การปฏิรูปจิตเวชไทย: การบำบัดรักษาที่มีคุณภาพ

-A +A

           เมื่อรณรงค์ป้องกันปัจจัยเสี่ยงอย่างเต็มที่ และพยายามสุดความสามารถที่จะส่งเสริมสุขภาพจิต เราหวังและเชื่อว่าจำนวนคนที่ต้องทุกข์ยากเพราะโรคจิตเวชย่อมน้อยลง แต่สำหรับคนจำนวนหนึ่งการเจ็บป่วยทางจิตเวชก็ยังคือ ความเป็นจริงของชีวิต

           โรคนั้นอาจอยู่กับเขามาแล้วตั้งแต่เกิด แต่มีปัจจัยปกป้องช่วยให้เขาดำเนินชีวิตอย่างปกติธรรมดkมาจนวันหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่ชัดนักว่าวันไหน บางสิ่งบางอย่างเริ่มผิดเพี้ยน แรกๆ ก็ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย แต่ยิ่งวันอะไรๆ ก็ยิ่งดิ่งลงในวังวน และหากไม่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ความเจ็บป่วยก็จะเข้าครอบงำจนไปถึงจุดวิกฤติ น่าเสียดายผู้ป่วยส่วนใหญ่ของเราต้องมาถึงจุดนี้ การบำบัดรักษาอย่างจริงจังจึงได้เริ่มต้น

 

ความรู้คือเทียนส่องทาง:

           ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่จบลงที่ห้องฉุกเฉิน แต่สิ่งที่เป็นทางออกอาจไม่ใช่อุปกรณ์จำกัดพฤติกรรมหรือกระทั่งยาที่จะช่วยให้สงบ หากเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรคจิตเวช เราไม่อาจเน้นให้มากพอว่า การให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็ก เยาวชนและประชาชนในเรื่องโรคจิตเวชนั้นสำคัญเพียงใด สามารถช่วยคนที่ประสบกับโรคเหล่านี้ให้พ้นความทุกข์ยากที่ไม่จำเป็นจากอาการรุนแรง จากความสับสนตื่นตระหนก เพราะรู้จักโรค แนวทางการจัดการโรคและการคืนสู่สุขภาวะอีกครั้งด้วยความหวัง ช่วยประหยัดทรัพยากรของชาติได้มากมาย เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการบำบัดรักษาอาการรุนแรงและการป่วยซ้ำที่ทำให้คนไข้ต้องเวียนเข้าเวียนออกโรงพยาบาล

           จากประสบการณ์การทำงานที่สมาคมสายใยครอบครัว เราพบว่า สุขภาพจิตศึกษา (Psychoeducation) ที่จริงจังมีองค์ประกอบที่เหมาะสม มีประสิทธิผล ส่งให้ผู้ป่วยหายดีขึ้น ป่วยซ้ำน้อยลง คืนไปทำบทบาทหน้าที่ของชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ครอบครัวของผู้ที่ป่วยก็เป็นสุขขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวของผู้ที่ป่วยครั้งแรก

           ที่บอกว่าต้องเป็นสุขภาพจิตศึกษาที่จริงจัง หมายความว่า ต้องตอบสนองความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งมีความจำเป็นกว้างและลึกกว่าการแพทย์เท่านั้น ต้องเป็นสุขภาพจิตศึกษาที่มีระบบต่อเนื่อง และที่ว่าต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมก็คือ ต้องคำนึงถึงความต้องการจำเป็นด้านการสนับสนุนของชุมชน ตอบสนองความต้องการจำเป็นด้านความสัมพันธ์แก่คนที่ถูกประสบการณ์กับโรคทำให้โดดเดี่ยว การสร้างเสริมความเข้มแข็งและการสามารถเป็นปากเป็นเสียงพิทักษ์สิทธิของตนและเพื่อนร่วมทางได้ เนื่องจากโรคจิตเวชมีมิติของอคติถึงขั้นตราบาปติดมาด้วย ทำให้ผู้อยู่กับโรคถูกเลือกปฏิบัติทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

           สุขภาพจิตศึกษานี้เป็นการลงทุนน้อย น้อยกว่าการบำบัดรักษาหลายเท่า การฝึกอบรมผู้ป่วยและผู้ดูแลมาเป็นกระบวนกรการเรียนรู้นอกจากประหยัดจำนวนบุคลากรที่มีจำนวนจำกัดมากแล้ว ยังเป็นแบบให้คนที่มาร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีความหวังและเข้มแข็งขึ้นด้วย

 

คุ้มค่าการลงทุน?

           เมื่อเทียบกับยาและวิธีการบำบัดรักษาราคาแพงอย่างในโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ เราได้เห็นความจริงว่า การลงทุนเรื่องการบำบัดรักษาโรคจิตเวชยังมีน้อย? แม้ยาจิตเวชจะพัฒนาไปไกลทีเดียว แต่การเข้าถึงยาที่มีคุณภาพซึ่งผลข้างเคียงไม่รบกวนการดำเนินชีวิตมากนักนั้น ยังมีอุปสรรคมากมาย คนไข้ของเราจำนวนมากจึงยังใช้ยาที่พัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1950 ที่ทำให้คนไข้ซึมเซา เฉยชา ท่าทางแปลกๆ ตอกย้ำอคติและจำกัดการคืนสุขภาวะ ยาหลายอย่างก็มีผลให้เสียรูปลักษณ์เพราะกินแล้วอ้วนขึ้นสองเท่าในเวลาอันสั้น และทำให้เกิดกลุ่มอาการจากความผิดปกติด้านการเผาผล“ญ (metabolic syndrome) ในผู้ป่วยที่ขาดความเข้าใจในตนและไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาอยู่แล้ว ยาที่มีผลข้างเคียงเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดการหยุดยาเอง และการป่วยซ้ำ ไม่สามารถทำบทบาทหน้าที่ในการเรียนการทำงาน ก็จะส่งผลร้ายต่อชีวิตตน ครอบครัว และสังคมเศรษฐกิจ

           ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นข้อที่ชี้ชัดว่า ผู้ป่วยจิตเวชควรได้รับการดูแลเรื่องโรคทางกายอย่างเหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่เขาป่วยหนักจนไม่รักษาสุขอนามัยเท่าที่ควร หรือในช่วงที่เขาได้รับการรักษาแล้ว แต่มีผลข้างเคียงของยาที่ทำให้สุขภาพกายเสื่อมถอย

           แม้จะใช้ยาคุณภาพแล้ว การบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวช ที่จำเป็นต่อทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ได้รับผลกระทบสูงด้วย ก็คือความช่วยเหลือทางจิตสังคม จิตบำบัด และกิจกรรมบำบัด เป็นต้น ซึ่งหากว่าจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช มีน้อย บุคลากรที่จะให้การบำบัดรักษาด้านจิตสังคมยิ่งน้อยกว่ามาก ทั้งความเชี่ยวชาญอย่างในไทยเราการเป็นนักจิตบำบัดก็ยังไม่มีฝึกอบรมและการรับรองวุฒิอย่างเป็นระบบ ในปี 2556 การสำรวจระบาดวิทยาปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในโครงการสนับสนุนและส่งเสริมการบริการครบวงจรสำหรับผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่เป้าหมายเร่งรัด ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการบริการสุขภาพจิตครบวงจร) โดย ดร.พญ.เบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ และคณะ ปี 2556 พบว่า ขณะนั้น จากผู้ป่วย 10 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวช 8 โรค มีเพียง 8% เข้าถึงการรักษา และจากจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงการรักษา 60 คน ที่รักษาด้วยยามี 60% แต่รักษาด้วยจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัดเพียงอย่างละ 2% การฝึกทักษะทางสังคมมีเพียง 3% ทั้งที่จิตบำบัดและการรักษาทางจิตสังคมอาจช่วยให้ ผู้ป่วยและญาติสามารถคืนสู่สุขภาวะได้ดีขึ้น ช่วยลดภาระการบำบัดรักษาทางยาและทางโรงพยาบาลลงได้ ซึ่งข้อมูลนี้ ทำให้กรมสุขภาพจิตเร่งรัดเรื่องการเข้าถึง ทำให้ตัวเลขดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

           แท้ที่จริง โดยธรรมชาติของโรคจิตเวชที่ส่งผล กระทบต่อชีวิตทุกด้าน การดูแลแบบองค์รวมเป็นสิ่งจำเป็น การมีผู้จัดการกรณีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อผู้ป่วยจะได้รับการสนับสนุนในแนวทางที่สอดคล้องกันตามความจำเป็นในทุกด้าน

           ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนเป็นการเรียกร้องสูง ฝันเฟื่อง ในภาวะที่บริการ บุคลากร งบประมาณ มีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรจำนวนหลายสิบล้านที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่นี่คือความจำเป็นทางการแพทย์และจิตสังคมซึ่งจำเป็นต้องได้รับความสนใจและบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิผลที่ดีอย่างจริงจัง เพราะ...การศึกษาของ  ดร.พญ. เบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ และคณะบอกชัดว่า คนที่ได้รับการบำบัดรักษา มี 14% ที่หายเจ็บป่วย ที่ดีขึ้นมากมี 33% ที่ดีขึ้นเล็กน้อย 7% ส่วนที่ไม่ดีขึ้น 6%  แสดงว่าการลงทุนบำบัดรักษานั้นเกิดผลดีเกินครึ่ง ไม่สูญเปล่าควรจะวางแผนและระดมสรรพกำลังกู้คืนชีวิตผู้ป่วยและญาติให้มีประสิทธิผล นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า!!!

           นอกจากนี้ การบำบัดรักษาโรคจิตเวชนั้นแพง แต่การไม่รักษานั้นแพงกว่า

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: