จากสมองสู่ใจ Inside Out | สมาคมสายใยครอบครัว

จากสมองสู่ใจ Inside Out

-A +A

           ตั้งใจจะเขียนถึงหนังอะนิเมชั่น Inside Out ด้วยความประทับใจว่า ทีมงานสร้างหนังเรื่องนี้ช่างคิด ช่างทำ สามารถหาสิ่งมาอธิบายกระบวนการทำงานในสมองให้เข้าใจง่าย (และสนุกด้วย) ทั้งเรื่องของอารมณ์ต่างๆ ความทรงจำ ไปจนถึงเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งสร้างบุคลิกหรือตัวตนของคนเราขึ้นมาให้เป็นแบบนั้น แบบนี้

           ทั้งหมดนำเสนอผ่านตัวการ์ตูนน่ารักๆ ตัวแทนของอารมณ์สุข เศร้า โกรธ กลัว และเกลียดในมนุษย์ทุกคน ดำเนินเรื่องบนสถานการณ์อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของไรลีย์ เด็กผู้หญิงวัย 11 ปีคนหนึ่ง ครอบครัวของเธอต้องย้ายมาอยู่เมืองใหญ่ ทำให้เธอเผชิญกับสภาพแวดล้อม ผู้คน แปลกไปจากเคยคุ้น เป็นสถานการณ์ที่ไรลีย์ต้องปรับตัวครั้งสำคัญ ซึ่งสุดท้ายเธอก็สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ พร้อมกับก้าวข้ามผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยรุ่น โดยเรียนรู้ว่าในชีวิตคนเราจะพบเจอแต่ความสุข หรืออารมณ์สนุกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ยังต้องพบกับอารมณ์เศร้า โกรธ กลัว และเกลียด อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีส่วนหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งมีบุคลิกเฉพาะตัว มีประสบการณ์ ความทรงจำ ซึ่งถือเป็นบทเรียนชีวิตให้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเมื่อเติบโตขึ้นในทุกปี

           เอาเป็นว่าผู้เขียนจะไม่เล่ารายละเอียดของเรื่อง เพราะอยากให้คนอ่านไปดูเอง ขอหยิบเฉพาะสิ่งกระทบใจ หรือเรียกว่า เป็นความประทับใจต่อหนังเรื่องนี้มาเล่าสู่กันอ่านดีกว่า

           ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์อยู่กับโรคไบโพลาร์ มีภาวะซึมเศร้าเป็นอาการหลัก ภาวะซึมเศร้าส่งผลต่อ การดำเนินชีวิตจนผิดเพี้ยนยาวนานถึง 7 ปี กว่าจะดึงตัวเองขึ้นจากหลุมดำมืดของโรคได้ต้องต่อสู้ทั้งภายในและภายนอกตัวเองอย่างมาก ภายใน คือ การต่อสู้กับอารมณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จมอยู่กับความเศร้า หดหู่ ดำดิ่งไปจนถึงภาวะสิ้นยินดี ไร้ความรู้สึกใดๆ ต่อสิ่งรอบกาย เหมือนมีชีวิตหายใจทิ้งไปวันๆ ส่วนการต่อสู้ภายนอก มีทั้งเรื่องครอบครัว หนี้สิน หน้าที่การงาน ฯลฯ ล้วนสร้างความตึงเครียดให้ชีวิตจนแทบทนมีอยู่ต่อไปไม่ไหว (ในตอนนั้น)

           สุดท้ายผู้เขียนเอาชนะมันได้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด พร้อมกับเรียนรู้โรคที่ตัวเองเป็นอยู่อย่างเข้าใจ สามารถเดินทางมาถึงวันที่จิตแพทย์ยืนยันว่า คุณหายแล้ว กลับมาดำเนินชีวิตเป็นปกติ กลับมาทำงาน กลับมาสู่สังคม โดยพกเอาบทเรียนเล่มใหญ่จากการเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเป็นคัมภีร์ชีวิตด้วย นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะยอมรับว่า ในตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีทั้งความสุขและความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์นั้นไม่ได้มีแค่มุมลบเพียงด้านเดียว ความทุกข์บางครั้งสอนเราว่า ถ้าคิดจะข้ามผ่านมันไป ต้องไม่ใช่การหนี หรือหลอกตัวเองว่า ฉันไม่ทุกข์ แต่เป็นการยอมรับความจริงให้ได้ต่างหากว่าฉันกำลังทุกข์อยู่

 

 

           ในเรื่อง Inside Out พูดถึงประเด็นคล้ายๆ กันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของความเศร้า ตัวการ์ตูนสีฟ้า ท่าทางไม่มั่นใจ จิตตก ไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา ชื่อ Sadness ตัวนี้ เคยถูกตัวการ์ตูนท่าทางร่าเริงชื่อ Joy ตัวแทนของความสนุกสนานร่าเริง จำกัดบทบาทไว้ในซอกเล็กๆ ของศูนย์บัญชาการสมอง ด้วย Joy เชื่อว่าความสนุกสนานร่าเริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความทรงจำ และส่งผลต่อการสร้างบุคลิกของตัวไรลีย์ จนสุดท้ายเมื่อทั้ง Joy และ Sadness ต้องตกอยู่ในเหตุการณ์ผจญภัยเพื่อพยายามเอาความทรงจำถาวรของไรลีย์กลับไปไว้ยังศูนย์บัญชาการสมอง Joy กลับค้นพบว่า Sadness หรือความเศร้า มีส่วนสำคัญในการสร้างความทรงจำและตัวตนของไรลีย์เช่นกัน หลายอย่างที่ Joy ทำไม่ได้ แต่ Sadness ทำได้ การเลือกเก็บกดความเศร้าเอาไว้โดยพยายามไม่แสดงออกมา หรือหลอกตัวเองว่า ฉันกำลังมีความสุขอยู่นะ จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีเสมอไป

           สุดท้ายเมื่อปล่อยให้ความเศร้าดำเนินบทบาทของตัวเอง โดย Joy ไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือผลักให้ความเศร้าไปซ่อนตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง ตัวตนหรือบุคลิกของไรลีย์กลับถูกสร้างให้มีความหลากหลายและเติบโตขึ้นมากกว่าเดิม หนังสะท้อนให้เห็นว่า การควบคุมอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไม่ให้เลยเถิดจนเกินพอดี ไม่ใช่การกดหรือเหยียบให้มิดเอาไว้ แต่เป็น การรู้เท่าทัน เพื่อให้เราไม่ยึดติดกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง และสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม

           ไม่ว่าสุข เศร้า โกรธ กลัว หรือเกลียด ทุกอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน มันผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต เพื่อให้เรามีประสบการณ์ มีความทรงจำทั้งดีและไม่ดี นี่คือส่วนผสมอย่างกลมกลืนในชีวิต จะขาดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไปไม่ได้เลยสำหรับการเป็นมนุษย์

 

           ผู้เขียนดูเรื่องนี้แล้วยังได้อีกคำตอบหนึ่ง เป็นคำตอบต่อข้อสงสัยส่วนตัวที่วนเวียนอยู่ในสมองมาหลายเดือนว่า ทำไมทุกวันนี้ฉันยังคงนั่งคิดถึงความเศร้าแบบสุดใจเมื่อตอนมีภาวะซึมเศร้าอยู่บ่อยๆ เคยคิดว่าตัวเองคงเสพติดความเศร้า แต่ก็หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่า ตอนอยู่กับความเศร้าสุดใจนั้นมันเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเครียด วันหนึ่งที่ข้ามผ่านมันมาแล้ว ทำไมบางครั้งกลับยังอยากให้ความเศร้าแบบนั้นกลับมา

           สุดท้ายก็ได้คำตอบ

           มันเป็นเพราะความเศร้าคือ ส่วนหนึ่งของความทรงจำ (ยาวนานถึง 7 ปีเชียวนะ) ความเศร้าเคยอยู่กับผู้เขียนเกือบตลอดเวลา ทั้งตอนนอน ตอนตื่น ตอนเดิน ตอนกินข้าว หรือตอนที่พยายามปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งทำงานให้เสร็จ และอีกมากมาย จะว่าไปความเศร้าถือเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของชีวิตในช่วงหนึ่ง เป็นเพื่อนที่ผู้เขียนลืมไม่ลงและไม่อยากลืมด้วย

           จนวันนี้เพื่อนซึมเศร้าจากไปแล้ว มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะคิดถึง เพราะเพื่อนซึมเศร้าไม่ได้จากไปแบบไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เลย เขาทิ้งความทรงจำ และบทเรียนสำคัญซึ่งทำให้ผู้เขียนได้เติบโตขึ้นมากกว่าเดิม

           ...โดยเฉพาะบทเรียนที่ว่า ถ้าไม่มีความเศร้าแล้ว เราก็คงไม่มีวันเข้าใจความสุขอย่างแท้จริงได้

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: