10 ปีที่ดูแลน้อง | สมาคมสายใยครอบครัว

10 ปีที่ดูแลน้อง

-A +A

            นับแต่วันที่พ่อจากพวกเราไปอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจ ทำให้ที่บ้านสูญเสียหลักสำคัญของครอบครัวไป พี่ได้รับมรดกคือ หน้าที่ดูแลน้องแทนพ่อ จนถึงวันนี้ 10 ปี

            วันที่พี่ส่งน้องต่ายไปอยู่โรงพยาบาลศรีธัญญาจริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะน้อง แต่เป็นเพราะแม่

            พอแม่ได้ข่าวพ่อเสีย เกิดช็อค และภายหลังก็เกิดอาการซึมเศร้า โดยเราจับอาการได้ในวันงานสวดพ่อวันที่ 3 วันที่ 4 ที่แม่เริ่มถามหาพ่อแกไปไหน? พวกพี่มองหน้ากัน ทำไงดี น้องก็เพี้ยน แม่ก็เริ่มออกอาการ

            พวกเรารอช้าไม่ได้ เหมือนพ่อรู้และเป็นห่วงเรา ราวกับปาฏิหาริย์มีจริง คือ บังเอิญพี่เปิดนิตยสารสกุลไทย เจอ อ.กุสุมาลย์ (แม่กุ แห่งศูนย์สายใยครอบครัว) กล่าวในนิตยสารว่า ถ้าเรามีคนใกล้ตัวที่มีอาการป่วยที่จิต เริ่มอะไรไม่ถูก ให้เรียก จะไปเยี่ยมถึงบ้าน พี่ก็เลยโทรไป อ.กุสุมาลย์เป็นใครไม่รู้ ตอนนั้นคือ ลองเสี่ยงในใจคิดว่าพ่อคงอยากให้ เจอ เพราะทำไมอยู่ดีๆ จะเปิดเจอคอลัมน์นั้น ในเวลาที่ต้องการอย่างนั้นวันนั้นอย่างเหมาะเจาะราวปาฏิหาริย์

            อ.กุสุมาลย์ บอกให้เรียก น้าจิ๋ว  เรานัดกันไปเจอที่ บิ๊กซีดาวคะนอง เพื่อจะไปเจอต่ายกับแม่ที่บ้าน น้าจิ๋วบอก ต่ายมีอาการของคนป่วยคือ ตาขวาง ไม่เป็นมิตร ต้องเอาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสักพัก ไม่งั้นอาจทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัวได้ ส่วนแม่ก็ต้องรักษา เพราะมีลักษณะของคนซึมเศร้า ซึ่งน้าจิ๋วได้ช่วยเหลือครอบครัวของเราอย่างดีมาก น้าจิ๋วพาไปหาหมอสมรัก แล้วก็รักษาตัวอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้

            สำหรับแม่ ปีนี้แม่อายุ 76 ที่ผ่านมา 10 ปี เรารู้ว่า เราจะอยู่แบบไหน เราจะทำอย่างไรให้แม่มีความสุข ซึ่งคำตอบมันก็คือ สร้างความสุข ความสุขต้องสร้าง สร้างความสุขให้แม่ แม่ก็จะได้ความสุข

            สำหรับน้อง พี่ลองมาคิดดู ผู้ป่วยใหม่คือ แม่ เพราะน้องป่วยเป็นปกติของน้องมาก่อนนานแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุ ผู้ป่วยสองคนอยู่ร่วมบ้านเดียวกันไม่ได้ เพราะบรรยากาศที่บ้านมันไม่ไหว มันมีแต่ความเศร้า เลยสรุปให้น้องต้องเป็นฝ่ายไปอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนแม่รักษาตัวเองต่อไปที่บ้าน

            ตั้งแต่เด็ก น้องเป็นเด็กสมองทึบ สมัยนี้น่าจะเป็นเด็กออ (ทิสติก) หรือ เด็กดาวน์ (ซินโดรม) น้องออกอาการทึบตั้งแต่เด็ก คือ สอบตกตั้งแต่ชั้นอนุบาล สมาธิสั้น พูดไม่ฟัง อยู่ไม่นิ่ง ไปโรงเรียนก็ไปเล่น ดุว่าอะไรก็ไม่จำ พ่อก็เลี้ยงมาเรื่อย จากอนุบาล ไปประถม ไปมัธยมมีปัญหา แก้ปัญหาไปเรื่อย สอบตกปี ผ่านปี สอบได้เกรด 0 แก้จนได้เกรด 1 นี่แหละลูกชายพ่อ น้องชายฉัน

            พี่มองน้องก็ว่าน้องน่ารัก น้องของเรา เรารัก เราเป็นห่วง เรื่องทะเลาะ เรื่องตีกัน มีบ้างตามประสา แต่ก็ห่วงก็รัก

            พี่ได้ยินข่าวน้องเอาตัวไปรอดบ้างไม่รอดบ้างก็เช่น ประถม 4 น้องหนีโรงเรียนพ่อต้องย้ายที่เรียน พอไปเรียนที่ใหม่ก็หนีโรงเรียน พ่อต้องให้ไปอยู่ประจำที่โรงเรียนอยู่กับครูดีๆ ที่พ่อรู้จัก มาจนมัธยมก็ต้องไปฝากโรงเรียนประจำ ต่ายเรียนไม่จบอนุปริญญา เพราะเรียนอ่อน ตกเกินซ่อม ระดับอนุปริญญินี้สอบแก้เกรดไม่ได้ จะทำงานส่ง หรือทำกิจกรรมเป็นคะแนนช่วยเกรดก็ไม่ได้ เลยจบแค่มัธยม 6 แบบตกๆ คือ จาก 0 แก้ตัวเป็น 1 จาก ร. แก้ตัวเป็น 0 แล้วแก้ตัวเป็น 1

            พอหมดที่เรียน ก็ต้องทำงาน ต่ายมีเพื่อน เคยขอออกไปเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่กับเพื่อน น้องเคยรุ่งคือ มีรายได้ มีเงินเก็บเป็นหมื่น ซื้อของเข้าบ้าน ส่วนใหญ่เป็นของตกแต่งบ้าน นาฬิกาเรือนใหญ่ โคมไฟแขวนเพดานอย่างหรู ตู้เสื้อผ้า ซื้อทองเส้นโตใส่

            ถึงคราวร่วง น้องพี่ไปจีบสาว เราจริงจังแต่เขาไม่เอาจริงด้วย เพื่อนสนิทพอมีภรรยาก็ไม่สนใจเพื่อน พอเป็นเรื่องเคืองกับสาว ก็ไม่อยากไปที่ทำงาน พาลเขา อึดอัดขัดใจ เครียด เก็บกดจนนานเข้า มันเป็นเสียงอยู่ในหูว่าคนโน้นว่าเขา คนนี้ดูถูกเขาโมโหเสียงในหู ทะเลาะกับเสียงในหูของตัวเอง เข้มข้นขนาดพูดด่าเสียงดังกับเสียงในหู  ร้องไห้เขวี้ยงข้าวของ เอาบุหรี่จี้ตัว น้องเสียใจกับความผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ โกรธขึ้งบ่นพร่ำคนเดียวทำให้พ่อต้องเอาไปรักษาที่โรงพยาบาลแถวคลองสาน

            พ่อดูแลน้อง โดยให้น้องกินยา พักอยู่บ้านสักพักพอคิดว่าค่อยยังชั่ว ก็ให้ไปทำงาน พอน้องไปทำงาน ก็ขวัญไม่ดี  ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็เครียดกำเริบ เป็นเครียด เป็นโกรธขึ้งเกิดอาการหูหาเรื่อง ลุกขึ้นมาบ่น มาทะเลาะกับเสียงในหูของตัวเองอีก ร่างกายโทรม หนักๆ ก็มีอาการชัก พ่อก็ให้พักไป กินยาไป จนน้องอายุ 38 พ่อเสีย น้องยังไม่หาย พี่ก็พอรู้อาการคร่าวๆ เมื่อไม่มีพ่อแล้ว พี่ก็รับดูแลต่อ

            เมื่อน้าจิ๋วพาไปให้อยู่ในการดูแลรักษาของหมอสมรักเรื่องที่เป็นที่หนึ่งคือ จัดให้เข้าอยู่ในโรงพยาบาล ให้น้องมาอยู่ใกล้หมอ ให้หมอดูแล ไถ่ถามอาการ ติดตามรักษาอาการป่วยอย่างใกล้ชิด

            อีกเรื่อง คือ เรื่องยา หมอศึกษาและจัดยาให้กับน้อง หมอแน่จริงๆ เพราะเราสื่อสารกับคนป่วยไม่ได้เรื่อง น้องกินยากดประสาท จนถึงขั้นน่าจะเพี้ยนเพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องไหนที่เขาพูดที่เป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นจินตนาการที่พูดไปเรื่อยไม่เป็นความจริง พูดด้วยก็ไม่รับรู้ ไม่รับฟัง ผู้ป่วยลักษณะนี้จึงคุยกันให้รู้เรื่องยาก ยาของหมอเป็นยาคุณภาพดี มีหลายชนิดเหมาะกับอาการป่วย ไม่ใช่ยาราคาถูกแต่กดประสาท

            เรื่องที่สามเป็นการใส่ใจ การวางแผนและจัดระเบียบ ให้เวลากับน้อง เริ่มจากอยู่ตึกชาย 8 เราใช้เงินของพ่อจนหมด แล้วขอย้ายไปอยู่ตึกชาย 4 ซึ่งค่าใช้จ่ายถูกกว่า การไปเยี่ยม เริ่มจากมาเยี่ยมระหว่างอาทิตย์ 1 วัน พัฒนาขึ้นเป็นมาเยี่ยมระหว่างอาทิตย์ 1 วันกับวันสุดสัปดาห์อีก 1 วัน จากนั้นให้พาน้องไปเยี่ยม ไปค้างที่บ้านได้เดือนละ 1-2 วัน สักระยะก็พัฒนาต่อเป็นแบบเช้ามาอยู่ที่ศูนย์สายใยเย็นกลับบ้าน ไปค้างที่บ้าน เช้ามาใหม่ จนท้ายสุดคือ ให้กลับไปอยู่บ้านอย่างถาวร

            เรื่องที่หาไม่ได้จากสถานพยาบาลใดๆ ที่เคยพบมา คือ การฟูมฟัก การฟื้นฟูจิตใจให้กับผู้ป่วย ระหว่างที่เขาอยู่ในการดูแลของหมอ นอกจากการที่หมอจะมาพบพูดคุยกับคนไข้ ดูแลให้ทานยาเป็นประจำ น้องได้พบนักจิตวิทยา มีสังคมของกลุ่มผู้ป่วยลักษณะเดียวกัน หลายครั้งที่ทางบ้านรับรู้ น้องไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น มีคอนเสิร์ตมาให้น้องดู มีคนเลี้ยงอาหารอร่อย

            มีกิจกรรมดนตรี แม่กุ ให้น้องตีกลองแทนการดีดกีตาร์ เพราะน้องดีดกีตาร์ สายขาดหมด อารามดีดไป แค้นไป ที่ศูนย์มีกีตาร์กี่ตัวๆ สายขาดเรียบ แม่กุเลยบอกให้พี่หากลองมาตีดีกว่า ได้ระบายออกไปในตัว คราวนั้น พี่พาแม่กับน้องไปหาซื้อกลอง แถวคลองหลอด หลังกระทรวงกลาโหม พอดีไปเจอร้านที่คนขายใจดี ที่ร้านเป็นร้านใหญ่ขายเครื่องดนตรีหลายประเภท เขาตั้งกลองชุดใหญ่ไว้กลางร้าน พวกเรkไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องตีกลองได้ วันนั้นต่ายตีกลองชุดของร้านเขาซะทุกใบ อย่างสนุก แม่เลยต้องถอยกลองชุดเล็กมา 1 ชุด ให้น้องเอาไปตีที่ศูนย์

            กิจกรรมระบายสี น้องได้เรียนวาดภาพ ภาพวาดของน้องได้ใส่กรอบ ติดฝาอยู่หนึ่งหรือสองภาพ อย่างน่าขำ เพราะมันเป็นภาพมนุษย์ต่างดาวกับไฟจราจรสีส้มกับสีแดง น้องได้ใส่เสื้อทีมศูนย์สายใย สะพายย่าม นั่งรถบัสไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ไปวาดรูปชายทะเล

            น้องได้ฝึกคิด ทบทวนคณิตศาสตร์ บวกลบเลขยังทำได้อยู่มั้ย

            น้องได้เรียนภาษาอังกฤษ รู้สึกว่า เขาแฮปปี้ เวรี่มัช

            น้องได้เขียนเรียงความ บทความของเขา สุดยอด

            น้องได้แต่งชุดพราหมณ์ ไปวัด ฟังพระเทศน์ ฟังธรรม จะเข้าถึงบ้าง ไม่เข้าบ้าง ก็ช่างเถอะนะ

            น้องได้ไปร่วมกิจกรรมรำวงกลองยาว ใส่เสื้อลายดอก โพกผ้าสีน้ำเงิน

            น้องมีความสุขที่ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างถาวรขณะนี้ไม่เครียด คนที่เครียดง่ายกลับเป็นพวกพี่ๆ ที่เครียดกับปัญหาการงานมากกว่า แต่น้องมีความสุข สบายตามอัตภาพ แม่ก็สุขใจมาก น้องไปหาหมอ เพื่อเช็คสภาพและรับยาทุกเดือนครึ่ง น้องใช้สิทธิผู้พิการที่หมอสมรักอนุเคราะห์แนะนำให้ โดยเงินค่ารักษารัฐออกให้ เราไประลึกถึงศูนย์สายใยครอบครัวและน้องๆ ในศูนย์ทุกปีในวันเกิดของน้อง

            ขอบพระคุณคุณหมอสมรักและแม่กุค่ะ

            10 ปีที่ดูแลน้องมา และอีกกี่ 10 ปี ต่อไป ก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะยังไงพี่ก็ดูแลน้อง

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: