป็นเภสัชกรส่วนตัว ต้มกันเองทำกันเอง ก็ทำให้เกิดสารเคมีที่เราคาดไม่ถึงที่เราเรียกว่า แอมเฟตามีน ดรัก (amphetamine drug) เป็นกลุ่มที่ผสมกันแล้วก็ใช้กัน อาการก็เพี้ยนไปตามปริมาณมากน้อย บางทีก็ใส่สารฟลูออเรสเซนต์บ้าง กรัมม็อกโซนบ้าง ตามเรื่องตามราวไป

           ฉะนั้นเราจึงมองเห็นว่า กระบวนการ 5 วิธีการกำกับของทางภาครัฐ ป.ป.ส. ได้จัดทำ 5 มาตรการนี้ แต่เราก็ยังเห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันก็คือ เด็กของเราต้องดูโดยองค์รวม ยาเสพติดเป็นประเด็นทางสังคม มีผลกระทบต่อ IQ จะเอาสติปัญญาที่ไหนเรียนหนังสือ ด้าน EQ ก็เด็กแว้นเต็มไปหมด เรื่องสมาธิ เดิมสมาธิก็สั้นอยู่แล้ว ก็สั้นหนักยิ่งขึ้น และปัญหาที่หนักอีกอย่างคือ เด็กอันธพาล นี่ก็คือในส่วนของเด็ก พอในส่วนที่โตขึ้นก็อย่างที่บอกคือ โรคจิต พอไม่มียาก็ซึมเศร้า ไหนจะเสี่ยงฆ่าตัวตาย กินเหล้าซ้ำยิ่งฆ่าตัวตายหนัก และส่วนใหญ่ที่พบโรคร่วมด้วยก็คือ ใช้สารเสพติดอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ยาบ้าอย่างเดียว อย่างน้อยต้องมีติดอย่างอื่น ก่อนจะเสพก็ต้องมีเบียร์ บางคนก็ใช้กัญชาเพื่อจะให้หลับ คนจะติดขึ้นอยู่กับหามาได้มากน้อยแค่ไหน พอมีเงินก็ยาไอซ์ยิ่งบริสุทธิ์มากก็ยิ่งติดมาก กลับมาใช้ยาบ้าก็ไม่สนุกเหมือนเดิม ยาไอซ์ก็เป็นตัวที่อัพขึ้นๆ ตามราคา ฉะนั้นถ้ามองโดยรวม สมองติดยา จากเดิมที่ในตำราเคยบอกว่า หายได้ ปัจจุบันนักบำบัดก็ไม่กล้าบอกเช่นนั้น เพราะนานวันไปเมื่อดูจากสถานการณ์ ปริมาณที่ใช้ก็ใช้เยอะ เข้าถึงได้ค่อนข้างมาก ตัวสมองเด็กเองก็อ่อนด้อย พันธุกรรมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยาก็มีเข้มข้นมาก ใช้ครั้งเดียวอย่างยาไอซ์ที่บริสุทธิ์มาก ก็จะติดเหมือนเฮโรอีน ฉะนั้นโอกาสที่เด็กจะฟื้นฟูแล้วกลับมาใช้ซ้ำ ก็มีโอกาสสูง ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ถ้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่ที่พาลูกมารักษาจะคิดอย่างไร พ่อแม่อยากให้หมอเก็บลูกเขาไว้นานๆ สัก 4-5 เดือนแล้วค่อยออกไป

 

กระบวนการการดูแลรักษาผู้ป่วยติดสารเสพติด และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตร่วม

พญ.บุญศิริ: โรงพยาบาลเป็นหมือนโลกเสมือน ในความเป็นจริง คนเราต้องปฏิเสธได้ในสถานการณ์จริง เหมือนเราซ้อม การที่ตัวเราเลี้ยงลูกแล้วลูกร้องไห้ เอาลูกเก็บไว้ในบ้านเรียนหนังสือไม่ได้ ลูกก็โง่อยู่ดี จะทำอย่างไร เราก็ต้องจูงมือไปก่อน ยืนหน้าโรงเรียนไปก่อน ยืนสักครึ่งชั่วโมง อีกวันยืนสัก 15 นาที พออีกวันยืน 5 นาที แล้วค่อยกลับบ้าน เรียกว่า การเปิดรับ (Exposure) เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เคยมีการการันตีถึงการบำบัด ที่ล้อกับโรคทางสมองอยู่แล้วคือ ต้องให้มีการเปิดรับบ้างแล้วก็มีการซักซ้อมทักษะชีวิต หมอคิดว่า ทฤษฎีเหล่านี้อยากให้เติบโตไปได้ พอนานวันไปเราพบสารเคมีที่มีความรุนแรงขนาดนี้ และการใช้ที่มีความหลากหลาย จากการหายได้กลายเป็นเรื้อรัง ก็ทำให้จิตแพทย์ แพทย์ทางระบบประสาท และแพทย์ทางฝ่ายกายต่างๆ ต้องมาช่วยกันดู เรื้อรังก็พอ จะไม่รู้สึกแย่เกินไป เหมือนเบาหวาน ก็เป็นเรื้อรังเหมือนกัน ติดสารเสพติดก็เป็นเรื้อรัง แต่เบาหวานถ้าลองชีวจิตนานๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษาสุขภาพ ก็มีโอกาสที่จะไม่ต้องกินยาเบาหวาน เราก็คาดหวังว่า ยาเสพติดก็จะเป็นแบบนั้น

           แล้วอะไรที่จะเป็นตัวพยากรณ์โรค สมอง พฤติกรรม โรคจิตเวชที่พ่อแม่มีอยู่เดิม เป็นโรคจิตหนักๆ ขณะที่เสพหรือติดหลายๆ อย่างในขณะเดียวกัน ของเดิม IQ ไม่ดีอยู่แล้ว ปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุนทำให้บางครั้งเวลาทอง (golden period) หมดไป เพราะจริงแล้วๆ สารเคมีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ ปกติคนเราจะมีความสุข เช่น ต้องออกไปตีเทนนิส ออกไปเล่นกีฬา สารเอนโดฟีนก็หลั่ง สารเอนโดฟีนก็อยู่ในสมองส่วนอารมณ์ (Limbic) พอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงหนึ่งชั่วโมง สมองส่วนยั้งคิดก็รู้สึกสบายใจแล้ว พอประมาณ ก็อยู่ได้ พ่อแม่บอกว่า ทุกๆ สัปดาห์จะได้ไปเที่ยว ก็รอได้ สมองส่วนนี้จะต้องสอดประสานกันระหว่างส่วนอยากกับส่วนยับยั้ง ส่วนยับยั้งก็คำนวณเลยว่า จะต้องรอสักระยะหนึ่งก่อน ไม่ใช่อยากจะได้อะไรก็ต้องได้ ต้องให้มีความสมดุลกัน เด็กหลายคนพ่อแม่ก็ต้องพยายามเลี้ยงลูกแบบมีวินัย คำว่า วินัย ก็คือ กำกับ กำกับสมองส่วนอยากกับส่วนยับยั้ง ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รู้จักคำว่า วินัย คนเราจะมีวินัยเต็มตัว มีความรู้เนื้อรู้ตัว อยู่ที่อายุ 20 ปี ถ้าลองนึกถึงสิ่งที่บอกได้พูดถึงในตอนต้น อายุของเด็กที่เริ่มใช้สารเสพติด ลดลงเรื่อยๆ สมองส่วนนี้ยังไม่แข็งแรง ของเดิมตีเทนนิสอยู่ ตีๆ ไป สารเอนโดฟีนหลั่ง ไม่เป็นไร สมองส่วนยับยั้งยังไม่ค่อยดี แต่แม่บีบแตรรอแล้ว ต้องวางไม้เทนนิสแล้วต้องขึ้นรถ กลับบ้านไปอาบน้ำ อ่านหนังสือ เพราะมีคนกำกับ แต่ปรากฏว่า วันนั้นคืนนั้นเพื่อนมีชวน ทำไมต้องรอตีปิงปองตีเทนนิส เข้าห้องน้ำเสพยา สักครู่เดียว สมองทำการบันทึกใหม่ ทำไมต้องรอตีเทนนิส 2-3 ชั่วโมง ให้สารเอนโดฟีนหลั่ง เหนื่อยเปล่าๆ 1 นาทีก็รู้สึกแล้ว บุหรี่ 1 มวน ครั้งแรกอาจจะดูงงๆ เพราะยังไม่รู้จักกัน สิ่งนี้ก็จะไปถูกบันทึกใหม่ พอรู้จักแล้วก็จะอยู่ที่ความเข้มข้น ความถี่ บางครั้งรู้จักครั้งเดียวก็ติดได้เลย บางครั้งนานประมาณ 3-4 เดือน ทำซ้ำๆ พอได้เรียนรู้ ไม่เอาแล้ว ตีเทนนิส ตีปิงปอง รางวัลที่หนึ่งก็ไม่สนใจแล้ว อันนี้เร็วกว่า มีความสุขกว่า สารเคมีก็เข้าไปกระตุ้นลึกขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของสมองติดยา ในขณะที่สมองส่วนหน้าก็ยังไม่โต ก็เลยไม่มีเรื่องของการขัดจริยธรรม เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมเด็กปัจจุบันจึงก้าวร้าวมากขึ้นหลังจากการใช้สารเสพติด เพราะยาเสพติดที่มีมาก ใช้ค่อนข้างเยอะ แล้วก็ควบคุมลำบาก

           สมองส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยได้รับการพัฒนา อาจจะจากพันธุกรรมเดิม ต้นทุนเดิม หรือว่าเด็กเองก็ไม่ได้พัฒนา แล้วเด็กไทยวันนี้ก็ไม่ค่อยเรียนหนังสือแบบที่เป็นลักษณะของการที่จะสร้างสรรค์ในสมองส่วนของความคิด เมื่อเวลาทองผ่านไป พอเขาใช้สารเสพติดไปนานๆ เรามีสถิติว่า เขาใช้ยาบ้ากันมากจริงๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โอกาสที่เด็กจะเป็นโรคจิต ก็ค่อนข้างสูง วัยทำงานอย่างเช่น คนขับรถสิบล้อเสพยาบ้า รักษากินยาโรคจิตก็อาจจะพอ แต่เด็กสมองเหมือนซาลาเปาที่ยังไม่ได้นึ่ง พอนึ่งแล้วก็ไม่เปลี่ยน เป็นไส้ที่ปั้นขึ้นมา ฉะนั้นก็ค่อนข้างน่ากังวลว่า ยาเสพติดที่ใช้ในวัยที่เร็วขึ้น สมองที่กำลังอ่อนด้อย การตัดสินก็เร็วขึ้นแล้วก็เปลี่ยนกลายเป็นติดอย่างถาวร พูดอย่างนี้ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะกังวลไหม กำลังจะบอกว่าลูกฉันไม่หายหรือ คำว่า เรื้อรัง ก็เลยมีผล เรื้อรังประมาณไหน ฉะนั้นถ้าติดตั้งแต่อายุน้อยๆ มีอาการทางจิตตั้งแต่อายุน้อยๆ การบำบัดรักษาก็ยาว ซึ่งเปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันก็ไม่ขึ้น เพราะทางโรงพยาบาลธัญญารักษ์ โรงพยาบาลจิตเวช และโรงพยาบาลทั่วๆ ไป ก็จะไม่นำเสนอเรื่องยาเสพติด เด็กมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้อง อัดกัญชาไปประมาณ 4-5 วัน ก็ปวดท้อง ขาดยานอนหลับ มาซื้อยานอนหลับแล้วก็บอกว่าปวดหัว เด็กตาปรือๆ ตามโรงพยาบาลทางกายจึงเต็มไปหมด แต่เราไม่สามารถจะบังคับได้ เพราะว่า บางทีหมอก็ไม่รู้ว่าจะต้องพาเขาไปตรวจปัสสาวะ ซักประวัติ เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงมีเต็มไปหมด ถ้าสกัดได้ทันก็ดี

           บางคนตอนอายุ 13 ปี ไปรักษา หมอยังไม่พบ พออายุ 14 ปี 15 ปี ก็หมดแล้วสมองส่วนหน้าก็ไม่ค่อยโต สมองส่วนนี้ก็โตแบบบิดๆ เบี้ยวๆ บางคนมารักษาช่วงผ่านอายุ 20 ปีไปแล้ว สมองก็อ่อนด้อย ความอ่อนด้อยมีอยู่หลายแบบ ความอ่อนด้อยที่ดูจะมีความรุนแรงที่สุด คือ โครงสร้างสมองเปลี่ยน มีการตายของเซลล์อย่างหนัก ลองจินตนาการดูว่า ตาหลับแต่ใจไม่หลับเหมือนโรงงานที่เปิด 24 ช.ม. นาน 3-4 วัน ทั้งๆ ที่ไฟปิดหมดแล้ว แต่ข้างในยังมีการทำงานอยู่ เพราะฉะนั้น เด็กที่เสพยาไปครึ่งชั่วโมง บางทีหลับไป 3 คืนแล้วตื่นขึ้นมาเหมือนเป็นการชาร์จแบต แต่ไม่ได้หลับจริงๆ ภายในร่างกายทำงานหนักมาก ไม่เช่นนั้นจะผอมได้อย่างไร ต้องใช้พลังงานเผาผลาญ สมองก็ไม่แข็งแรง เซลล์ก็ไม่แข็งแรง พอใช้หนักๆ เข้า ถ้าเอกซเรย์แล้วจะเห็นรอยเลือดที่เป็นเส้นเลือดฝอย ก็เป็นรอยเลือดในสมอง ฉะนั้นจากเดิมที่สมองส่วนนี้ก็โต ส่วนนั้นก็อ่อนด้อย รอยหยักก็ไม่มา เซลล์สมองตายอีก ทั้งหมดติดลบ ทีนี้ก็เริ่มฝ่อแล้วก็ถาวร

           สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ โรคจิตจะยังเห็นไม่ชัด อาจจะใช้เวลา 5-7 ปี แต่สิ่งที่พบ คือ ความคิดช้าลง ไอคิวแย่ เรียนหนังสือไม่ได้ คิดไม่ทัน ยับยั้งใจไม่ทัน เพราะว่าสมองที่ใช้คิดเปลี่ยนไปเหมือนลัดวงจร ทำอะไรได้ไม่มาก ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะฉะนั้น เด็กเหล่านี้เซลล์สมองตายไปเยอะแล้ว พอนำมาบำบัดพ่อแม่ก็จะเหนื่อยใจ ทำไมล่ะ ลูกหยุดเสพยาไปแล้ว 3-4 เดือน ทำไมลูกยังขี้เกียจ เรียนหนังสือไม่ได้ จะเอาสมองที่ไหนมาเรียน ตีเทนนิสก็ตีไม่ได้ จะเล่นดนตรีก็เล่นไม่ได้ หลายคนเป็นนักดนตรีก็จำโน้ตไม่ได้ ความภูมิใจอยู่ตรงนั้น อยากจะเป็นคนดี แม่ก็ระแวง เรียนก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ เด็กก็เสียความมั่นใจ แล้วเป็นอย่างไร เด็กก็ซึมเศร้า ทำอย่างไร ก็กลับไปเสพยาเหมือนเดิม อาจจะทดแทนความซึมเศร้าของตนเองเพื่อหาที่ยืน ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ก็ต้องทำความเข้าใจ ให้โอกาส แต่ก็อยู่ที่ความคาดหวัง พ่อแม่อย่างน้อยอาจจะไม่คาดหวัง ผู้บำบัดบอกอย่าไปคาดหวัง ทำอะไรไปแล้วทำไมไม่รู้เรื่อง บอกอะไรก็แล้วทำไมไม่จำ ออกจากห้องหมอไปก็ลืมหมดแล้ว เพราะสมองไม่มี

           แล้วยาจิตเวชมีผลอย่างไรก็ไปช่วยในเรื่องของอาการทางจิต บางคนบอกถ้าให้มากเกินไปก็ยิ่งไปกด ทำให้เซลล์สมองยิ่งไม่พัฒนา ในการให้ยาจิตเวชก็ดีหลายอย่าง แต่ก็ต้องให้ตามปริมาณที่ควรจะเป็น ยาหลายตัวที่ทันสมัยก็ทำให้เซลล์ที่ด้อยอยู่แล้วไม่แย่จนเกินไป และควบคู่ด้วยการปรับพฤติกรรม เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันยาที่ใช้ในการรักษาคนไข้สารเสพติดที่มีอาการทางจิต ถ้ามองดูในถุงยาก็แยกกันไม่ออก ยาตัวนั้นช่วยในเรื่องหูแว่ว ประสาทหลอน ยาตัวนี้ช่วยในเรื่องพฤติกรรม คือ ยาก็ใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับว่า จะรับได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันพ่อแม่ก็จะรู้สึกว่า ต้องกินยาด้วยหรือ ต้องบำบัดด้วยหรือ พอเครียดขึ้นมาหรือลูกไปก่ออาชญากรรมแล้ว ก็บอกว่า ทำอย่างไรก็ได้หมอ จัดการไปเต็มที่ อยู่ที่การทำความเข้าใจ เพราะฉะนั้น เด็กไทยก็อยู่ในท่ามกลางความน่าเป็นห่วง

           งานสาธารณสุขทั้งประเทศก็ยังรักษาได้ไม่เต็มที่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รักษาได้จริง ที่เหลือก็ยังต้องปรับทัศนคติ ไม่ใช่โรงพยาบาลจิตเวชจะมีอิทธิพล หรือคนผลิตยาเสพติดจะเข้าใจโรคจิตเวช พอฟังแล้วจะรู้ว่า คนไข้สารเสพติดมีจำนวนมาก บางคนหยุดใช้ยาเสพติดไปนาน 3-4 ปี พอกลับไปใช้ก็ติดได้เหมือนเดิม ผู้บำบัดก็เริ่มท้อ ก็ไม่ไหว สถานการณ์ยาเสพติดก็เปลี่ยนไป เด็กสมัยใหม่ก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนก็คุยกันรู้เรื่อง ง่ายดี บอกให้เข้ากลุ่มบำบัดก็มากัน เดี๋ยวนี้เด็กก็ติดปัจจัยอื่น นั่งเล่นอินเตอร์เน็ต เล่นไลน์ และสิ่งเหล่านี้เองที่สามารถเข้าถึงยาเสพติดได้เร็วมาก การบำบัดก็ต้องงดสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้ใช้ด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้บำบัดทั้งสาธารณสุขและไม่ใช่สาธารณสุขต้องช่วยกัน เพราะกลุ่มคนมีความหลากหลาย แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ สมองติดยา เป็นโรคจิตเวช เป็นความละเอียดของสารเคมีจริงๆ เซลล์สมองตายไปแล้วจริงๆ บอกไม่ได้ว่า จะเกิดขึ้นกับใครทั้งหมด แต่จะประมาณการได้จากอาการ ถ้าเสพแบบนี้จะเป็นแบบนี้เร็ว แบบนี้มีพันธุกรรมแบบนี้ มีการร่วมแบบนี้ ก็พอใกล้เคียง ยาใช้ได้ประมาณหนึ่ง การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดหรือตรวจเส้นผมก็พอทราบได้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่าความจริงใจระหว่างผู้ต้องการบำบัดกับผู้บำบัด ไม่จำเป็นต้องตรวจเลย เข้ามา มีสัมพันธภาพที่ดี ต้องการเข้ามารักษาก็รักษาไป ให้กำลังใจกัน กินยา แล้วก็ควบคุมปัจจัยเสี่ยง

           ฉะนั้น การบำบัดรักษารูปแบบใดที่ดีที่สุด ก็คงจะบอกได้ยากว่าเป็นแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน ก็ต้องอยู่ที่อาการของผู้ป่วย ถ้ามีอาการทางจิตมากๆ ก็ต้องให้นอนโรงพยาบาล แต่ถ้ามีแรงจูงใจอยู่บ้างหรือมีอาการทางจิตเล็กน้อยก็ให้อยู่บ้าน สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหามีอยู่ว่า พอหายแล้วกลับไปเสพเหมือนเดิม ก็ขอให้บอกกับเราว่า ทำไมถึงกลับไปเสพ ทำไมถึงปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็มาหาวิธีพัฒนากัน เหมือนลูกไปทำผิด กลับมาแล้วจะตีให้ตาย ก็คงไม่ใช่ ต้องบอกกัน บางคนพอกลับไปก็ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น อย่าไปเสพซ้ำ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของความผิดพลาด เป็นเรื่องของการบำบัดถ้าเรามองให้เป็นประโยชน์ แล้วก็เฝ้าระวัง คอยประคบประหงมให้ผ่านไป อย่างไรก็ตาม เรื่องของกฎระเบียบก็ต้องเชิญมายืนยันทำการรักษาหากมีการติดมากไปแล้วมีอาการทางจิต หรือมีการทำอาชญากรรมก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ก็ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาตามอาการก่อน หลายๆ ประเทศมีการติดตามเพียงแค่ปีเดียว ไม่พอ ต้องใช้ระยะเวลา อย่างเช่น โรคจิตเวชอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี ถึงจะรู้

           ยังมีข้อเสนอแนะทางด้านจิตเวชที่ยังจะต้องทำอีก ก็คือ การฟื้นฟูทางด้านอาชีพ การศึกษา ให้เป็นรูปธรรม เราพบว่า สถานบำบัดต่างๆ ถ้าผู้อำนวยการให้ย้าย บางแห่งไม่ให้ย้ายแต่ให้ไปฝึกหนักตามค่ายต่างๆ ที่ติดตามผลของยาเสพติดอีกครั้ง บางครั้งสถานประกอบการมีงานก็ให้ทำงาน แต่ยาจิตเวชเข้าไปไม่ถึง จริงๆ หลายๆ องค์ประกอบจะต้องไปด้วยกัน ให้โอกาสด้วย ให้ทำงานด้วย ฟื้นฟูด้วย มียารักษาด้วย แล้วก็ครอบครัว ซึ่งครอบครัวมีความสำคัญมาก ที่กล่าวมาทั้งหมด ใครที่จะสนับสนุนพวกเขา เหมือนการเล่มเกมส์ ไปเล่นเกมส์นั้นเกมส์นี้แพ้ กลับมาก็ต้องมีคนเสิร์ฟน้ำใบบัวบก ไม่อย่างนั้นก็ไม่ไหว เหนื่อยใช่ไหม ก็ต้องมีคนดูแล ให้โอกาสเต็มที่ ไม่มีหลักสูตรตายตัวว่าจะทำอย่างไร แล้วแต่กรณี คนไข้หลายคนก็ไปบวช กลับมาแล้วดีไหม ตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการคิดได้ เพราะฉะนั้น ความสมัครใจเป็นตัวตั้งต้น สุดท้ายถ้าคนเราคิดได้ แรงจูงใจอยู่ที่ตัวเขาเอง ในที่สุดสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า เขาจะหลุดออกมาหรือจะข้ามสีทันดรไปได้หรือไม่ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจโดยเฉพาะเรื่องสารเสพติด แต่ใจที่ว่าก็หมายถึงสารเคมีในสมองด้วย ต้องสู้กัน ยาชุดนี้ช่วยไม่ได้ เอายาชุดใหม่เข้าไปช่วย กักกันบริเวณ พอแล้วก็เลิก แข็งแรงแล้ว คำว่า ใจ ก็คือ สมองส่วนที่ต้องใช้ยารักษาสู้กับสมองส่วนที่คิดจะเสพยา ให้เอาชนะให้ได้ เพราะฉะนั้น คนรอบข้างต้องอดทนมาก ช่วยกัน บางทีก็เอาน้ำเย็นเข้าว่า น้ำร้อนเข้าว่า ก็แล้วแต่สถานการณ์ พ่อแม่ก็น่าเห็นใจมาก ส่วนภรรยา สามี และลูกก็เช่นกัน เรื่องของสุราเองก็เหมือนกัน

 

ทานยาจิตเวชต่อเนื่องนานๆ จะติดยาจิตเวชหรือไม่

พญ.บุญศิริ: หมอเปรียบเทียบอย่างนี้ เหมือนเกลือในน้ำ 1 แก้ว ดื่มไปก็เค็ม เกลือเท่าเดิม เติมน้ำเพิ่มเข้าไปเพื่อเจือจางความเค็ม ยาจิตเวชก็เหมือนกัน เหมือนกับปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน ทำให้ดินดีขึ้น เราต้องบำรุงเซลล์สมอง ลองคิดดูเซลล์สมองที่ตายไปแล้วตั้งแต่อายุ 13-14 ปีหลังจากเสพยา เจ้าของเดิมอาจจะเป็นโรคร่วม เป็นสมาธิสั้น หรือเป็นโรคจิตโดยบังเอิญ โรคจิตอาจจะแสดงอาการคล้ายๆ กัน ก็มีหลายกรณีที่ต้องทานยาต่อเนื่อง เช่น ดื่มสุรามาตั้งนาน นอนไม่หลับ ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับต้องใช้ยาจิตเวชช่วย เพราะเซลล์สมองถูกทำลายไปแล้ว และก็ต้องอาศัยการฟื้นฟูสมรรถภาพ ออกกำลังกาย ใช้พลังงาน จะได้รับออกซิเจนได้ดีขึ้น บุหรี่ก็ต้องหยุดเป็นสิบปี กว่าปอดจะดีขึ้นอย่างเดิม เพราะฉะนั้นก็เหมือนกัน ใส่น้ำไปเยอะๆ ใส่ไปเรื่อยๆ ก็อยู่ที่ศิลปะการให้ยาจิตเวช การดูแล การใส่ใจกับผลข้างเคียง ป้องกันการเสพติดยา ทั้งหมดก็อยู่ที่ดุลพินิจของผู้รับยา แต่หมอก็ยอมรับว่า ให้ยาจิตเวชดีกว่าไม่ให้แน่นอน บางคนหยุดยาไปแล้ว ก็ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม แต่พอรับได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตอยู่ได้ก็โอเค เมื่อไรมีความเครียดอีกเพราะสมองเหมือนถูกดูดน้ำออกไปเยอะ ความยืดหยุ่นก็มีไม่มาก แต่เราอยากจะหยุดยาแล้วล่ะ ให้น้ำมากๆ เราก็กลัวควบคุมไม่ได้ กลัวสมองบวม แต่เราก็ต้องรับสภาพอะไรบางอย่าง บางที่ก็นิ่ม บางที่ก็แข็งเหมือนอาหารที่เราเอาไปอุ่นแล้วอุ่นอีก เดี๋ยวก็ฟูเดี๋ยวก็แฟบ สมองที่ได้รับการรักษามาระยะหนึ่งความยืดหยุ่นก็มีประมาณหนึ่ง บางครั้งเครียดนิดเดียวก็มาขอยาหมอกินคลายเครียด พอหายแล้วก็กลับไปเหมือนเดิม ไม่มียาก็ไปกินเหล้าสูบบุหรี่ สมองจะมีการจดจำความสุขที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นต้องมีสติรู้เท่าทัน

           การบำบัดที่ดี คือ ปัจจุบันใช้การปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Automatic thought) นำมkใช้ทดแทนการให้ยา บางทีหมอบอกอย่าเพิ่งคิดถึงยาก่อน แต่คนจะเรียนรู้ไหมล่ะ อย่างเราปวดท้อง นั่งสมาธิไปคงแก้ไขได้หรอก รู้สึกปวดจริงๆ แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ปวดมาก ตรงนี้ก็อยู่ที่สติ รู้เท่าทันแล้วก็หยุดความคิดอัตโนมัติ ต้องฝึกฝน หลายกรณีก็หยุดการให้ยาแต่จะต้องเตรียมความพร้อมก่อน ความสุขของคนเราที่หาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอย่างอื่น เช่น ออกกำลังกายเองได้ ฟังธรรมะ ดูภาพยนตร์ สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นการทดสอบอีกอย่างหนึ่ง โอกาสที่เราจะไปพึ่งสารเสพติด พึ่งยานอนหลับหรือสารอื่นๆ นี่ก็เป็นกุศโลบายง่ายๆ สำหรับการคิดว่า ปัจจุบันเด็กไทยอาจจะมีภาวะที่ไม่คิดถึงความสุขที่ตัวเองหาได้เองมากนัก ก็เลยเป็นแบบนี้ คงจะต้องหาทางกันอีกมากถ้าจะไม่ใช้ยา เพราะว่า ทักษะการดูแลตนเองให้เกิดความฉลาดทางสุขภาพ (Health literacy) ยังมาไม่ค่อยถึง ทั้งๆ ที่เราปั้นเด็กให้สอบเอ็นทรานซ์ ทำส่วนที่เป็นเรื่องของทักษะทางวิทยาศาสตร์มาก แต่ไม่มีภาพของการดูแลตัวเอง ถ้าสมดุลกันได้ก็คงจะดี ฉะนั้น ความยั่งยืนที่จะทำให้เด็กอยู่ได้โดยไม่เมายา ขณะนี้เราก็เริ่มมองหา จริงๆ เด็กวัยนี้ ถ้าเป็นสมัยก่อนจะมีการเล่นกีฬาเป็นสำคัญ จะต้องมีความสมดุลกันระหว่างระบบการศึกษาในห้องเรียนกับการเล่นกีฬา อย่างเช่นเด็กในต่างประเทศจะให้เข้าเรียนช่วงหนึ่ง แล้วให้เล่นกีฬาเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนของเราไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ ทำให้ระบบสมองไม่ค่อยจะเติบโตในส่วนของยับยั้งกับอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเติบโต การเล่นกีฬาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสมดุลของสมองส่วนยับยั้งกับส่วนอยาก นี่ก็เป็นวิธีการที่เราจะช่วยง่ายๆ ถ้าไม่อยากจะให้เด็กติดยา ก็ต้องมีส่วนทดแทนที่เป็นรูปธรรม

 

สิ่งทิ่คุณหมอประทับใจในชีวิตและการทำงาน

พญ.บุญศิริ: สิ่งแรกที่ดีใจที่ทุกภาคส่วนมีการร่วมมือทำงานช่วยกันดูแล เมื่อ 10 กว่าปีก่อน พยายามทำงานแล้วทำงานอีก ก็เห็นเกิดขึ้นเป็นส่วนๆ ยังไม่ค่อยมีการให้โอกาสกับผู้เข้ารับการบำบัด เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่ติดสารเสพติด จะคล้ายๆ ทางด้านโรคจิตเวช ต้องมีการบูรณาการที่ชัดเจน ต้องมีวิวัฒนาการ ความเข้าใจ และสื่อสารให้มากขึ้น ทางด้านสาธารณสุขเองกับการยอมรับว่า ผู้ติดสารเสพติดก็เป็นคนไข้จิตเวชอีกรูปแบบหนึ่ง ให้โอกาสคน กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยก็พยายามบูรณาการ คำว่า บูรณาการ มีความหมายกว้างมาก ทั้งเรื่องของบประมาณ ขอเทคโนโลยีร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างกองควบคุมความประพฤติกับกระทรวงสาธารณสุข เรือนจำ ทหาร ตำรวจ ตำรวจต้องมาร่วมทำความเข้าใจกัน ทำไมตำรวจต้องไปคุยกับครู ครูต้องคุยกับหมอ หมอต้องคุยกำนัน กำนันต้องคุยกับ อบต. ต้องช่วยกัน เพราะงบประมาณก็มาจากเงินภาษีของประชาชน ก็เห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ จากการทำงานมา ส่วนอื่นๆ ในความคิดของหมอเอง ก็ยังไม่คิดว่าชนะ เราใช้คำว่า ศูนย์ต่อสู้ ศูนย์เอาชนะ ศูนย์ปราบปราม ฯลฯ ก็คงจะต้องพัฒนากันต่อไป

           สำหรับหมอก็ยังไม่ค่อยมีเรื่องที่น่าประทับใจมาก เพราะว่า ถ้าจะว่าไปทุกวันนี้คนไข้ก็ยังมีจำนวนมาก บางส่วนก็หายไป บางส่วนก็รักษาได้ไม่เต็มที่ ส่วนที่ดีขึ้นจากการรักษาของแพทย์เอง ก็มีไม่มาก พูดตรงๆ คนไข้ต้องขึ้นอยู่ที่ใจ เชื่อแพทย์แล้วกลับไปเลิก เชื่อพยาบาลแล้วกลับไปเลิก ในส่วนของหมอประทับใจหรือไม่ จริงๆ แล้วมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง คนไข้มาชมหมออย่างนั้นอย่างนี้ หมอคิดว่าเป็นธรรมจัดสรรมากกว่า ต้องมีองค์ประกอบร่วมกัน (coincident) และประกอบกับเขาก็ฟังเราก็เลยไปกันได้ พอดียาเสพติดยังมาไม่ถึงหน้าบ้าน แม่ก็ดูแลดี ก็เลยไปด้วยกัน ต้องอาศัยหลายๆ คน ไม่ใช่ทุกอย่างมาจากผู้บำบัดฝ่ายเดียว เมื่อวิเคราะห์จริงๆ กุญแจความสำเร็จนั้นอาจจะด่วนสรุปเกินไป บางทีอาจจะไม่ใช่แกนนำ อาจจะเป็นตัวเขาเอง เพราะเราไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า สำเร็จอย่างจริงจัง เปรียบเหมือนเมล็ดข้าวตกในดินดีก็ดีไป

           รางวัลต่างๆ ที่หมอได้รับ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไปเรื่อยๆ

 

จะถือเป็นความสำเร็จหรือไม่

พญ.บุญศิริ: หมอไม่ได้คิดว่าเป็นความสำเร็จในเรื่องการบำบัดรักษา เพราะว่ายังมีคนไข้อีกมาก แต่รางวัลต่างๆ จะทำให้คนอื่นๆ มองเห็น ให้กำลังใจคนในสังคม ร่วมกันมีมุฑิตาจิตอย่างคนที่ทำงานต้องร่วมกัน เพราะมีอีกหลายๆ คนที่น่าจะต้องให้รางวัลในการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม แต่ไม่มีรางวัลแบบนี้ ไม่มีการตอบคำถามเหล่านี้ก็ไม่เกิดกระแส เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้สังคมผลักดันไปได้ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ต้องยอมรับว่า พิธีการให้รางวัลที่นำเสนอถึงความสำเร็จก็ทำให้คนหันมามอง ทำให้สังคมกระเพื่อม แต่ผลสำเร็จจริงๆ หมอต้องบอกเลยว่า เรายังตามไม่ทันผู้ค้าผู้เสพ จริงๆ

 

คุณหมออยากฝากอะไร

พญ.บุญศิริ: พฤติกรรมที่ผุดขึ้นมาใหม่ของเด็กและวัยรุ่น ตัวยาที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นของเขา ทำอย่างไรจึงจะปรับเปลี่ยนได้ เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เด็กติดยา หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมีการดื่มแล้วล่ะ ทนรอไม่ได้ แค่อินเตอร์เน็ตหลุด เด็ก 3-4 ขวบก็ร้องโวยวาย เสพติดไปแล้ว ทำให้เป็นห่วง อยากฝากไว้ พฤติกรรมเสพยาใหม่ตอนนี้ก็เข้ามาแล้ว มีผลค่อนข้างมาก เป็นสะพานเชื่อมกับยาเสพติดตัวใหม่ ก็คือเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ แล้วก็เรื่องส่งเสริมป้องกัน อย่างที่หมอบอก เรื่องน่ายินดีคงมีไม่มาก เรื่องของความสำเร็จพูดไปเหมือนไม่เห็นความสำเร็จ แต่อย่างน้อยก็กระเตื้องขึ้น ดีกว่าไม่มีใครหันมามองเลย อยากให้มีสปอตโฆษณามากขึ้น ถ้าจำกันได้เมื่อก่อนมี Just Say No อยากให้มีเรื่องของสมองติดยาออกทางโทรทัศน์ให้มากกว่านี้ ขณะนี้มีสปอตน้อยเกินไป สื่อที่จะให้ความรู้

           อย่างเช่นในประเทศออสเตรเลีย เวลาประชาสัมพันธ์ว่า ประเทศเขากำลังจะไม่มีน้ำ ก็ออกบอกเลยว่า แอปเปิ้ล 1 ลูกเท่ากับน้ำ 1 แก้ว พูดไปเรื่อย พูดทุก 2 ชั่วโมง นี่แหละคือ บรรยากาศของการรณรงค์ ที่จะทำให้สังคมกระเตื้องขึ้น ต้องสื่อสารกับสังคม กระบวนการการดูแลเด็กก็ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ โรงเรียนก็ต้องการเด็กเก่ง เด็กดี เด็กที่มาทำกิจกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่นยาอยู่แล้ว พวกที่เล่นยาก็เป็นกลุ่มเสี่ยงจริงๆ แล้วก็ต้องช่วยกัน ต้องสื่อสารกับสังคม สิ่งที่หมอพูดไปก็อยากจะให้พวกเขาสื่อสารกับสังคมในรูปแบบอื่นๆ เพราะเรื่องเหล่านี้ ถ้าชาวบ้านเข้าใจ แค่เราไปสะท้อนข้อมูลอย่างที่หมอพูดมาแต่ต้น อย่างน้อยหมอก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อย ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ก็ต้องพูด ถ้าพูดบ่อยๆ เราก็จะพูดเหมือนกัน ก็ช่วยกันได้ ใช่ไหม อย่างที่หมอรู้สึกได้ ก็คือ อย่างน้อยก็กระเตื้องขึ้น มีการสะท้อนเข้าไปในสังคม แม้ว่าจะไม่ดัง แต่ก็หวังมากๆ ที่จะให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย

 

           งานที่ไม่มีวันหมดอย่างที่คุณหมอบุญศิริกล่าวไว้ สะท้อนถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นต้นตอของปัญหาที่ไม่เคยหมดไปในสังคมไทย ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อลูกหลานของเราทุกคน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: